The Art of Leadership ผู้นำ...เก่งอย่างเดียวไม่พอ

เคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมบางคนเรียนก็เก่ง สอบที่ไหนก็ติด จบปริญญาพ่วงเกียรตินิยม ได้ทำงานในองค์กรดีๆมี ผลงานเกินคำว่าน่าพอใจจนเจ้านายทนรังสีความเก่งไม่ไหว จับเลื่อนขั้นดันตำแหน่งสูงให้ แต่การณ์กลับตาลปัตร เมื่อกลายเป็นหัวหน้าลูกน้องกลับหนีหาย ทิ้งเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ให้เจ้าตัวและเจ้านายใหญ่พิศวงว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเก่งเหนือธรรมชาติคนนี้ หรือความฉลาดล้ำไม่ได้ช่วยให้ใครกลายเป็นผู้นำที่ดี
จริงๆแล้วผู้นำที่ดีนั้นสร้างกันได้เหมือนที่ Warren G. Bennis กล่าวไว้ว่า “Leaders are made rather than born.” เพราะฉะนั้นเตรียมตัวกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเพื่อว่าเมื่อถึงคราวที่ภาวะผู้นำมาถึงตัว เราจะได้เป็นผู้นำที่มีผู้อยากเดินตามอย่างสุดจิตสุดใจ
คุณสมบัติของผู้นำ
แม้จะมีหลายปัจจัยที่ทำให้องค์กรองค์กรหนึ่งประสบความสำเร็จ แต่ถ้าให้เลือกปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดการขับเคลื่อนมากที่สุด เรามักจะเลือกตัวผู้นำซึ่งเป็นคีย์แมนขององค์กรเสมอ วอเรน เบนนิส อาจารย์ นักเขียน และที่ปรึกษาด้านภาวะผู้นำศึกษาชาวอเมริกัน (ผู้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นศาสตร์) เขียนไว้ในบทความ The Leader Advantage ถึงคุณสมบัติที่จำเป็น 7 ประการของผู้นำที่ดีไว้ดังนี้
1. Technical Competence มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง มีทักษะและเทคนิคในการทำงานรอบด้าน
2. Conceptual Skill คิดงานเป็นคอนเซ็ปต์ มองภาพรวมออก คิดเป็นภาพกว้าง วางกลยุทธ์ได้
3. Track Record มีประวัติการทำงานดี สร้างผลงานดีเยี่ยมหลายครั้งหลายครา จนเป็นที่ประจักษ์และกล่าวขวัญไปทั่ว
4. People Skills สื่อสารได้ความกระจ่าง กระตุ้นให้ลูกน้องทำงานเต็มความสามารถ มอบหมายงานให้คนอื่นทำแทนได้ ไม่เอางานมากองไว้ที่ตัวเองคนเดียว
5. Taste มองออกว่าลูกน้องแต่ละคนโดดเด่นในเรื่องใดและส่งเสริมความสามารถในด้านนั้นๆให้มากขึ้น
6. Judgement มีความสามารถในการตัดสินใจเป็นเยี่ยม เช่น มีเวลาคิดน้อย ข้อมูลยังไม่ครบรอบด้าน แต่สามารถตัดสินใจได้เฉียบขาด
7. Character บุคลิกภาพดี
ความฉลาดทางอารมณ์
แดเนียล โกลแมน (Daniel Goleman) นักเขียนและนักจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะการเป็นผู้นำของนักทำงานระดับ คำตอบที่เขาได้ก็คือความฉลาดทางอารมณ์ (EI หรือ Emotional Intelligence) หรือการเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่น
What Makes a Leader? บทความที่โกลแมนเขียนขึ้นและตีพิมพ์ในนิตยสาร Harvard Business Review เมื่อค.ศ. 1998 ได้จุดประกายความคิดใหม่เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้นำที่ดี จากเดิมที่เราประเมินการเป็นผู้นำที่ดีจากความสามารถในแง่มุมต่างๆดังที่อ้างอิงจากวอเรน เบนนิส โกลแมนชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า นอกจากความสามารถดังกล่าวแล้ว ยังต้องมี EI ด้วย มิเช่นนั้นนักทำงานดาวเด่นผู้มีความสามารถและประสิทธิภาพสูงอาจกลายเป็นดาวร่วงเมื่อได้เลื่อนขั้นเป็นระดับหัวหน้า
องค์ประกอบ 5 ประการของ Emotional Intelligence ในการทำงาน
1. Self-awareness การรู้จักตนเอง
การรู้จักทั้งข้อดีข้อด้อยของตัวเอง และไม่อายที่จะพูดถึงอย่างเปิดเผย เช่น จะไม่ยอมเปลี่ยนงานแค่เพราะได้เงินมากขึ้น ถ้างานใหม่ไม่ท้าทายความสามารถยิ่งกว่างานเดิมที่ทำอยู่ เพราะรู้ดีว่าตัวเองมีค่ามากกว่านั้น คนที่มี self-awareness สูงจะรับมือกับลูกค้าเรื่องมากได้ดี เพราะรู้ว่าลูกค้าจะส่งผลกระทบต่อตัวเองอย่างไร และรู้ที่มาของความยุ่งยากลำบากใจของตัวเอง (เช่น “ถึงจะเรื่องมากแต่เป็นลูกค้ารายใหญ่ ถ้าเสียลูกค้าไปต้องโดนตำหนิอย่างหนัก และที่ฉันไม่สบายใจอยู่นี่ก็เพราะความต้องการไม่รู้จักจบจักสิ้นของลูกค้า ทำให้งานต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม”) เขาจะพูดจาอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับตัวเองจนเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่และทำไปเพื่ออะไร ถ้าทำแบบนี้จะเกิดอะไร ถ้าไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง คนที่รู้จักตัวเองจะมีความมั่นใจ เปิดเผย ตรงไปตรงมา และไม่ยอมให้ตัวเองล้มเหลวง่ายๆ จะทำงานอย่างมีเป้าหมายและคิดก่อนทำ
2. Self-regulation การควบคุมตนเอง
คนที่ควบคุมตนเองได้ดีมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวได้ง่าย เพราะจะยั้งคิดเพื่อไตร่ตรองก่อนลงมือทำ เช่น เมื่อบริษัทเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมใหม่ คนที่มี Self-regulation จะวิเคราะห์ทันทีว่าโปรแกรมใหม่นี้เอื้อประโยชน์ให้ทำงานดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง จากนั้นจะเสนอตัวเข้ารับการอบรมการใช้โปรแกรมใหม่เป็นคนแรก ในขณะที่ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานคนอื่นเอาแต่พร่ำบ่นเหมือนไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นสามัญ
หรืออย่างเวลาเจอลูกน้องเสนองานแย่ๆ ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่มอบหมายไป หัวหน้าที่รู้จักควบคุมตนเองจะไม่แสดงความฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดด่าทอ แต่จะพิจารณาอย่างสุขุมว่าทำไมงานถึงออกมาแย่ ลูกทีมพยายามเต็มที่หรือยัง หรือใครมีปัญหาส่วนตัวหรือเปล่า จากนั้นก็วิเคราะห์ต่อไปว่างานชิ้นนั้นบกพร่องตรงไหน ต้องแก้ไขในจุดไหนบ้าง แล้วจึงเรียกทีมงานมาอธิบายงานอย่างใจเย็น และระมัดระวังทุกคำพูด เป็นอันจบสิ้นกระบวนการโดยไม่มีใครโดนทำร้ายจิตใจและได้งานใหม่ที่ดีกว่าเดิม ทั้งยังเป็นการสร้างความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกน้องจะรู้สึกว่าหัวหน้าของตนเป็นคนมีเหตุผล เปิดใจพูดด้วยได้ เมื่อไม่มีเรื่องต่อหน้า-ลับหลัง การปะทะอารมณ์และการนินทาว่าร้ายกันก็จะน้อยลง ส่งผลให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นหัวหน้าที่ดีในสายตาลูกน้องด้วย ■
:: Read more from ELLE Magazine - August 2011 ::