Type To Search
FOLLOW
17 May 2018
บทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของ Donatella Versace กับเรื่องราวในคอลเล็กชั่นและชีวิตของเธอ
พร้อมเรื่องราวสุดดราม่าที่เธอเล่าให้ฟังจากปากของเธอเอง
Benjamin Pete Wong

จากฤดูกาลล่าสุดของ Versace กับโชว์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ในที่สุด Donatella Versace ได้ก้าวออกจากเงาของพี่ชายสู่งานดีไซน์ในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งเธอจะมา พูดถึงเรื่องราวของแฟชั่น อิสรภาพ เสน่ห์ของอิสตรี และอนาคต

ที่ผ่านมาหากคุณอยากจะรู้ในทุกเรื่องราวเกี่ยวกับใครสักคน สิ่งที่คุณต้องทำก็คือหยิบมือถือแล้วกดค้นหาในอินสตาแกรม แต่สำหรับ Donatella Versace โลกรู้จักเธอเป็นอย่างดีในนามสุภาพสตรีผู้มาพร้อมผมสีแพลทินัมบลอนด์ ประวัติอย่างสั้นของเธอคงจะมีประมานว่า “ฉันคือโดนาเทลล่า ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และรู้สึกอิสระที่จะเป็นใครก็ได้ที่อยากเป็น แต่ยังไงซะ…ฉันคือดีไซเนอร์” ความเป็นปัจเจกคือสิ่งที่ทำให้พี่ชายของเธอ Gianni Versace ได้สร้างอาณาจักร Versace ขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ ’70s-’80s ก่อนที่กระแสเทรนด์ของโลกแฟชั่นจะเปลี่ยนทิศทางหันไปสู่ความเรียบง่าย (Normcore) และแฟชั่นที่ให้กลิ่นอายของชุดกีฬา (Athleisure) เธอได้เลือกที่จะนำเสนอภาพสาวผมลอนด์ที่มาพร้อมกับผิวสีแทนโกลว์สวยที่เคยมีเสน่ห์ดึงดูดเป็นอย่างมาก ตัวตนของเธอชัดเจนจนไม่อาจละสายตา และเธอจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น โดนาเทลล่ามีอิทธิพลต่อตัวของจิอานนี่เป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Vanity Fair เอาไว้ว่า “ถ้าน้องสาวผมไม่ชอบมัน ผมจะโละมันทิ้งทันที

จากมิวส์คนสำคัญสู่การเป็นดีไซเนอร์ (ดิฟฟิวชั่นไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Versus เปิดตัวในปี ค.ศ. 1989) การร่วมมือกันของสองพี่น้องทั้งโดนาเทลล่าและจิอานนี่ทำให้ Versace ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกแฟชั่น ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจนทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก และตามมาด้วยเสียงร่ำไห้ เมื่อพบว่าพี่ชายถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมจากการจ่อยิงบริเวณหน้าบ้านพักตากอากาศบนหาดไมอามีในวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1997

ท่ามกลางความตื่นตระหนก และสิ้นหวังทำให้เธอคิดไตร่ตรองถึงเรื่องการตีตัวออกห่างให้ไกลจากโลกของแฟชั่นดังเช่นที่เธอเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Times เอาไว้ว่า “ฉันไม่ต้องการทำอะไรเกี่ยวกับแฟชั่นอีกแล้วเพราะความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียพี่ชายและคิดว่าแฟชั่นจะไร้ชีวิตชีวาเมื่อไม่มีเขา”

แต่เธอก็ยังคงเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาแสนยากลำบากก็ตามโดนาเทลล่าในวัย 42 ปีก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในฐานะ ‘อาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์’ แทนที่พี่ชายเพื่อดูแล 2 แบรนด์หลักทั้ง Versace และ Versus ใน 20 ปีต่อมา โดยเธอนั้นมีแนวคิดในการทำงานที่เด็ดเดี่ยว และชัดเจนว่าจะไม่ทำผลงานออกมาซ้ำกับพี่ชายอย่างแน่นอนเธอปรับเปลี่ยนทิศทางของงานดีไซน์และรังสรรค์ชิ้นงานออกมาอย่างต่อเนื่องแต่ดูแตกต่างจากผลงานอันทรงคุณค่าของพี่ชายอย่างเห็นได้ชัด (ปัจจุบันทรัพย์สินของเฮ้าส์ Versace มีมูลค่าราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5.5 หมื่นล้านบาท ตามการรายงานของ Routers)

จากช่วงเวลานั้นจนถึงปัจจุบันที่มีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 ในมิลาน โดนาเทลล่าเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามจากที่เคยทำมาตลอดเพื่อให้หลุดพ้นจากเงาของพี่ชาย แต่ในคราวนี้เธอได้หยิบยกผลงานต้นฉบับที่เป็นชิ้นโบแดงของจิอานนี่มานำเสนออีกครั้ง พร้อมทั้งชักชวนสุดยอดนางแบบที่มีความผูกพันกับห้องเสื้อทั้ง Cindy Crawford, Helena Christensen, Naomi Campbell, Carla Bruni และ Claudia Schiffer ให้หวนคืนสู่รันเวย์ของ Versace ทั้งหมดปรากฏตัวบนรันเวย์ในชุดเดรสตาข่ายโลหะสีทองอันเป็นซิกเนเจอร์ของจิอานนี่ในช่วงท้ายของแฟชั่นโชว์ พร้อมรับเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องอย่างไม่ขาดสาย

พบกับบทสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวที่นำคุณผู้อ่านไปร่วมค้นพบสาเหตุที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจรวมไปถึงวิธีการปลดปล่อยความรู้สึกและสุนทรียศาสตร์ในชีวิตของเธอ

ELLE: อะไรคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตัวตนของ Versace

Donatella Versace: เมื่อพูดถึง Versace สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือเรื่องของความหรูหรา สิ่งที่พี่ชายและฉันต้องการเสมอคือการทำให้ผู้หญิงรู้สึกทรงพลังและมาดมั่นเมื่อสวมใส่ Versace พวกเธอจะโดดเด่นจากฝูงชนเราคือผู้เติมเต็มพลังให้กับผู้หญิง

ELLE: คุณเคยบอกว่ากลัวการทำงานที่ออกมาดูคล้ายกับจิอานนี่ แต่ในคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2018 ดูเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

DV: ที่เป็นเช่นนั้นเพราะรู้สึกว่าท้าทายที่สุดแล้วฉันควรจะทำมัน ฉันถูกอดีตตามหลอกหลอนมานานหลายปี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน และมันมักจะนำความทรงจำที่เจ็บปวดให้ย้อนกลับมา แต่นอกเหนือความเจ็บปวดก็คือสิ่งเตือนใจถึงความสุขของฉันในการร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานทุกชิ้นกับพี่ชาย ฉันจึงคิดได้ว่าถ้าหากต้องการก้าวไปข้างหน้า ฉันจำเป็นต้องรับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องรับมือกับเรื่องราวเลวร้ายในอดีต และฉันเห็นแล้วว่าหลังความมืดหม่นจะตามมาด้วยแสงสว่างแห่งความหลุดพ้นจากความทุกข์ มีหลายคนบนโซเชียลมีเดียที่ถามถึงผลงานของพี่ชายฉัน และส่งผลงานเก่าๆที่พวกเขารักให้ฉันดูพวกเขาโน้มน้าวให้ฉันทำในสิ่งที่ควรทำ

ELLE: ผลงานของจิอานนี่ชิ้นใดที่คุณอยากนำเสนอมากที่สุด

DV: ถ้าจะแสดงผลงานเพื่อแสดงความเคารพ และเพื่อเป็นการรำลึกคุณจำเป็นต้องนำเสนอแต่สิ่งที่ดีเยี่ยมที่สุด นั่นคือสิ่งที่ฉันได้ทำลงไปหรืออย่างน้อยฉันก็แสดงให้เห็นว่าฉันทำ ผลงานเก่าๆของจิอานนี่มากมายเกินกว่าจะแสดงให้ครบภายในคอลเล็กชั่นเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคัดเลือกผลงานสำหรับจัดแสดง ฉันเลือกงานพิมพ์ลายเพราะมันสื่อถึงเขาได้ชัดเจน และบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้มากที่สุด ฉันเลือก 5 ชิ้นที่ชอบมากที่สุด โดยมีชุดเดรสตาข่ายโลหะสีทองที่ทำให้หวนระลึกถึงช่วงยุค ’80s จิอานนี่คือหนึ่งในนักออกแบบแฟชั่นคนแรกๆ ที่ใช้วัสดุชนิดนี้ ชุดเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้ผู้หญิงกลายเป็นนางพญา

ELLE: ตลอดชีวิตการทำงานของจิอานนี่อะไรเป็นสิ่งที่โดดเด่นในสายตาคุณ

DV: จิอานนี่ไม่เคยกลัวที่จะเสี่ยง เขามีความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจในทุกเรื่องที่ทำ ฉันคิดว่าทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมันช่างทรงพลัง และยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็นชุดราตรียาวที่เขาชอบออกแบบการปั้นโมเดลให้กลายเป็นซูเปอร์โมเดล คอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปไปจนถึงอาภรณ์ชั้นสูงมันช่างเป็นการคิดที่นอกกรอบ และเป็นการทลายเส้นแบ่งของกฎเกณฑ์

ELLE: ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรที่ได้ทำคอลเล็กชั่นนี้

DV: จิอานนี่ได้รังสรรค์นิยามของ Versace ฉันนำเอามรดกที่พี่ชายทิ้งไว้ให้มานำเสนออีกครั้งในคอลเล็กชั่นนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา แสดงให้เห็นความมหัศจรรย์ของผลงานที่เขาเคยทำ และความสนุกสนานที่เขาสร้างไว้ให้แก่โลกด้วยการสร้างสรรค์ในแบบเฉพาะตัว สำหรับคอลเล็กชั่นนี้ฉันเลือกหลายชิ้นมานำเสนอ แต่มีการนำมาปรับซิลูเอตเพื่อให้ออกมาดูร่วมสมัย ถึงแม้ว่านี่คือผลงานของพี่ชายฉันแต่มันก็คือตัวตนของฉันด้วยเช่นกัน ฉันจึงทำมันด้วยมมุมองในยุคปัจจุบัน ในช่วงแรกฉันกลัวว่าคนจะไม่เข้าใจแต่ว่าทุกคนก็รักมัน ฉันสัมผัสได้เลยว่าผู้คนต้องการให้เขากลับมามากขนาดไหน ไม่ใช่เพียงแต่เพื่อนเก่าๆ ของเขาแต่มันยังรวมถึงคนรุ่นใหม่ด้วย

ELLE: อะไรที่คุณถือเป็นความสำเร็จของคอลเล็กชั่น

DV: ฉันเชื่อว่าคอลเล็กชั่นนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนนำความรักที่มีใส่ลงไป ในผลงานทุกชิ้นงานคือศิลปะ เราใช้เทคนิคการพิมพ์และผู้ผลิตเดียวกับตอนที่จิอานนี่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นมันน่าทึ่งมาก อีกทั้งเรายังได้รับความรักจากบรรดาสุดยอดนางแบบเพื่อนเก่าของเราอย่างนาโอมิ คริสตี้ เฮเลน่า คาร์ล่า และซินดี้ พวกเธออยู่ที่นั่นเคียงข้างฉันและร่วมรำลึกถึงจิอานนี่ไปด้วยกัน เขารักพวกเธอและพวกเธอก็รักเขาเช่นกัน พวกเราเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน

ELLE: อะไรคือสิ่งที่คุณคิดว่าจะทำให้นางแบบยุคใหม่กลายเป็นสไตล์ไอคอนได้เช่นเดียวกับนางแบบในยุคของซูเปอร์โมเดล

DV: ฉันคิดว่าคงมีเพียงไม่กี่ชื่ออย่าง Gigi Hadid, Bella Hadid และ Vittoria Ceretti พวกเธอนั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นแฟชั่นไอคอนพวกเธอเด็ดเดี่ยว มีตัวตนที่ชัดเจน ยืนหยัดด้วยตัวของตัวเอง และไม่เคยย่อท้อ เมื่อฉันมองกลับไปที่บรรดาซูเปอร์โมเดล ฉันคิดว่าพวกเธอมีสิ่งที่เหมือนกันคือเด็ดเดี่ยว และเป็นตัวของตัวเองเหมือนนางแบบหลายคนในปัจจุบัน ในช่วงยุค ’80s และ ’90s ประตูของโลกแฟชั่นปิดเอาไว้เสมือนคลับส่วนตัว แต่ในทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียนั้นได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างและเปิดประตูบานนี้ออก จีจี้และเพื่อนๆ ของเธอแชร์เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันกับแฟนคลับที่ติดตามอยู่ทั่วโลก มันช่างเป็นความรู้สึกเป็นอิสระ และทรงพลัง พวกเธอสามารถเป็นตัวของตัวเองใช้เสียงของพวกเธอเพื่อสิ่งที่พวกเธอเชื่อ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่

ELLE: โดนาเทลล่าที่พวกเราเห็นบนรันเวย์นั้นช่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ว่าไม่มีผมกระดิกสักเส้นแต่จ่ริงๆ แล้วตัวตนของคุณเป็นอย่างไร

DV: ฉันนั้นไม่ได้ใส่ใจในเรื่องของภาพลักษณ์ บางทีที่ฉันทำมันในตอนแรกก็อาจเป็นเพราะเพื่อสร้างเกราะกำบังระหว่างฉันและบุคคลภายนอก ฉันผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากและอยากที่จะมีอาวุธเอาไว้สำหรับรับมือ แต่ถ้าคุณติดตามฉันบนอินสตาแกรมคุณจะเห็นฉันในอีกมุม ฉันชอบความสนุกสนาน ไม่ทำให้ตัวเองเครียด ตอนนี้ฉันมีความรู้สึกมั่นใจมากกว่าเมื่อก่อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงยอมให้ผู้คนแอบสอดส่องเรื่องราวในชีวิตของฉันและเห็นตัวตนที่แท้จริงที่ฉันเป็น

ELLE: อะไรคือสิ่งที่คุณกำลังทำในช่วงที่มีกระแสของการขับเคลื่อนพลังของสิทธิสตรี

เฟมินิสม์เป็นคำที่โอลด์แฟชั่นมาก มันเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ตัวของฉันนั้นรักในความเสมอภาค ฉันเห็นบางสิ่งที่จะเชื่อมโยงผู้หญิงเข้าหากัน ทำให้พวกเธอแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ และใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมจะว่าไปแล้วก็ใช่ คุณสามารถบอกได้ว่าฉันเป็นผู้สนับสนุนสิทธิสตรี ทั้งหมดที่ฉันทำก็เพื่อความเท่าเทียม ฉันจะไม่หยุดผลักดันเพื่อให้ผู้หญิงยืนหยัดเพื่ออะไรก็ตามที่เป็นสิทธิของพวกเธอ ฉันคิดว่าท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงจะเรียนรู้เพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รวมพลังกันเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่พวกเธอสมควรได้รับ แต่ว่าตอนนี้มันกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่จะก้าวไปสู่จุดๆนั้น

ELLE: การมีส่วนร่วมของคุณในครั้งนี้คืออะไร

DV: ด้วยเสื้อผ้าและการทำตัวเป็นแบบอย่างของฉัน ฉันต้องเข้มแข็ง และต้องหาพลังมาเพื่อจะทำหลายสิ่งหลายอย่าง ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปลี่ยนมุมมองในโลกแฟชั่นหรือไม่เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องให้คนอื่นตัดสิน ฉันเพียงแต่ทำในสิ่งที่รักและหวังว่ามันคงจะมากพอ

ELLE: อะไรคือแรงจูงใจของคุณ

DV: ความอยากรู้อยากลอง และสิ่งที่กำลังรออยู่ในอนาคต บางคนกลัวที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายใหม่ๆ แต่สำหรับฉันแล้วฉันจะวิตกกังวลในความไม่แน่นอน ฉันคงเป็นคนที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากที่สุดในโลก! ฉันชอบที่จะเห็นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ชอบให้คนอธิบายในสิ่งที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน นั่นเป็นวิธีที่ทำให้ฉันมีความคิดที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา

ELLE: วันปกติของคุณเป็นอย่างไร

DV: มันก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนวันธรรมดาทั่วๆ ไปฉันทำอะไรแตกต่างกันหลายอย่างเสมอ แต่ฉันจะถึงออฟฟิศตอน 09.30 น. เพื่อจัดการเรื่องทางธุรกิจในช่วงเช้าเป็นอันดับแรก ต่อด้วยช่วงเวลาในการผ่อนคลายเพื่อคิด และออกแบบผลงาน แต่ละวันของฉันจะไม่สิ้นสุดจนกว่าจะได้ทำทุกอย่างในรายการให้เสร็จสิ้น แม้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ยุ่งมากก็ตาม

ELLE: คุณมีวิธีผ่อนคลายจากความวุ่นวายอย่างไร

DV: พิลาทิส และเล่นกับสุนัข

ELLE: แล้ววันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

DV: ปีนี้เราเฉลิมฉลอง 40 ปีของ Versace ฉันตื่นเต้นมาก และที่ Versace เราไม่กลัวเรื่องของอนาคต เรายังคงพัฒนาเพื่อหนทางใหม่ๆ เสมอฉันไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่รู้แค่ว่าจะเป็นอะไรที่วิเศษสุด

 

สัมภาษณ์: Serene Seow / แปล: Wattakul N. / เรียบเรียง: ฆนากร เพชรตระกูล

บทความจากนิตยสารแอล ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ.2561

YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
1
http://www.ellethailand.com/wp-content/uploads/2018/05/front-17.jpg