Art Culture

เจาะลึก 13 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Tokyo Olympics 2020

มาร่วมหาความหมายที่ถูกซ่อนไว้ในรายละเอียดของงานในครั้งนี้ไปพร้อมกันกับเรา
Share on facebook
Share on twitter

Art Culture

Share on facebook
Share on twitter

เจาะลึก 13 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Tokyo Olympics 2020

มาร่วมหาความหมายที่ถูกซ่อนไว้ในรายละเอียดของงานในครั้งนี้ไปพร้อมกันกับเรา
งานโตเกียวโอลิมปิก 2020 เกิดขึ้นในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงทำให้การจัดงานไม่เป็นไปตามเดิมที่วางแผนไว้ นอกจากถูกเลื่อนมา 1 ปีแล้ว ความอลังการงานสร้างบางอย่างก็ถูกตัดทอนออกไปด้วย ผู้ชมจากนานาประเทศก็ไม่สามารถเข้าร่วมชมได้ อีกทั้งชาวญี่ปุ่นเองก็ยังมีการชุมนุมประท้วงไม่ให้จัดงานนี้ขึ้น เพราะเป็นงานที่ใช้เงินเป็นจำนวนมากและสถานการณ์โรคระบาดก็ยังถือว่าวิกฤตอยู่ จึงมีคนต่อต้านการจัดงานในครั้งนี้ไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดแล้วงานนี้ก็เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาไปจนถึง 8 สิงหาคมนี้
อย่างไรก็ดี เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศญี่ปุ่น การลงรายละเอียดในขั้นตอนต่างๆ นั้นย่อมไม่ธรรมดา เพราะพวกเขายังคงใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ กับงานทุกส่วนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคำนึงถึงเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องการเผยแพร่วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านงานก็ตาม วันนี้แอลจึงได้รวบรวม 13 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Tokyo Olympics 2020 มาให้ได้เจาะลึกกันว่าแต่ละรายละเอียดที่แม้จะเล็กน้อยแต่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่เราเองก็ว้าวไม่น้อยเลยล่ะ ตามมาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

โลโก้โอลิมปิกในพิธีเปิด

หากใครได้ชมพิธีเปิดก็จะเห็นโลโก้โอลิมปิกขนาดใหญ่อยู่ในการแสดงด้วย ซึ่งโลโก้โอลิมปิกนี้ทำมาจากต้นไม้ที่เหล่านักกีฬาผู้ร่วมเข้าแข่งขันได้ปลูกไว้เมื่อ 57 ปีที่แล้วในงานโอลิมปิกที่จัดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อปี 1964 ถือได้ว่าเป็นมรดกสุดพิเศษที่ส่งต่อกันมาอย่างยาวนานเลยทีเดียว

คบเพลิง

แนวคิดในการออกแบบคบเพลิงในครั้งนี้มีชื่อว่า Hope Lights Our Way ซึ่งหมายความว่าคบเพลิงนี้เป็นเปลวไฟที่นำพาความหวังมาให้กับทุกคน ไม่ว่าใครก็สามารถถือได้เพราะออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา และคบเพลิงนี้ก็ยังได้ถูกนำไปวิ่งผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่งในญี่ปุ่น นอกจากนี้ไม่ได้มีแค่เพียงนักกีฬาเท่านั้นที่ได้เป็นคนถือคบเพลิงในพิธีเปิด แต่ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นคนรับมือกับเหตุการณ์โควิด-19 อดีตนักเบสบอลผู้สร้างประวัติศาสตร์ทำโฮมรันมากว่า 868 ครั้ง นักกีฬาพาราลิมปิก นักกีฬาเยาวชนที่มาจากเขตประสบภัยพิบัติแผ่นดินใหญ่ในปี 2011 และปิดท้ายด้วยนักกีฬาเทนนิสหญิงดาวรุ่งมือวางอันดับสองของโลก Naomi Osaka ซึ่งการให้คนจากหลากหลายกลุ่มมาเป็นผู้ถือคบเพลิงในครั้งนี้นั้นต้องต้องการที่จะสื่อว่าทุกคนในสังคมมีคุณค่า มีความสำคัญ และทุกคนเท่าเทียมกันด้วย
และหากมองคบเพลิงจากมุมบนลงมาจะเห็นได้ว่าเป็นดอกซากุระที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นดอกซากุระที่มี 5 กลีบ ที่แทนห่วงโอลิมปิก 5 ห่วง ไฟก็จะพวยพุ่งออกมาจากกลีบซากุระทั้ง 5 กลีบแล้วมารวมกันที่ตรงกลางซึ่งหมายถึงการร่วมมือกันของทุกคน ส่วนวัสดุในการผลิตคบเพลิงกว่า 30% ก็มาจากอะลูมิเนียมรีไซเคิลที่มาจากบ้านพักชั่วคราวในเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011 ที่โทโฮคุ และยังมีการขึ้นรูปอะลูมิเนียมคบเพลิงด้วยวิธีแบบเดียวกันกับการผลิตรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นซึ่งเป็นรถไฟที่เปิดตัวพร้อมกันกับโอลิมปิกครั้งแรกของญี่ปุ่น นี่จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพทางเทคโนโลยีของญี่ปุ่นพร้อมกันกับแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นสามารถนำพาความหวังกลับมาได้ถึงแม้ว่าประเทศจะเคยพบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ก็ตาม
ส่วนแท่นคบเพลิงเป็นลักษณะทรงกลมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดวงอาทิตย์ ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟฟูจิ และทรงกลมนั้นก็จะเบ่งบานออกเป็น 5 กลีบ แทนความหมายเป็น 5 ทวีปบนโลก โดยออกแบบภายใต้แนวคิด “ทุกคนอยู่ภายใต้อาทิตย์ดวงเดียวกัน ทุกคนเท่าเทียมกัน และได้รับพลังงานเดียวกันทั้งหมด”และการทำชิ้นส่วนแต่ละชิ้นนั้นผ่านการทำด้วยช่างฝีมือในทุกขั้นตอนเพื่อให้งานออกมาละเอียดที่สุด ทั้งยังผ่านการทดสอบการทนความร้อน ความเร็วลม การสั่นสะเทือนหลายครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในวันพิธีการจริง

ป้ายชื่อประเทศ

เพียงแค่มองไปที่ป้ายก็รู้ได้เลยว่างานนี้จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะป้ายชื่อแต่ละประเทศในขบวนพาเหรดของนักกีฬานั้นเป็นลายกล่องข้อความของมังงะ และการประกาศชื่อแต่ละประเทศก็ยังเรียงตามตัวอักษรของญี่ปุ่น 

เพลงที่ใช้ในงานโอลิมปิก

การ์ตูนแอนิเมชันและเกมถือเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงมีการใช้เพลงเป็นส่วนประกอบในพิธีเปิดและในระหว่างการแข่งขันด้วย ในขบวนพาเหรดเป็นเพลงประกอบเกมจากค่ายเกมในญี่ปุ่นที่เราอาจจะคุ้นชื่อกัน เช่น Final Fantasy, The Legend of Zelda, Sonic, Monster Hunter และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งการใช้เพลงจากเกมในแบบฉบับออร์เคสตร้าช่วยทำให้พิธีเปิดดูอลังการมากขึ้น ราวกับว่านักกีฬาเป็นตัวละครในเกมที่มาต่อสู้เพื่อชัยชนะนั่นเอง ระหว่างการแข่งขันก็ยังเปิดเพลงประกอบแอนิเมชันด้วย อย่างการเดินเข้าสนามของทีมบาสเก็ตบอลหญิงก็เป็นเพลงประกอบ Slam Dunk ส่วนการแข่งวอลเลย์บอลก็เปิดเพลงจากเรื่อง Haikyuu! ที่กำลังเป็นแอนิเมชันวอลเลย์บอลยอดนิยมในขณะนี้ หรือแม้กระทั่งโมเมนต์เมื่อชู้ตบาสลงห่วง ทางสนามบาสเก็ตบอลก็ยังใช้เสียงซาวน์เอฟเฟกต์จากการ์ตูนเรื่องมาริโอ้อีกด้วย! และยังมีเพลงจากแอนิเมชันเรื่องอื่นๆ เช่น Attack on Titan, Ghost in the Shell, Free!, Tokyo Revengers และ Demon Slayer ซึ่งกว่าจะถึงพิธีปิดในวันที่ 8 สิงหาคม ก็คงจะมีเพลงจากแอนิเมชันเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกแน่นอน

พิกโตแกรม

อีกหนึ่งโมเมนต์สุดฮือฮาจากพิธีเปิดในปีนี้กับ พิกโตแกรม ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่องานโอลิมปิกฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นในปี 1964 โดยออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาพสัญลักษณ์แทนตัวหนังสือ แม้นักกีฬาจะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นแต่ก็สามารถเข้าใจภาพได้อย่างชัดเจน แต่ในขณะนั้นญี่ปุ่นไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้ จึงทำให้มีการเผยแพร่พิกโตแกรมไปทั่วโลก จนในโตเกียวโอลิมปิก 2020 ทางญี่ปุ่นได้นำพิกโตแกรมกลับมาทำเป็นการแสดงในพิธีเปิด และโชว์ชุดนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของโอลิมปิกประจำปีนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ช่อดอกไม้ของผู้ชนะ

ช่อดอกไม้ของผู้ชนะไม่ใช่แค่เพียงช่อดอกไม้ธรรมดาๆ แต่มันมีความหมายซ่อนไว้ เพราะดอกไม้เหล่านั้นผ่านการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันแล้ว ในหนึ่งช่อจะประกอบด้วยดอกไลเซนทัส ดอกโซโลมอนซีล ดอกเจนเชียน และดอกทานตะวัน โดยดอกไลเซนทัสมาจากจังหวัดฟุกุชิมะที่เคยมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว พวกเขาจึงได้ปลูกดอกไลเซนทัสและโซโลมอนซีลเพื่อส่งขายแล้วนำรายได้กลับมาฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหายไป ส่วนดอกทานตะวันนั้นมาจากจังหวัดมิยางิที่เป็นพื้นที่เคยประสบเหตุสึนามิและแผ่นดินไหว ผู้ปกครองของเด็กที่เสียชีวิตจึงกลับไปปลูกดอกทานตะวันบนเนินเขาที่เมืองนี้ เพื่อเป็นการบอกเด็กๆ ว่า หากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในอนาคตอีก พื้นที่บนเนินเขานั้นเป็นที่ปลอดภัยและพวกเขาสามารถไปหลบที่นั่นได้ ส่วนดอกเจนเชียนที่มาจากจังหวัดอิวาเตะนั้นก็มีสีครามคล้ายกันกับสีประจำโอลิมปิกในปีนี้ ซึ่งการเลือกดอกไม้มาจากเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ก็แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นใส่ใจกับเรื่องความรู้สึกของมนุษย์เป็นพิเศษ นอกจากนี้ช่อดอกไม้ก็มีเจลดูดน้ำห่อหุ้มไว้ที่ปลายก้านเพื่อให้ดอกไม้คงความสวยงามไว้ได้นานหลายวันแม้ไม่ได้อยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ

กิโมโนที่ยังไม่ได้เปิดเผยในงานอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่น่าเสียดายของงานโตเกียวโอลิมปิกในครั้งนี้คือกิโมโนจาก Kimono Project ขององค์กร Imagine Oneworld ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 โดยทาคาคุระ โยชิมาสะ นักทำกิโมโนที่อยากจะให้ชุดประจำชาติของญี่ปุ่นนี้กลายเป็นสิ่งที่สานสัมพันธ์คนทั่วโลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โปรเจ็กต์นี้ได้รับการระดมทุนบริจาคจากทั้งในและต่างประเทศ และยังได้นำบางส่วนไปจัดแสดงในโตเกียวและอเมริกาแล้ว ทั้งยังมีแผนที่จะเปิดตัวในงานโอลิมปิกประจำปีนี้ด้วย แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้เห็นชุดกิโมโนเหล่านี้ปรากฏขึ้นในงานเลย ถึงแม้ว่ากิโมโนทั้งหมด 213 ชุดจากทุกประเทศ รวมไปถึงชุดของทีมผู้ลี้ภัยนั้นตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม 
ส่วนกิโมโนของไทยได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ประจำชาติอย่างดอกราชพฤกษ์ และมีสัญลักษณ์ของประเทศไทยอื่นๆ อีก เช่น โคมไฟยี่เป็งลอยอยู่บนท้องฟ้า ช้าง และพญานาค เน้นใช้โทนสีสว่างเป็นหลัก ทางผู้ออกแบบจึงได้เลือกสีพื้นเป็นสีดำให้ตัดกันและทำให้ลวดลายโดดเด่นมากขึ้น
โดยทางทาคาคุระเปิดเผยเหตุผลผ่านทาง Facebook ส่วนตัวว่ามีการเปลี่ยนผู้บริหารในองค์กร และได้มีการเปลี่ยนทีมงานที่ไม่ได้มีความสนใจเรื่องกิโมโนมาร่วมโปรเจ็กต์แทนทีมงานเดิม เขาจึงได้ชะลอการทำโปรเจ็กต์นี้ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราไม่ได้เห็นผลงานเหล่านี้เฉิดฉายในพิธีเปิด แต่ก็ได้หวังแค่เพียงว่าเราอาจจะได้เห็นกิโมโนเหล่านี้ในงานพิธีปิดแทน

ชมวิดีโอของโปรเจ็กต์และชุดกิโมโนทั้งหมดได้ที่นี่ นอกจากพิธีเปิดสุดอลังการของโตเกียวโอลิมปิกแล้ว ทางญี่ปุ่นก็ยังได้คำนึงถึงเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากการจัดงานโอลิมปิกในครั้งนี้ยึดหลัก “ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน เพื่อโลก และเพื่อผู้คน” (Be better, together – For the planet and the people) ซึ่งพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรในการจัดงาน มีการลดคาร์บอนฟุตปรินท์ที่เกิดขึ้น ใช้พลังงานหมุนเวียน รีไซเคิลวัสดุต่างๆ และยังคำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน

สนับสนุนสิทธิความเท่าเทียม

งานโตเกียวโอลิมปิกปีนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานโดยมีอาสาสมัครทั้งชายต่อหญิง คิดเป็น 40:60 และมีทุกช่วงวัยตั้งแต่ 10-80 ปี

ไม้ที่ใช้สร้างอาคารในหมู่บ้านโอลิมปิก

การสร้างอาคารพลาซ่าที่มีขนาด 5,300 ตารางเมตร ที่เป็นศูนย์รวมของร้านกาแฟ ธนาคาร ศูนย์การแพทย์และร้านทำผมในหมู่บ้านโอลิมปิกนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการเหล่าทีมงานและนักกีฬานั้นก็ยังยึดหลักความเป็นธรรมชาติโดยใช้ไม้กว่า 40,000 ชิ้น โดยยืมจากเมืองต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น หากดูใกล้ๆ ก็จะเห็นรายละเอียดว่าไม้แต่ละชิ้นส่งมาจากเมืองใดบ้าง และเมื่อการแข่งขันจบลง ทีมงานก็จะรื้ออาคารออกแล้วส่งไม้กลับไปยังเมืองเหล่านั้นเพื่อนำไปสร้างประโยชน์อื่นๆ ต่อไป

เหรียญรางวัล

เหรียญรางวัลเป็นเหรียญรีไซเคิลจากเศษโลหะของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกและโทรศัพท์รุ่นเก่ากว่า 6.2 ล้านเครื่องที่ประชาชนบริจาคมาให้ โดยผลิตทองคำออกมาได้ 32 กิโลกรัม เงิน 3,493 กิโลกรัม และทองแดง 2,200 กิโลกรัม

เตียงจากกระดาษแข็ง

หลังจากที่มีกระแสว่าโตเกียวโอลิมปิกทำเตียงกระดาษแข็งออกมาที่สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 200 กิโลกรัม แต่ถ้ามีคนสองคนนอน เตียงอาจจะหักได้ จึงถูกเรียกว่าเป็นเตียงต่อต้านการมีเซ็กซ์ (Anti-Sex Bed) แต่ผลสรุปออกมาแล้วว่าไม่เป็นความจริง เพราะทางโอลิมปิกคิดว่าแต่ละปีได้มีการใช้งบประมาณมหาศาลในการบริหารจัดการอุปกรณ์และเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ จึงต้องการลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และกระดาษแข็งเหล่านี้ก็สามารถนำไปรีไซเคิลใหม่ได้ด้วย ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเตียงกระดาษแข็ง แถมยังมีนักกีฬายิมนาสติกจากไอร์แลนด์ก็ได้ทดสอบการกระโดดบนเตียงแล้ว ก็ไม่ได้หักแต่อย่างใด จึงถือว่าข่าวลือนี้ไม่เป็นความจริง  อย่างไรก็ตามทางโอลิมปิกไม่สนับสนุนให้นักกีฬามีเพศสัมพันธ์กันเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังคงแจกถุงยางอนามัยเช่นเดิม ส่วนเรื่องการจะนำไปใช้ก็ขอให้เป็นหลังจากกลับประเทศไปแล้วแทน นอกจากเตียงกระดาษแข็งแล้ว แท่นรับรางวัลของปีนี้ก็ยังทำมาจากพลาสติกรีไซเคิลที่ประชาชนส่งมาให้เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นการจัดงานโอลิมปิกที่รักษ์โลกและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากเลยล่ะ
นอกจากเรื่องกิมมิคและอุปกรณ์สุดเก๋ที่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียดแล้ว งานโตเกียวโอลิมปิกในครั้งนี้ก็ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากโอลิมปิกปีอื่นด้วย เช่น

ห้ามกอดกันระหว่างรับรางวัลบนโพเดียม

คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (OIC) ขอให้เหล่านักกีฬาไม่แสดงความยินดีผ่านการสวมกอดในขณะรับเหรียญบนแท่นในช่วงพิธีการมอบรางวัล และอนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยแค่ 30 วินาทีเนื่องจากป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทางกรรมการก็บอกว่าเรื่องนี้ไม่สามารถผ่อนปรนได้เนื่องจากเป็นเรื่องความปลอดภัยของนักกีฬาและผู้ร่วมงาน

ห้ามแสดงออกทางการเมือง

OIC ยังได้ออกข้อบังคับในงานโอลิมปิกครั้งนี้ว่าให้เหล่านักกีฬาหลีกเลี่ยงการแสดงออกเพื่อประท้วงทางการเมือง ห้ามโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง ศาสนา และเชื้อชาติ ไม่ว่าจะผ่านเสื้อผ้า สัญลักษณ์ การกระทำ หรือป้ายใดๆ ก็ตาม ทั้งในช่วงการแข่งขัน บนแสตนด์เชียร์ ในหมู่บ้านนักกีฬา และการรับรางวัลด้วย แต่สามารถทำได้ในการให้สัมภาษณ์หรือการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน และในพื้นที่โซเชียลมีเดียของตนเอง โดยการบังคับใช้ในครั้งนี้นั้นก็เพื่อการรวมเป็นหนึ่งของทุกคน และไม่แบ่งแยกเพื่อให้เป็นไปตามหลักสันติของโอลิมปิกนั่นเอง
Photo Cover Courtesy: tokyo2020, Imagine Oneworld Kimono Project
Source: 1 2 3
Story: ภัทรณกัญ อนันเต่า
Share on facebook
Share on twitter
Share on email