Fashion

ไม่แคร์สายตาใคร ไม่เกรงใจเวิลด์ ไปกับสไตล์ ‘กรันจ์’ ในแบบฉบับสาวหัวขบถแห่งยุค

เปรี้ยวซ่าในสไตล์สาวแกลมกรันจ์
Share on facebook
Share on twitter

Fashion

Share on facebook
Share on twitter

ไม่แคร์สายตาใคร ไม่เกรงใจเวิลด์ ไปกับสไตล์ ‘กรันจ์’ ในแบบฉบับสาวหัวขบถแห่งยุค

เปรี้ยวซ่าในสไตล์สาวแกลมกรันจ์
เมื่อเห็นจั่วหัวว่า ‘กรันจ์’ คุณผู้อ่านอาจคิดในใจว่า ‘อีกแล้วหรือ?’ เพราะตลอดยุค 2010s ที่มีกระแสแฟชั่นจากยุค ’90s เป็นเมเจอร์เทรนด์หลัก สื่อแฟชั่นรายใหญ่รวมทั้งช่องทางการสื่อสารบนโลกโซเชียลต่างก็หยิบยกรูปแบบแฟชั่นที่เป็นไปตามสมัยนิยมในช่วงเวลานั้นมานำเสนอ โดยมี ‘กรันจ์’ เป็นหนึ่งในกระแสที่กลับมามีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มที่เป็นวัฒนธรรมย่อยของแนวเพลงพังก์ร็อก เฮฟวี่-เมทัล อัลเทอร์เนทีฟร็อกในช่วงปลายยุค ’80s-’90s ส่งผลต่อกระแสรูปแบบการแต่งกายสไตล์ DIY หรืออาจเป็นการรื้อเสื้อผ้าเก่าๆจากร้านมือสองมาใส่ในหมู่วัยรุ่นหัวขบถแห่งยุคที่มาพร้อมทัศนคติว่า ‘ยิ่งคุณจ่ายเงินกับค่าเสื้อผ้าน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งเท่มากขึ้นเท่านั้น’ กรันจ์จึงไม่ใช่เป็นการต่อต้านหรือสวนกระแสแฟชั่น เพราะกรันจ์ไม่ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชัดเจนเท่ากับพังก์ สิ่งที่กรันจ์แสดงออกคือการอยู่นอกวงโคจรแฟชั่นและไม่ยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่ท้ายที่สุดกรันจ์ก็กลับกลายเป็นกระแสแฟชั่นเสียเอง
เสื้อผ้าที่ดูดิบ เขลอะอย่างเดนิมฟอกสี มีรอยขาดวิ่น การนำชุดลูกไม้หรือถุงน่องตาข่ายที่ดูเซ็กซี่มาฉีกและตกแต่งด้วยเข็มกลัดหรือโซ่ เสื้อยืดสกรีนรูปและเวิร์ดดิ้งแปลกๆอย่างคำแสลงหรือคำสบถ การสวมเสื้อที่ไม่มีขนาดพอดี หากไม่รัดติ้วก็โอเวอร์ไซซ์ใหญ่ยักษ์ โดยมักเป็นลายตารางและโทนสีหม่นอย่างดำ เทา น้ำตาล แดงเลือดนก เขียวกากี ก่อนที่จะฟินิชชิ่งลุคด้วยสร้อยและคัฟฟ์ข้อมือหนัง รองเท้าบู๊ตครึ่งแข้งของแบรนด์ดัง Dr. Martens หรือสนีกเกอร์หุ้มข้อสูงของ Converse รุ่น Chuck Taylor มาพร้อมการทำผมที่ดูเซอร์และแต่งหน้าด้วยการเน้นดวงตาแบบสโมกี้อายส์ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของสไตล์กรันจ์ จึงเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กลับมามีอิทธิลต่อโลกแฟชั่นตั้งแต่ช่วงต้นยุคจนถึงฤดูฟอล/วินเทอร์ 2019 ล่าสุด แต่กรันจ์ที่กลายเป็นเทรนด์สำหรับสาวๆทั่วโลกในช่วงเวลานี้ต่างจากกรันจ์ในภาพจำที่หลายคนนึกถึงดังที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อแบรนด์ชั้นนำต่างพากันยกระดับให้ผลงานแนวกรันจ์ของตนกลายเป็น ‘Glam Grunge’ ที่ดูหรูหราถึงขีดสุด ซึ่งถ้าหากต้องยกความดีความชอบให้ใครสักคนที่นำกระแสกรันจ์แบบแกลมๆกลับมาจนกลายเป็นเมเจอร์เทรนด์ประจำยุค คนคนนั้นคงหนีไม่พ้นมิวส์ตลอดกาลอย่าง Courtney Love ภรรยาของ Kurt Cobain แห่งวง Nirvana ราชาเพลงกรันจ์แห่งยุค ’90s ที่จากพวกเราไปครบ 25 ปีพอดิบพอดี เพราะนอกจากมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเคิร์ตออกมาทั้ง Kurt Cobain: Montage of Heck และ Soaked in Bleach ในปี ค.ศ. 2015 แล้ว เรายังได้เห็นการปรากฏตัวของคอร์ตนีย์ตามงานแฟชั่นวีกระดับโลกทั้งในยุโรปและอเมริกาตลอดทั้งทศวรรษ
ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏกายเคียงข้าง Panos Yiapanis หนึ่งในสุดยอดสไตลิสต์ที่ร่วมงานกับแบรนด์ดัง เช่น Givenchy, Vera Wang และ Rick Owens อยู่บ่อยครั้ง ไปจนกระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็นมิวส์ของนักออกแบบมากความสามารถแห่งยุคทั้ง Marc Jacobs, Riccardo Tisci และ Hedi Slimane โดยเฉพาะกับรายหลังที่ไม่เพียงแต่ชักชวนให้เธอมาถ่ายแอดแคมเปญสำหรับแบรนด์ Saint Laurent ในปี ค.ศ. 2013 แต่ยังสดุดีสไตล์กรันจ์แบบแกลมๆของคอร์ตนีย์โดยสื่อผ่านผลงานในคอลเล็กชั่นสำหรับแบรนด์ Saint Laurent หลายฤดูกาลด้วยกัน สำหรับคอแฟชั่นรุ่นใหม่ที่โตไม่ทันเสพความโด่งดังและสไตล์ของเธอที่มีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นจนมาถึงปัจจุบัน เราขอยกตัวอย่างแฟชั่นที่กลายเป็นเทรนด์ให้สาวๆทั่วโลกได้ทำตาม เช่น การสวมชุดกระโปรงสั้นคู่กับโค้ตลายเสือและถุงน่องตาข่าย การเลือกชิ้นที่มีดีเทลเกิร์ลลี่อย่างระบายและลูกไม้จับคู่กับกางเกงยีนส์ขาดหลุดลุ่ย และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือการที่เธอสวมสลิปเดรสตัวเก่าคู่กับเทียร่าไปร่วมงานออสการ์ อาฟเตอร์ปาร์ตี้ในปี ค.ศ. 1995 ลุคที่ทำให้นึกถึงราชินีงานพรอมสมัยแรกรุ่นนี้เองที่มีนักออกแบบรายน้อยใหญ่นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงาน และเพราะ ความเฟียร์สของคอร์ตนีย์จึงทำให้เธอมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังของยุคอย่าง Versace ทั้งในช่วงที่ Gianni Versace ผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งยังเป็นแบบให้กับแคมเปญฤดูสปริง 1998 คอลเล็กชั่นแรกของ Donatella Versace ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ของแบรนด์ เพราะดอนนาเทลล่าเชื่อว่าผู้หญิงที่มีสไตล์เฉพาะตัว ทั้งเปรี้ยว ซ่า ก๋ากั่น มั่นใจ และมีรสนิยมในการเลือกผสมผสานระหว่างสไตล์ที่ดูหรูหราและดุดันอย่างคอร์ตนีย์นี่เองที่สามารถสะท้อนคาแร็กเตอร์ผู้หญิงของ Versace ได้ออกมาดีที่สุด คอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 2019 นี้ Versace จึงกลับไปหยิบเอาความกรันจ์แบบแกลมๆในช่วงกลางถึงปลายยุค ’90s ที่รวมถึงสไตล์ของคอร์ตนีย์ในลุคเซ็กซี่ของแบรนด์ช่วงเวลานั้นมานำเสนอีกครั้ง ทั้งการใช้เข็มกลัดชิ้นไอคอนนิกตกแต่งชุดที่ตั้งใจทำให้ดูเหมือนขาด ชุดกระโปรงไหล่เบี่ยงตัดต่อผ้าลูกไม้เช่นเดียวกับผลงานแรกของเธอสำหรับแบรนด์หรูจากอิตาลีแบรนด์นี้ และสลิปเดรสแนบเรือนร่างตกแต่งด้วยโซ่ลายกรีกคีย์ที่ทั้งดูเซ็กซี่ ดุดัน และแกลมแบบสุดๆ
อีกรายที่นำเรื่องราวของกรันจ์มาตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจคงต้องยกให้ Marc Jacobs ซึ่งในอดีตนักออกแบบมากความสามารถคนนี้เคยนำเสนอผลงานแนวกรันจ์เอาไว้ขณะร่วมงานกับแบรนด์ Perry Ellis แม้กรันจ์คอลเล็กชั่นฤดูสปริง/ซัมเมอร์ 1993 จะได้เสียงตอบรับในเชิงลบเมื่อเปิดตัว และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มาร์กถูกยกเลิกการว่าจ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปคอลเล็กชั่นดังกล่าวกลับถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานแนวกรันจ์ที่ดีที่สุด และยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นหลังหลายราย ซึ่งมิวส์คนสำคัญของมาร์กในการรังสรรค์คอลเล็กชั่นระดับตำนานก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคอร์ตนีย์และเคิร์ต ราชาและราชินีกรันจ์ที่ทั้งผลงานเพลงและสไตล์การแต่งตัวดันไปถูกจริตของมาร์กนั่นเอง อีกทั้งในช่วงฤดูหนาวปี 2016 มาร์กยังได้ชักชวนให้คอร์ตนีย์มาเป็นแบบสำหรับแคมเปญของแบรนด์ Marc Jacobs และเมื่อปลายปีที่ผ่านมามาร์กก็เพิ่งลอนช์คอลเล็กชั่นรีสอร์ต 2019 กับ 26 ลุคที่เป็นการทำซ้ำชิ้นเด่นในคอลเล็กชั่นฤดูร้อนปี 1993 ของ Perry Ellis ก่อนที่จะนำเรื่องของกรันจ์มาตีความใหม่และขยายใหญ่ให้เด่นชัดกลายเป็นผลงานแนวดรามาติกสำหรับแบรนด์ Marc Jacobs คอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 2019 ล่าสุดนี้ นอกจาก 2 แบรนด์ดังทั้ง Versace และ Marc Jacobs ที่เป็นตัวตั้งตัวตีนำเสน่ห์ของกรันจ์ในยุค ’90s กลับมาตลอดทั้งปี 2019 แล้ว ยังมีอีกมากมายหลายแบรนด์ที่ขออ้าแขนรับกระแสแกลมกรันจ์สำหรับสาวๆด้วยคอลเล็กชั่นสุดมัน ดูซ่า และหรูหราในคราเดียวกัน อย่างเช่น Vetements และ Dsquared2 ที่ทั้งคู่มีลุคเด็ดเป็นสาวกรันจ์ตามแบบต้นฉบับ คือมาพร้อมเสื้อเชิ้ตลายตารางขนาดโอเวอร์ไซซ์แต่ดูสนุกกว่ากรันจ์แบบในภาพจำเมื่อนำไปจับคู่กับชิ้นที่เป็นทั้งงานดีคอนสตรักชั่น และการใช้เทคนิคพิมพ์ลายพิเศษเพื่อให้ได้สีสันและลวดลายที่ต่างออกไป Preen และ Vera Wang นำเสนอลุคกรันจ์ที่ดูยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงด้วยสไตลิ่ง แต่หลายชิ้นที่เห็นนั้นคือการนำลายตารางที่เปรียบดังเทรดมาร์กของกรันจ์มาขยายให้เด่นด้วยสารพัดเทคนิค เช่น การเดรป ตัดต่อวัสดุ และสาวกรันจ์ซึ่งเป็นจุดเด่นของแฟชั่นแห่งยุค 2010s ในฤดูส่งท้ายทศวรรษเก่าต้อนรับทศวรรษใหม่ที่ถูกยกระดับให้ดูแกลมขึ้น เห็นได้จากในคอลเล็กชั่นของ Louis Vuitton, Burberry, Alexander McQueen, Prada และ Paco Rabanne ทั้งหมดเลือกใช้วัสดุที่ให้อารมณ์หรูสำหรับฤดูหนาวอย่างผ้าชีฟอง ผ้าซาติน ผ้าลูกไม้ ผ้าโมแฮร์ และผืนหนัง มารังสรรค์ชิ้นงานที่สะท้อนคุณค่าของงานคราฟต์เพื่อให้สร้างอีกคาแร็กเตอร์ของสาวกรันจ์ที่ไม่ได้ดูดิบและเขลอะเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป บทความจากคอลัมน์ อินไซด์แฟชั่น นิตยสารแอล ฉบับเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2562
เขียน: ฆนากร เพชรตระกูล / บรรณาธิการฝ่ายพิสูจน์อักษร: วรวีร์ ภูมี / พิสูจน์อักษร: เลวี เจริญสวัสดิ์
Share on facebook
Share on twitter
Share on email