Beauty

2 เทคนิคดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนจะลงทุนซื้อสกินแคร์ตามปัญหาผิว

หยุดซื้อสกินแคร์ใหม่! ถ้ายังไม่ได้ลองดูแลผิวตามสองสเต็ปนี้
Share on facebook
Share on twitter

Beauty

Share on facebook
Share on twitter

2 เทคนิคดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนจะลงทุนซื้อสกินแคร์ตามปัญหาผิว

หยุดซื้อสกินแคร์ใหม่! ถ้ายังไม่ได้ลองดูแลผิวตามสองสเต็ปนี้
เราเชื่อว่าสาวแอลหลายคนในที่นี้ต้องเคยเผชิญกับปัญหาการซื้อสกินแคร์ตามสภาพผิวแล้วไม่เห็นผล บ้างก็รู้สึกว่าทาแล้วไม่ซึม ราวกับได้เคลือบผิวไปเท่านั้น บ้างก็มีอาการระคายเคืองแพ้จนต้องทิ้งไปในที่สุด แล้วก็จะเกิดเป็นวงโคจรเดิมๆ แบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา เกิดเป็นความสงสัยที่หาคำตอบไม่ได้

via GIPHY

ก่อนอื่น เราอยากให้คุณทำความเข้าใจก่อนว่า ประเภทผิวและสภาพผิว มีความหมายที่แตกต่างกัน
ประเภทผิว คือ ผิวที่คุณได้มาโดยกำเนิดทางพันธุกรรม อาทิ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม ในขณะที่ สภาพผิว คือ ลักษณะของผิวที่เกิดจากปัจจัยการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ และอาจเกิดขึ้นได้ทั้งชั่วคราวและระยะยาว อาทิ สัญญาณของริ้วรอย ประเภทสิวต่างๆ ผิวแห้งขาดน้ำ ส่วนผิวแพ้ง่าย ถือว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างประเภทผิวและสภาพผิว อาการผิวแพ้ง่ายสามารถเกิดได้จากทั้งพันธุกรรมหรือไลฟ์สไตล์ ซึ่งคนที่ผิวแห้งมักจะมีอาการแพ้ได้ง่ายกว่าเนื่องจากเกราะคุ้มกันผิวที่บางนั่นเอง
เมื่อทำความเข้าใจกับพื้นฐานเรื่องผิวเบื้องต้นแล้ว วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยเรื่องการบำรุงผิวให้กระจ่างยิ่งขึ้นด้วยเทคนิคการดูแลผิวขั้นพื้นฐานเพียง 2 ขั้นตอนที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการที่ผิวถูกทำร้ายในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยให้การเลือกใช้สกินแคร์ครั้งต่อไปของคุณมีประสิทธิภาพกว่าเดิม!

STEP 1: TAKE CARE OF SENSITIVITY

อันดับแรก ดูแลผิวในส่วนที่บอบบางและแพ้ง่าย เช่น ถ้าคุณมีสิวหรือมีผิวอักเสบบริเวณใบหน้า ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับปัญหาผิวดังกล่าวโดยเฉพาะ อย่างมอยส์เจอไรเซอร์ หรือ ออยล์บำรุงผิวที่ปราศจากน้ำหอมสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ล้างหน้าก็ควรเลือกชนิดที่อ่อนโยน และหลีกเลี่ยงโฟมล้างหน้าทั่วไปตามท้องตลาด เนื่องจากโฟมบางประเภทอาจก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวและทำให้ผิวอักเสบมากกว่าเดิม

STEP 2: KEEP YOUR SKIN HYDRATED, REPEAT!

ผิวแห้งขาดน้ำ (Dehydrated skin) เป็นสภาพผิวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเกิดจากการใช้ชีวิตในห้องแอร์เป็นเวลานาน อาบน้ำอุ่น พักผ่อนไม่เพียงพอ และอีกมากมาย ถ้าคุณเคยลงสกินแคร์บนผิวแล้วผิวดูดซึมทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็ว ผิวดูอิ่มฟูในตอนเช้า แต่พอไม่ถึงครึ่งค่อนวันผิวช่วง T-Zone ก็มันจนเมคอัพเอาไม่อยู่ ตลอดจนผิวแดงง่าย แต่งหน้าไม่ติด ก็คงจะสรุปได้อย่างชัดเจนว่าผิวของคุณแห้งขาดน้ำอย่างแน่นอน
อ่านเพิ่มเติม: 6 สกินแคร์ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวชุ่มชื่น ดูสุขภาพดี
ดังนั้น แนะนำให้ทำการ “เติมความชุ่มชื้นให้ผิว” ด้วย 3 ขั้นตอนบำรุงดังนี้
Step1: Acid Toner – เช็ดผิวด้วยโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ Lactic Acid (AHA) ที่มีส่วนในการช่วยผลัดเซลล์ผิว เผยผิวที่นุ่มยิ่งขึ้น เหมาะกับผิวที่ดูหมองคล้ำ ผิวแห้ง ผิวแห้งขาดน้ำ หรือใครที่ต้องการสูตรที่อ่อนโยนลงมาหน่อย แนะนำให้มองหาโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ Lactobionic Acids (PHAs) ตัวนี้เหมาะกับผิวที่แห้งขาดน้ำเช่นกัน และยังช่วยปกป้องสัญญาณของริ้วรอยแห่งไว จุดด่างดำ รูขุมขนกว้าง เผยผิวดูกระชับขึ้นอีกด้วย
Step2: Mist – สเปรย์ผิวหน้าด้วยมิสต์ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid และ/หรือ Glycerin ที่มีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
Step3: Serum – ตบท้ายด้วยเซรั่มที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid อีกเช่นกัน
เมื่อผิวของคุณมีความแข็งแรงและชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา การรับมือกับปัญหาผิวที่เหลือก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นทันที หลังจากนี้สาวๆ สามารถบำรุงผิวด้วยสกินแคร์ตามประเภทผิวและสภาพผิวของตัวเองได้ตามปกติ สาวแอลคนไหนได้ลองเทคนิคนี้แล้ว ผลลัพธ์เป็นอย่างไร อย่าลืมมาแชร์กันด้วยนะ
Cover Photo Courtesy: tamburinsofficial, primera.official
Reference: 1
Share on facebook
Share on twitter
Share on email