MAN OF THE MOMENT
Type To Search
FOLLOW
7 Apr 2017
MAN OF THE MOMENT
รู้จักตัวตนในหลากแง่มุมของ กรรณ สวัสดิวัฒน์ ณ อยุธยา
Padhayanut Pothichapan
Deputy Digital Editor

กำลังโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เรามองเห็นในตัวของนักแสดงหน้าใหม่ ‘กรรณ สวัสดิวัฒน์ ณ อยุธยา’ นอกจากใบหน้าหล่อเหลาเราพบว่าเขาน่าสนใจมากกว่านั้น เทสต์ดี เสน่ห์ที่หาซื้อกันไม่ได้ รวมถึงไฟในตัวที่พร้อมท้าทายความสามารถของตนเองด้วยการขยายขอบเขตทางการแสดงที่ไม่มีวันจบสิ้น

5

15.15 น. สายโทร. เข้าบนหน้าจอปรากฏเป็นชื่อกรรณ เขาเดินทางมาถึงแล้วและกำลังรอให้ทีมงานแอลลงไปรับขึ้นมายังห้องสวีตหมายเลข 3430 ของโรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรรณเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดแล้วชุดเล่าเพื่อโพสท่าให้ช่างภาพถ่ายแฟชั่นในอิริยาบถเคร่งขรึมสำหรับประกอบบทสัมภาษณ์ จนเมื่อเขาได้นั่งเอนหลังเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องงาน ความสัมพันธ์ และทัศนะส่วนตัว สายตาและท่าทางจึงถูกปรับโหมดให้ผ่อนคลายลง ตอนนี้เองที่เราสังเกตเห็นว่าเขาสลัดคราบนายแบบสุดสมาร์ตไปจนหมด เหลือไว้เพียงผู้ชายมาดเซอร์ที่มีเค้าของเด็กเนิร์ด ปนกับรอยยิ้มกริ่มรอให้เราเปิดบทสนทนา

กรรณในวัย 25 ปียังมีความกวนแบบวัยรุ่นซ่อนอยู่ภายใต้กรอบแว่น Moscot Lemtosh ที่สวมอยู่บนจมูกโด่งเป็นสันด้วยเชื้อแขกจากฝั่งคุณแม่ เราจึงสอบถามเกี่ยวกับสายตาของเขาว่าสั้นเท่าไหร่ หรือจริงๆแล้วแค่ใส่ไว้เสริมลุคแบบที่คนคูลๆเขาทำกัน “ข้างหนึ่ง 300 อีกข้าง 275” เขาตอบพร้อมทำหน้าเหนื่อยอ่อน แหงละ…ชายหนุ่มท่าทางมั่นใจคนนี้คงไม่ยอมทำอะไรที่ดูผิดไปจากธรรมชาติที่ตัวเองเป็น เว้นเสียแต่งานแสดงที่เจ้าตัวพร้อมจะสวิตช์บทบาทได้ทุกเมื่อถ้าหากว่าบทนั้นน่าสนใจจริง

ก่อนหน้านี้กรรณมีโอกาสสวมบทนักแสดงในมิวสิกวิดีโอมากมาย ไล่มาตั้งแต่ เพลงรัก ของ Lomosonic, เจ็บที่ต้องรู้ ของ The Mousses, ความจริง และ อย่าให้ฉันคิด ของ Room 39 จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครขนานนามให้เป็นเจ้าพ่อเอ็มวี จนกระทั่งได้มาเล่นละครเรื่องยาว รัตนาวดี ตามด้วย ไดอารีตุ๊ดซีส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 2 นอกจากสร้างชื่อเสียงได้มากโขยังสร้างฐานแฟนคลับได้อีกมหาศาล อย่างไรก็ตามการเป็นที่รู้จักในเวลารวดเร็วขนาดนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับเขาเลยสักนิด “ผมก้าวเข้ามาบนถนนสายนี้ด้วยความบังเอิญเลยไม่ได้เป้าไว้ตั้งแต่แรกว่าจะต้องโด่งดัง เมื่อมีคนยื่นโอกาสมาให้เราก็เลือกที่จะคว้ามันไว้ พอลองแล้วปรากฏว่าติดใจ รู้สึกหลงใหลเลยทำมาเรื่อยๆ ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ ดังนั้นจะคอยรีเช็กและเบรกตัวเองให้กลับไปที่เลขศูนย์เหมือนวันแรกที่เข้ามา พยายามวางตัวเองลงไปให้ติดพื้นที่สุด เพราะอยู่ตรงนี้อีโก้มันมาง่ายมาก ต้องคอยรักษาระดับไม่ให้มีจนล้น แล้วสิ่งที่คุณเห็นมันคือตัวละครที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาให้เป็นแบบนี้ ตัวจริงผมไม่ได้มีเสน่ห์ขนาดนั้นเลย”

การได้เข้าไปเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่คณะมัลติมีเดียดีไซน์ สาขามัลติมีเดียการออกแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ภาคอินเตอร์) ทำให้กรรณหมายมั่นปั้นมือว่าวันหนึ่งจะเดินหน้าเข้าสู่โลกการทำงานอย่างแท้จริงด้วยวิถีของเด็กกอง โดยมีเป้าหมายในอนาคตว่าจะเป็นคนเขียนบทและผู้กำกับ แต่กลับได้มาชิมลางงานเบื้องหน้าซะก่อน “เหมือนคนลงวิ่งมาราธอนที่ออกสตาร์ตช้ากว่าเพื่อน ในขณะที่เรามาลองงานเบื้องหน้าเพื่อนๆในรุ่นเขานำไปไกลมากแล้ว ได้ฝึกฝน ได้คอนเนกชั่น และได้งานทำ ตอนปี 3 ผมไม่ได้ไปฝึกงานที่ไหน แต่กระโดดมาทำตรงนี้ก่อนจึงอยากโฟกัสกับงานแสดงอย่างเดียว เพราะเรามองว่าบางทีการพยายามทำหลายๆสิ่งพร้อมกันอาจทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

“อยู่ตรงนี้ได้แค่สังเกตการณ์แต่ไม่ได้ลงมือทำในส่วนโปรดักชั่นหรืองานเบื้องหลังด้วยตัวเอง ต้องอาศัยครูพักลักจำ อีกอย่างทีมงานเขาจะทรีตเราไม่เหมือนคนอื่นๆในกอง แต่ปฏิบัติกับเราในฐานะนักแสดง ซึ่งผมไม่ถนัดให้ใครมาดูแลหรือเอาอกเอาใจเพราะรู้สึกเกรงใจ”

1

ย้อนกลับไปที่ผลงานชิ้นแรกซึ่งเป็นการจับพลัดจับผลูมาช่วยรุ่นพี่โดยไม่ได้รับค่าเหนื่อย ทำให้กรรณเริ่มเปิดใจกับการสวมบทบาทเป็นคนอื่น “ความท้าทายอยู่ที่ทำยังไงให้คนอื่นเชื่อว่าเราเป็นอีกคน พอลองมานั่งทบทวนที่ผ่านมาผมแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ไม่ใช่ว่าเก่งมาจากไหนหรอกนะ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนหน้าเศร้า พูดน้อย ส่วนมากเลยได้เล่นแต่คาแร็กเตอร์ผู้ชายเงียบขรึม อกหัก ถูกทิ้ง จนได้มาทำความรู้จักกับบทบาทของวินในไดอารีตุ๊ดซีส์ที่ไม่ใช่ตัวเราเลย

“ผมจะตั้ง mindset ด้วยการคิดว่ากัสคือผู้หญิง เวลาเล่นก็ปฏิบัติเทกแคร์เขาเหมือนเวลาที่เราทำกับผู้หญิง เพราะถ้าใช้วิธีบิลด์ให้ตัวเองชอบผู้ชายอาจต้องใช้เวลา 2 เดือนกว่าจะทำความเข้าใจได้ ต่างจากบทท่านดนัยซึ่งเป็นศาสตร์การแสดงอีกแบบ ตอนนั้นผมรู้ตัวว่าเล่นได้ไม่ดี ไม่เป็นธรรมชาติ ดูฝืนไปหมด แล้วก็ยากมากตรงที่บทพูดเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์”

มือใหม่ในช่วงลองผิดลองถูกย่อมต้องมีมุมที่ไม่สนุกบ้างละ “เวลาอยู่กับคนเยอะๆผมมักจะทำตัวไม่ถูก บวกกับนิสัยที่ไม่ค่อยเข้าหาใครก่อน ไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่ พอต้องทำความรู้จักกับคนใหม่ๆก็เลยเกร็ง ต่อให้ทำงานมาได้สักพักก็ยังแก้ไม่หาย (ขี้เขินหรอ) ใช่ เขินมาก เพื่อให้บรรยากาศรีแล็กซ์ ไม่กดดัน และสามารถรันงานได้คล่องขึ้นจึงต้องคอยบอกตัวเองให้เข้าไปทำความคุ้นเคยกับคนอื่นเร็วที่สุดซึ่งขัดกับธรรมชาติของเรา

“เท่าที่สังเกตตัวเองผมอาจจะเป็นไบโพลาร์ บางจังหวะก็เงียบเฉย บางเวลาก็เฮฮา แต่เมื่อไหร่ที่เจอเรื่องหงุดหงิดผมจะนิ่ง คนรอบตัวเขาคงสัมผัสได้ เหมือนจะมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมา ทำให้คนถอยห่าง อารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย”

แล้วเรื่องอะไรที่สามารถเปลี่ยนน้ำนิ่งให้เชี่ยวกรากได้ “ความไม่ตรงไปตรงมา ถ้าคุณไม่ชอบอะไรโปรดพูดออกมาตรงๆ ผมจะได้รับทราบแล้วปรับจูนกันว่าสามารถประนีประนอมได้มากน้อยแค่ไหน พยายามหาตรงกลางแล้วมาเจอกันครึ่งทาง ถ้าเป็นชีวิตส่วนตัวผมไม่ค่อยเป๊ะเท่าไหร่หรอก ไม่เคยกะเกณฑ์ว่าเช้าต้องตื่นกี่โมง ต้องออกจากบ้านเวลาไหน แต่พอเป็นเรื่องงานมันคงจะดีกว่าถ้าหากเป็นไปตามแผน” กรรณยอมรับว่าการทำงานทุกอย่างย่อมมีอุปสรรค สิ่งที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขมีมาทดสอบตัวเขาทุกวัน ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เป็นเรื่องปกติ

2

การที่เขาเติบโตมาในยุคที่อินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญ แต่กลับไม่มีเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ชอบพูดคุยซึ่งๆหน้ามากกว่าที่จะสื่อสารกันบนโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้เราจัดเขาอยู่ในประเภทผู้ชายที่หวงแหนพื้นที่ส่วนตัวยากที่ใครจะเข้าไปสัมผัส “เคยเล่นเฟซบุ๊กแต่ดีลีตแอ็กเคานต์ไปเพราะไม่ตอบโจทย์ เหมือนเป็นแค่ช่องทางที่เอาไว้สื่อสารกับเพื่อนเฉยๆ แล้วผมก็ไม่ได้ชอบแชร์เรื่องส่วนตัวให้ใครรู้ อีกอย่างสมัยนั้นไม่มีเพจหรือคอนเทนต์ที่น่าสนใจให้คอยติดตามเหมือนอย่างตอนนี้ อันที่จริงอินสตาแกรมก็ไม่ได้สมัครเองด้วย ลูกพี่ลูกน้องเป็นคนสร้างให้ แรกๆผมยังไม่กล้าอัพรูปตัวเองเพราะรู้สึกกระดาก ชอบโพสต์รูปวิวจากสถานที่ต่างๆมากกว่า แต่พักหลังมันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน นอกจากใช้โปรโมตละครและเก็บเป็นเมมโมรี่ก็เอาไว้พูดคุยกับแฟนคลับ”

กรรณเลือกใส่คำว่า movie (ล่าสุดเปลี่ยนเป็น fictional character) ไว้ในช่องไบโอใต้รูปโปรไฟล์ แทนที่จะพรีเซนต์ตัวตนด้วยคำว่า actor เหมือนอย่างดาราคนอื่นๆ นั่นก็เพราะภาพยนตร์คือศาสตร์ที่เขาให้ความสนใจ (และพึงใจจะโชว์ฝีมือถ้าหากในอนาคตมีใครหยิบยื่นโอกาสให้ลองทำดูสักตั้ง) หลายเรื่องไม่ได้ดูเอาเพลินแต่รีเพลย์กลับไปกลับมา
เพื่อหาความหมายในทุกซีนทุกไดอะล็อก “ถ้าเป็นเพลงจะฟังได้ตามปกติ แนวไหนก็ได้แต่พอเป็นหนังจะค่อนข้างเลือก”

3

เมื่อพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ “ผมไม่ใช่คนเจ้าชู้” กรรณตอบเร็วแบบไม่มีอะไรต้องปิดบัง สเตตัสของเขาในช่วงเวลานี้คือมีคนคุยด้วยและกำลังเรียนรู้นิสัยใจคอกันอยู่ “คนส่วนมากพอแปรสถานะมาเป็นคนใกล้ตัวมักเผลอมองข้ามความสำคัญ คงจะดีถ้าหากเราปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอต้นเสมอปลายให้เหมือนวันแรกที่เจอ เชื่อมั่นในตัวเราและให้เกียรติกันมากพอที่จะไม่โทรตาม สเปซคือสิ่งที่ผมขอ” นี่คือดีลในฝันที่ผู้ชายคนนี้ต้องการหากจะคบหากับใครสักคน

“ไม่มีสเปกเจาะจงว่าต้องขาวหมวยหรือลูกครึ่ง ขี้เหวี่ยงไม่ใช่ปัญหา งอแงไม่ใช่ประเด็น แก่กว่าหรือเด็กกว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ต้องสื่อสารกันเข้าใจ ไม่เกี่ยวกับอายุจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นเป็นแบบไหน เพราะคนที่เด็กกว่าแล้วชัดเจนก็มี คนที่โตกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ใหญ่เสมอไป

“ผู้หญิงที่มีความชัดเจนในตัวเองดึงดูดผมได้เสมอ ไม่ต้องประดิดประดอยหรือปรุงแต่งมาเยอะ เปลือยหน้าได้ยิ่งดี การที่คุณเป็นธรรมชาติน่ะดีที่สุดเลย ทำสีผมได้แต่อย่ามานั่งถามนะว่าจะเลือกทำสีไหนดี ศัลยกรรมก็ได้เพราะยุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว แต่อย่าถึงขั้นเสพติดเพราะกรรณไม่เชื่อในความเป๊ะ แล้วถ้าเป็นไปได้…อย่าใส่คอนแทกต์เลนส์บิ๊กอายส์เลยครับ”

โดยรวมแล้วมาตรฐานก็ไม่สูงมากแต่ค่อนข้างสเปซิฟิก ผู้หญิงแบบไหนล่ะที่จะตอบโจทย์และรับมือกับตัวตนของกรรณได้ “เอาจริงๆนะ คงไม่มีหรอก (หืมมม) ต่อให้เขารับตัวตนของกรรณได้ทั้งหมดก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าผมจะอยู่กับเขาไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผมไม่เชื่อเรื่องการแต่งงาน แต่มันเป็นเรื่องความรู้สึกของคนสองคน ถ้าวันหนึ่งใครสักคนเกิดทนกันไม่ได้สุดท้ายก็ต้องแยกย้ายกันไปอยู่ดี ยิ่งสมัยนี้มีชอยส์ให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ซึ่งไม่ใช่วิสัยของเราเลย เพราะส่วนตัวผมมองว่าคนเราจะคบกันมันก็ควรค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบ ค่อยๆใช้เวลา ค่อยๆคุยกันไป ซึ่งหลายๆคนเขาทนไม่ได้ บางครั้งผมรู้สึกสงสารที่ปล่อยให้เขาต้องมาทนกับอะไรแบบนี้ บางทีมีเรื่องงี่เง่าตามประสาวัยรุ่นเข้ามาผสมด้วย ความสัมพันธ์ก็เลยต้องแยกย้าย” จบยังไงเคลียร์ให้รู้เรื่องหรือหายไปเงียบๆ “เมื่อไหร่ที่แน่ใจว่าไม่ใช่ก็จะมาเคลียร์กันว่ามันถึงเวลาต้องจบแล้วละ แต่ทุกวันนี้ผมสามารถคุยกับแฟนเก่าได้นะ เจอกันที่ไหนก็ยังทักทายได้ ถ้าเขามีเรื่องมาปรึกษาผมก็ยินดีรับฟังเสมอ ต่างฝ่ายต่างโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว”

4

กรรณถูกเลี้ยงมาแบบเด็กไทยทั่วไปในครอบครัวของนักชิมนักปรุงอาหารแต่กลับไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ แม้ครั้งหนึ่งเคยเป็นพิธีกรภาคสนามให้กับรายการ หมึกแดงโชว์ ทว่าจะผัดจะต้มอะไรรสชาติก็แค่พอกินได้ “คุณลุงเป็นคนส่งผมไปเมืองนอกหลังจากพ่อกับแม่ตัดสินใจแยกทางกัน อยู่ที่นั่นผมต้องดูแลตัวเองทั้งเรื่องเรียนและอาหาร ช่วงนั้นใช้ชีวิตเต็มที่สุดๆ กลับบ้านแค่ปีละครั้ง แต่ไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ไหลไปตามเพื่อน ภาพฝันในอนาคตจึงมองไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง” จนกระทั่งมาค้นพบแพสชั่นล่าสุด ก็ยังเป็นคนในครอบครัวอีกเช่นกันที่ผลักดันให้กรรณหมั่นพัฒนาตัวเอง “ตอนนี้รับงานเองแต่ยังต้องมีคนช่วยดีลอีกทางเพราะเราสื่อสารไม่ค่อยเก่ง กว่าจะมาถึงตัวกรรณก็ผ่านการสกรีนจากบรรดาแม่ๆมาแล้วหลายชั้น ผมจะบ่นให้แม่ฟังแทบทุกเรื่อง ส่วนอาปุ้ม (ดร.นิธินาถ สินธุเดชะ เตลาน) จะให้ความรู้เกี่ยวกับบทและการแสดงเพราะเขาเรียนอักษรศาสตร์มา

“คนใกล้ตัวที่อยู่ในเซอร์เคิลของกรรณทำให้มั่นใจได้ว่าพวกเขาพร้อมจะซัพพอร์ตเราอย่างแท้จริง ถ้าหากวันหนึ่งผมเฟล ไม่ได้เป็นนักแสดงแล้ว หน้าตาไม่หล่อเหมือนเดิม แก๊งพ่อแม่ พี่น้อง รวมถึงอาปุ้ม คือคนที่ทำให้อุ่นใจว่าเรายังมีกันและกัน พวกเขามีความหมายมากกว่าเงินทอง” สิ่งนี้ถือเป็นความโชคดีที่กรรณไม่ยอมแลกกับอะไรทั้งนั้น

เห็นโปรไฟล์เพอร์เฟ็กต์อย่างนี้ กรรณก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ในชีวิตมีประเด็นดราม่าผสมปนเปเหมือนอย่างเราๆนี่แหละ แล้วยังไง? ในเมื่อเขาไม่ได้มองว่านั่นคือความโชคร้าย “เรื่องแย่ๆ นี่แหละจะถีบให้เราพุ่งไปข้างหน้า เป็นแรงกระตุ้นให้เราก้าวเดินต่อไม่จมปลักอยู่กับที่ คนทั่วไปอาจไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าในทุกๆการเปลี่ยนแปลงจะพาเราไปเจอสิ่งที่ดีกว่าเสมอ”

Photo: Kittidech Charoenporn
Style: Pitipong Pongdam
Executive Editor: Wansuk Khongsaree
Interview: Padhayanut Pothichapan
Location: The Okura Prestige Bangkok

YOU MIGHT ALSO LIKE
MORE
load more stories
1
https://i0.wp.com/www.ellethailand.com/wp-content/uploads/2017/04/3-1.jpg?fit=690%2C368