Fashion

‘Cruella’ เจ้าแม่แฟชั่นผู้พ่วงด้วยตำแหน่งตัวร้ายที่ ‘เฟียร์สสุดๆ’ ของโลกการ์ตูน

สิ่งที่เธอทำนั้นดูหรูหราหรือน่าสยดสยอง สรรค์สร้างความงามหรือพยายามทำร้ายสัตว์โลก ?
Share on facebook
Share on twitter

Fashion

Share on facebook
Share on twitter

‘Cruella’ เจ้าแม่แฟชั่นผู้พ่วงด้วยตำแหน่งตัวร้ายที่ ‘เฟียร์สสุดๆ’ ของโลกการ์ตูน

สิ่งที่เธอทำนั้นดูหรูหราหรือน่าสยดสยอง สรรค์สร้างความงามหรือพยายามทำร้ายสัตว์โลก ?
เมื่อ Cruella ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากค่ายดิสนีย์ที่ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของตัวร้ายผู้คลั่งไคล้เสื้อขนสัตว์จาก 101 Dalmatians หรือชื่อไทย ‘ทรามวัยกับไอ้ด่าง’ แอนิเมชั่นเรื่องดังจากยุค ’60s กำลังเป็นที่สนใจของคนทุกเจเนอเรชั่นอยู่ในขณะนี้ (และเราคาดว่าคุณผู้อ่านหลายท่านก็คงได้ชมกันไปแล้วตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา) ทั้งที่โตทันฉบับการ์ตูน ฉบับภาพยนตร์ในยุค ’90s และยุค 2000s หรืออาจไม่รู้จักมาก่อนก็ตาม คอลัมน์ Inside Fashion จึงขออิงกระแสโดยนำเสนอเรื่องราวของเธอคู่ขนานไปกับโลกแฟชั่นในปัจจุบัน เพราะชั่วโมงนี้คงไม่มีคาแร็กเตอร์จากภาพยนตร์เรื่องใดที่จะได้รับความสนใจและดูสอดคล้องกับยุคสมัยได้ดีไปกว่าตัวร้ายผู้นี้ที่ถ้ามีชีวิตจริงขึ้นมากลุ่มพิทักษ์สัตว์นาม PETA คู่ปรับของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำมาแต่ไหนแต่ไรก็คงหมายหัวให้เป็นอันดับ 1 แน่นอน
Cruella หรือที่มีชื่อเต็มว่า ‘Cruella de Vil’ เป็นตัวร้ายของค่ายดิสนีย์ที่เราบอกได้เลยว่าเธอนั้น ‘เฟียร์สสุดๆ’ โดยความเก๋ของตัวละครตัวนี้ที่ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1956 ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ‘The Hundred and One Dalmatians’ เริ่มตั้งแต่ชื่อ ‘Cruella de Vil’ ซึ่งฟังดูราวกับว่าเธอเติบโตมาในตระกูลเก่าแก่ของยุโรป แต่จริงๆแล้วชื่อนี้เกิดจากการเล่นกับคำ 2 คำคือ Cruel แปลว่าโหดร้าย และคำที่ฟังดูคล้ายภาษาฝรั่งเศส La Devil แปลว่าปิศาจ ตามมาด้วยการแต่งกายอันโดดเด่น ผมสองสี แบ่งเป็นขาว-ดำราวกับจะบอกเป็นนัยๆว่ามีทั้งด้านดีและร้ายอยู่ในตัว การแต่งหน้าทาปากเป็นไปตามยุคสมัย คิ้วโก่ง ขนตางอนยาว ทาปากแดง สวมเดรสพร้อมกับเครื่องประดับหรูหรา และที่ขาดไม่ได้คือ ‘เสื้อคลุมขนสัตว์’ โดยเวอร์ชั่นต้นฉบับในวรรณกรรมยุค ’50s นั้น เธอสวมชุดที่ทำมาจากขนสัตว์หลายชนิด ตั้งแต่สุนัขจิ้งจอกไปจนถึงสกังก์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการแต่งกายของสาวสังคมและดาราฮอลลีวู้ดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนที่ฉบับการ์ตูนของดิสนีย์ในปี ค.ศ. 1961 จะปรับลุคจากผู้หญิงมาดคุณนาย ให้กลายมาเป็น ‘มนุษย์ป้ามหาภัย’ ที่มีบุคลิกแปรปรวนและก้าวร้าวเพื่อให้ดูร้ายกาจมากยิ่งขึ้น คาแร็กเตอร์นี้เองถูกนำมาใช้สำหรับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ทั้ง 2 ภาคในปี ค.ศ. 1996 และปี ค.ศ. 2000 รับบทโดยนักแสดงมากความสามารถ Glenn Close ซึ่งเธอทำได้ดีชนิดที่กลายเป็นภาพจำของมาดามเดอ วิลยุคใหม่ ทั้งดูเริ่ด เชิด ชั่วร้าย และแฟชั่นจ๋าสุดๆ
ย้อนกลับไปยังปลายยุค ’90s ช่วงเวลาที่ภาพยนตร์ 101 Dalmatians ได้รับความนิยมจากบรรดาผู้ชมทั้งที่เป็นและไม่เป็นแฟนคลับของดิสนีย์ กระแสของตัวละคร ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ นี้ถูกจุดติดจนทำให้เธอเลื่อนขั้นเป็นอีกหนึ่งตัวร้ายที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรองใคร โดยผู้ชมส่วนใหญ่ตกหลุมรักเพราะการแสดงของเกลนน์และสไตล์แฟชั่นอันโดดเด่น ด้วยคอสตูมที่กลายเป็นภาพจำซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยหนึ่งในสุดยอดคอสตูมดีไซเนอร์นาม Anthony Powell อีกทั้งทางดิสนีย์ยังทำโปรเจ็กต์พิเศษร่วมกับนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำระดับโลกหลายราย เชิญพวกเขาให้มาร่วมออกแบบคอสตูมของ ‘เจ้าแม่แฟชั่นแห่งโลกการ์ตูน’ ในแบบฉบับของตนสำหรับอีเวนต์ที่จัดขึ้นในกรุงลอนดอน ทั้งชุดเดรสลายจุดและโค้ตตกแต่งเฟอร์ของ Dolce & Gabbana และหมวกตกแต่งตุ๊กตาน้องหมาดัลเมเชี่ยนของ Stephen Jones ยิ่งช่วยเชื่อมโยงให้อาณาจักรแฟชั่นในโลกภาพยนตร์ของมาดาม เดอ วิล (เรื่องนี้เธอเป็นเจ้าของแฟชั่นเฮ้าส์ชื่อดัง) และโลกความเป็นจริงใกล้ชิดกันมากขึ้น (แล้วไหนจะร้านของ Dolce & Gabbana ในช่วงปลายยุค ’90s มีทั้งพรมม้าลายและเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นเส้นสายตามแบบศิลปะบาโร้กอย่างกับยกห้องทำงานและห้องนอนของครูเอลลามาไว้ในร้านนั่นอีก)
ตัวร้ายผู้พ่วงด้วยสถานะ ‘สไตล์ไอคอน’ อย่างครูเอลลาจึงกลายเป็นตัวละครสมมติที่ไม่เพียงสะท้อนค่านิยมการเสพแฟชั่นของผู้คนในยุคสมัยหนึ่ง แต่ยังทำให้คนทั่วโลกเกรงกลัวและเริ่มตระหนักเรื่องการทารุณกรรมสัตว์มากขึ้น โดยช่วงต้นยุค 2000s มีผลสำรวจน่าสนใจจากการสอบถามผู้ชมชาวอเมริกันว่าด้วยเรื่อง ‘ตัวร้ายของดิสนีย์ที่มีผู้ชมเกลียดมากที่สุด’ และผลโหวตอันดับ 1 มาแรงแซงตัวเต็งอื่นๆทั้งที่มีชื่อเสียงมากกว่า และมีอิทธิฤทธิ์ไม่ธรรมดากลับกลายเป็น ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ตัวร้ายที่เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้มีพลังวิเศษอะไร แต่สามารถทำร้ายจิตใจผู้ชมชาวอเมริกันได้มากกว่าบรรดาแม่มดทั้งที่โฉมงามและเป็นปลาหมึกยักษ์ เพราะผู้ชมเหล่านั้นมองว่าการที่เธอหวังจะถลกหนังสุนัขลายจุดจำนวนมากถึงหลักร้อยตัวเพื่อนำมาทำเสื้อคลุมตามปรารถนาถือเป็นสิ่งเลวร้ายที่ไม่น่าให้อภัย สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมากแล้วสุนัขไม่ใช่เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงแต่เปรียบได้กับสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว และการทำร้ายสัตว์โลกก็เท่ากับการย่ำยีจิตใจของผู้รักสัตว์
สิ่งที่น่าเป็นกังวลยิ่งกว่านั้นคือเราสามารถพบเห็นการกระทำลักษณะนี้ได้ในโลกความจริง มีแบรนด์ดังทำหน้าที่สานเจตนารมณ์ของครูเอลลาจากในจอมาสู่นอกจอ (แม้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม) คอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 1999 ของ Louis Vuitton ดูราวกับกำลังจำลองภาพ ‘ครูเอลลายุคใหม่’ มาให้ผู้ชมได้เห็นบนรันเวย์ มีไอเท็มชิ้นเด่นเป็นผ้าพันคอ พอนโช แจ็กเกต และโค้ตที่ทำมาจากขนสัตว์ชนิดจัดเต็มแบบไม่ยั้ง จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ท้ายที่สุดทางแบรนด์ตัดสินใจไม่นำคอลเล็กชั่นดังกล่าวมาถ่ายเป็นภาพโฆษณา แล้วโปรโมตคอลเล็กชั่นพิเศษ Louis Vuitton Cup 2000 เป็นแคมเปญหลักสำหรับฤดูกาลนั้นแทน อีกทั้งเมื่อมีชื่อ Louis Vuitton ไปปรากฏอยู่ในช่วงเครดิตท้ายเรื่องของภาพยนตร์ภาคต่อ 102 Dalmatians ในปี ค.ศ. 2000 หลังจากเพิ่งมีกระแสด้านลบในการใช้ขนสัตว์สำหรับผลงานดังกล่าว ทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ (มีที่ปรึกษาด้านการทำเฟอร์เทียมให้ออกมาดูสมจริงโดยเฉพาะ) อาจมีการลักลอบแทรกเฟอร์แท้เข้าไป แต่ก็มีการยืนยันแล้วว่าไม่มีการใช้ขนสัตว์แท้แต่อย่างใด และสำคัญที่สุดคือสัตว์ทุกตัวในภาพยนตร์ไม่ได้รับบาดเจ็บขณะถ่ายทำ เรื่องนี้รับรองโดย American Humane Association องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1877 เพื่อดูแลด้านสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์โดยเฉพาะ การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ขนสัตว์ที่มีครูเอลลาเป็นหนึ่งในผู้กระตุ้นให้กระแส Fur-Free เดินหน้าต่อในช่วงเวลานั้นยังเกิดขึ้นกับนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอย่าง ELLE ซึ่งเคยโดนตำหนิจากผู้รักสัตว์บางกลุ่มที่เห็นว่าไม่สมควรนำโค้ตตกแต่งขนสุนัขจิ้งจอกย้อมสีจากคอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 1998 ของ Versace (ในอดีตนั้นติดท็อปลิสต์ที่ต้อง ‘จัดการ’ ของกลุ่ม PETA) มาขึ้นปก เพราะยังมีอีกหลายชุดเด่นในคอลเล็กชั่นที่ไม่มีการใช้ขนสัตว์เป็นส่วนประกอบ…แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่ว่ามานี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะปัจจุบันแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton ใช้ขนสัตว์แท้สำหรับคอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปน้อยลงกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด ทาง Versace เองก็ประกาศยกเลิกการใช้ขนสัตว์แท้ไปตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2018 พร้อมการยืนยันอย่างหนักแน่นโดย Donatella Versace ว่า “Fur? I’m out of that” ส่วน ELLE ก็ยืนยันได้ว่าในปัจจุบันเราเข้าร่วมและสนับสนุนอุดมการณ์ ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ โดยมีการงดใช้ขนสัตว์แท้ในอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นประเด็นสำคัญ
การกระทำของตัวร้ายผู้คลั่งไคล้ชุดขนสัตว์อย่าง ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ถูกมองว่าโหดร้ายสมกับชื่อของเธอเช่นไร ปัจจุบันนี้การใช้ขนสัตว์ในการผลิตเครื่องนุ่งห่มก็ถูกมองว่าโหดร้ายเช่นนั้น เมื่อปีที่ผ่านมามีผลสำรวจโดย Vogue Business ดังที่เราได้รายงานไปในฉบับก่อนหน้าว่าความต้องการสินค้าขนสัตว์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับกันยอดขายสินค้าแฟชั่นแนววีแกนได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นถึง 258%! ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และในผลสำรวจยังระบุอีกด้วยว่าราว 80% ของชาวอังกฤษเชื่อมโยงการใช้ขนสัตว์เข้ากับความรู้สึก ‘โหดร้าย’ และ ‘ล้าสมัย’ … โดยการแอนตี้การใช้ขนสัตว์แท้เริ่มเด่นชัดขึ้นในช่วงปลายยุค ’80s-’90s ช่วงเวลาที่เส้นแบ่งเรื่องของชนชั้นและฐานะของผู้บริโภคสินค้าแฟชั่น โดยวัดจากการสวมชุดขนสัตว์ได้พังทลายลง เมื่อร้านค้าปลีกขนสัตว์เริ่มปิดตัว ฟาร์มขนสัตว์ในสหราชอาณาจักรถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และห้างสรรพสินค้ารายใหญ่พากันปิดแผนกเสื้อขนสัตว์ แถมเพิ่มออร์เดอร์ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์เทียมตามความนิยมของคอแฟชั่นสมัยใหม่ที่ให้ความสนใจในวัสดุสังเคราะห์ ถ้าเจ้าแม่แฟชั่นจากกลางศตวรรษที่ 20 อย่างครูเอลลามาได้ยินคนรุ่นใหม่วิจารณ์ว่าเสื้อขนสัตว์ที่มีนับไม่ถ้วนของเธอนั้น ‘เชยมาก!’ และรับรู้ความเป็นไปของโลกในช่วง 3 ทศวรรษนี้ เธอคงอกแตกตาย ไม่ก็หายไปขังตัวเองอยู่ในอาณาจักรแฟชั่นอันคร่ำครึ หากทำใจยอมรับความจริงไม่ได้ว่าการใส่เสื้อขนสัตว์แท้นั้น ‘มันเอ้าต์แล้วจริงๆ’
เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ในเมื่อเธอทั้งโหดร้าย และการใช้สินค้าแฟชั่นที่ทำมาจากขนสัตว์ก็เชยไปแล้ว ทำไมถึงยังยกให้เธอเป็นตัวร้ายที่ขึ้นชื่อว่าเฟียร์สสุดๆ?” … เหตุที่เธอยังคู่ควรได้รับตำแหน่งนี้เป็นเพราะทัศนคติที่ต้องการเห็นโลกแฟชั่นก้าวไปข้างหน้า ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ พร้อมฉีกทุกฎเกณฑ์เพื่อเปลี่ยนแปลง และใช้ตัวเองเป็นสัญลักษณ์ ‘อนาคตของโลกแฟชั่น!’ โดยเราสามารถสัมผัสมุมมองในส่วนนี้ได้จากภาพยนตร์ Cruella เวอร์ชั่นปี ค.ศ. 2021 ที่ได้ Emma Stone มาสวมบทบาท แต่หากยังไม่ได้ชมก็ยังเห็นได้จากภาพยนตร์ตัวอย่างที่เธอเพนต์เป็นคำว่า ‘The Future’ ชัดเจนบนใบหน้า และหากย้อนกลับไปยังภาพยนตร์ 101 Dalmatians เมื่อ 25 ปีที่แล้วก็แสดงแอตติจูดในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเธอยอมทิ้งเงินมหาศาลเพื่อรื้อคอลเล็กชั่นลายขวางที่กำลังเป็นเทรนด์ทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยลายจุดซึ่งเธอมองว่าจะล้ำเทรนด์ไปอีกขั้น หรืออย่างในภาพยนตร์ภาคต่อ 102 Dalmatians ก็ได้นำเสนอบุคลิกอีกด้านของมาดามเดอ วิลหลังจากถูกคุมขังและบำบัดจนภาวะคลั่งขนสัตว์หายไป แต่ตัวตน ‘เจ้าแม่แฟชั่น’ ผู้มีความคิดสร้างสรรค์สุดบรรเจิดยังคงอยู่ เธอสามารถนำวัสดุเหลือใช้และเสื้อผ้าเก่ามาดัดแปลงให้กลายเป็นชุดหรูและดูดีได้ไม่แพ้เสื้อขนสัตว์ที่เคยมี กลายเป็น ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ เวอร์ชั่น ‘รักษ์โลก’ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ ‘อินสุดๆ’ สำหรับโลกแฟชั่นในทศวรรษนี้
เธอจึงเป็นอีกหนึ่งในตัวร้ายของดิสนีย์ที่มีเรื่องราวให้เลือกเสพทั้งสองด้าน ดีและร้าย มืดและสว่าง ไม่ต่างจากสีผมขาว-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ ในขณะเดียวกันรสนิยมด้านแฟชั่นยังชวนให้คิดได้ว่าทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ควรเรียก หรูหราหรือน่าสยดสยอง เลอค่าหรือน่ารังเกียจ สรรค์สร้างความงดงามหรือพยายามทำร้ายโลก ก็คงแล้วแต่มุมมองและรสนิยมการเสพแฟชั่นของแต่ละท่าน เพราะทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะเลือกชื่นชมและประทับใจตัวร้ายที่ชื่อ ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ในด้านใด
Share on facebook
Share on twitter
Share on email