I

In the mag

“จงแต่งงานกับเงิน” เรื่องราวสุดดราม่าของ Jacqueline Kennedy และเจ้าหญิง Lee Radziwill

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ความรักและความริษยาของพี่น้อง Bouvier
Share on facebook
Share on twitter

In the mag

Share on facebook
Share on twitter

“จงแต่งงานกับเงิน” เรื่องราวสุดดราม่าของ Jacqueline Kennedy และเจ้าหญิง Lee Radziwill

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ความรักและความริษยาของพี่น้อง Bouvier
จากผลงานเขียน Jackie et Lee โดย Stéphanie des Horts
บทความจาก ELLE France โดย Albin Michel,
แปล: Rasita Nawan Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N. เรื่องราวชีวิตของ Jacqueline Kennedy และ Lee Radziwill กลายเป็นกระจกสะท้อนค่านิยมของสังคมในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หากลองย้อนกลับไปมองชีวิตวัยเด็กของทั้งคู่จะทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลานั้นครอบครัวของผู้มีฐานะในสหรัฐอเมริกาอบรมสั่งสอนบุตรกันอย่างไร แจ็กกี้และลีเติบโตมาจากการเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดของ Janet Bouvier ผู้เป็นมารดา ว่ากันว่านางอ่อนโยนราวกับ…เพชร !?! เจเน็ตมักพร่ำสอนสองพี่น้องด้วยประโยคเดิมเสมอๆ “จงแต่งงานกับเงิน” และ “อย่าแต่งงานเพื่อความรัก” ส่วนเรื่องที่ว่า “ต้องขยันเรียนนะ หางานดีๆ และใช้ชีวิตเป็นอิสระ” แทบไม่เคยได้ยินจากปากมารดา
สำหรับการเป็นลูกสาวของผู้ดีมีเงินในยุคนั้น อาชีพที่พวกเธอใฝ่ฝัน อาชีพที่บ่งบอกถึงความสำเร็จก็คืออาชีพ ‘ภรรยา’ โดยการแต่งงานถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งหากจะว่าไปแล้วเจเน็ตเองก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ลูกสาวทั้งสองเป็นสะพานไต่เต้าไปสู่สังคมชั้นสูง เพราะเธอเองก็เกิดในครอบครัวมีอันจะกิน สามีกี่คนต่อกี่คน (สามีทั้งหมด 3 คน) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีฐานะ และหากสามีคนใดเริ่มส่ออาการ ‘ถังแตก’ เธอก็จะหาคนใหม่ทันที เหมือนเช่นตอนที่ John Bouvier พ่อของลูกสาวทั้งสองประสบปัญหาด้านการเงินเนื่องจากพิษเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1929 ช่วงเวลานั้นจอห์นผู้มีหน้าตาละม้ายคล้าย Clark Gable (นักแสดงชาวอเมริกัน) มีนิสัยเจ้าชู้และรักในการดื่ม แต่สำหรับลูกสาวทั้งสองคนแล้วเขาเปรียบเสมือนฮีโร่ จอห์นเป็นพ่อในแบบที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป วันดีคืนดีเขาก็โผล่มาพร้อมกับซื้อม้าเป็นของขวัญให้แจ็กกี้ และซื้อเปียโนให้ลี แล้วจู่ๆเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าไปไหนหรือจะไปนานเท่าไร ในทุกๆวันศุกร์สองสาวมักจะคอยชะเง้อมองหาบิดาตามขบวนรถไฟ Cannoball ขบวนที่วิ่งระหว่างนิวยอร์กและแฮมป์ตัน โดยในใจหวังไว้ลึกๆว่าพ่อของพวกเธอจะมาใช้เวลาช่วงวันหยุดร่วมกัน นั่นจึงทำให้ทั้งคู่มักจะแข่งกันเพื่อชิงตำแหน่งคนโปรดในสายตาของพ่อเสมอ ส่วนตัวพ่อเองก็แอบบอกลูกสาวคนนั้นทีคนนี้ทีว่าเธอคือลูกรัก โดยกำชับว่า “อย่าไปบอกพี่/น้องของหนูล่ะ!” จอห์นทำให้ลูกสาวทั้งสองเห็นภาพความรักของบุรุษที่ทั้งไม่ยั่งยืนและหลอกลวง ส่วนทางด้านเจเน็ตก็คอยแต่ขัดเกลาลูกสาวทั้งสองให้พร้อมเป็นภรรยาในอุดมคติ

“จงแต่งงานกับเงิน … อย่าแต่งงานเพื่อความรัก” Janet Bouvier

ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง Truman Capote รู้สึกประทับใจในตัวลี ถึงขั้นใช้เธอมาเป็นต้นแบบของตัวละครชื่อ Holly Golightly ในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany’s ทรูแมนมักเรียกสองพี่น้องตระกูลบูวิเออร์ว่า ‘เกอิชา’ เพราะทั้งสองมีบุคลิกร่าเริง วางตัวดีตามแบบฉบับกุลสตรี ฉลาดรอบรู้จนสามารถเข้าสังคมโดยไม่เคอะเขิน อีกทั้งยังพูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว (แจ็กกี้มักพูดถึงเชื้อสายฝรั่งเศสทางฝั่งบิดาอยู่เสมอ) และที่สำคัญคือสองสาวมีรูปโฉมที่งดงาม ลีในวัย 15 กลายเป็นสาวเอวบางร่างน้อย เพราะเธอฟังคำแนะนำของพี่สาวที่ว่าให้สูบบุหรี่และดื่มน้ำเย็นเพื่อดับความหิว ซึ่งหากว่ากันตามที่ควรจะเป็นแล้วผู้พี่ควรออกเรือนก่อนผู้น้อง แต่แจ็กกี้ในวัย 22 สาวงามที่ได้รับแหวนหมั้นจาก John Husted ชายหนุ่มผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Yale และทำงานที่ Wall Street ทำให้เธอรู้สึกว่าโชคดีขนาดไหนที่จอห์นมาขอแต่งงานด้วย แต่ที่ไหนได้เธอดันมารู้ภายหลังว่าว่าที่สามีมีรายได้ ‘เพียงแค่’ 17,000 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น (หรือประมาณ 150,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน) แจ็กกี้ไม่รอช้ารีบส่งหนุ่มคู่หมั้นไปยังประตู ‘ทางออก’ ทันที ขณะเดียวกันลีในวัย 20 ปีก็ตีตื้นขึ้นแซงหน้าพี่สาวด้วยการแต่งงานกับ Michael Canfield ในปีถัดมา สามีของลีเป็นทายาทโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง และว่ากันว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรถของดยุคแห่งเคนต์ด้วย เรื่องราวชีวิตสมรสของทั้งคู่ที่ถูกบอกเล่าโดย Stéphanie des Horts ชวนให้เรารู้สึกหดหู่ และมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เพราะในพิธีวิวาห์ของทั้งคู่ที่แฮมป์ตันก็ไม่มีแขกคนใดที่เห็นหรือได้ถ่ายภาพคู่บ่าวสาวเลย
ตัดภาพกลับมายังแจ็กกี้ที่ในช่วงเวลานั้นเธอทำงานในสำนักข่าว และมีเป้าหมายหลักคือการได้ครอบครองสมาชิกวุฒิสภาหนุ่มของแมสซาชูเซตส์นามว่า ‘John Kennedy’ ทั้งคู่ลงเอยและแต่งงานกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 1953 ท่ามกลางแขกเหรื่อกว่า 1,200 คน ประกอบด้วยเพื่อนและคนใกล้ชิดของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ส่วนจอห์นผู้เป็นพ่อเมาหัวราน้ำจนไม่สามารถพาลูกสาวเข้าสู่พิธีแต่งงานได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแจ็กกี้ก็รักสามีสุดหัวใจ และมั่นคงในความรักที่มีให้เขาตลอดไป ใครจะติฉินนินทาเธอเรื่องฟุ่มเฟือย ใช้เงินมือเติบ มีนิสัยมักใหญ่ใฝ่สูง เหยียดหยามคนอื่นก็ตาม แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธนั่นคือความกล้าและความมุ่งมั่นของเธอ ชีวิตหลังแต่งงานของแจ็กกี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สามีนักการเมืองนอกใจเธอทันทีที่กลับจากฮันนีมูน แม้แต่ตอนที่เธอแท้งลูกคนแรกเขาก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวและยืนยันจะไปล่องเรือในเมดิเตอร์เรเนียนตามแผนเดิมที่วางไว้ แจ็กกี้เสียใจจนแทบคลั่ง ทั้งฟูมฟาย ทั้งกรีดร้อง แต่ก็ไม่ยอมเลิกรากับเขา เธอเชื่อคำแนะนำของน้องสาวว่าในอนาคตเธอและสามีต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง แล้วอีกอย่างแค่โดนสามีนอกใจนิดหน่อย สำหรับแจ็กกี้แล้วมันไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ยอมเลิกราง่ายๆ โดยเฉพาะในฐานะลูกสาวของบ้านบูวิเออร์อย่างเธอ ความรักและเซ็กซ์คือสิ่งที่แยกจากกัน หรืออาจจะตรงกันข้ามกัน…เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วก็อดพูดถึงเสียงลือที่หนาหูไม่ได้ กรณีที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ลีแอบหลับนอนกับพี่เขยของเธอในช่วงวันหยุดพักร้อนที่ Antibes (สำหรับสเตฟานี–ผู้เขียนแล้วเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว) และในอีกไม่กี่ปีให้หลังแจ็กกี้ก็ได้แก้แค้นอย่างสาสม
โดยระหว่างรอฉากแก้แค้นนั้นเป็นรอยต่อของยุค ’50s และ ’60s ช่วงเวลาที่สองพี่น้องได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต แจ็กกี้กลายเป็นสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา ส่วนลีหย่าร้างกับสามีและแต่งงานครั้งที่ 2 กับ Stash Radziwill เจ้าชายเชื้อสายโปแลนด์ที่มีอายุมากกว่าลีถึง 20 ปี เธอทั้งคู่ยังคงมีไลฟ์สไตล์แบบเดิมทั้งเรื่องสูบบุหรี่และดื่มน้ำเย็นเพื่อรักษารูปร่าง สองพี่น้องยังตั้งครรภ์พร้อมๆกัน หรือในเวลาไล่เรี่ยกันเสมอ มีครั้งหนึ่งเมื่อประธานาธิบดีเคนเนดีไปเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ลีที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนรีบข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อไปอยู่ข้างแจ็กกี้ทันทีที่พี่สาวของเธอโทร. มาเล่าเรื่องเดือดร้อนใจ แจ็กกี้เองมักตกอยู่ท่ามกลางมรสุมหัวใจ หากไม่ใช่เรื่องแท้งก็เป็นเรื่องโดนสามีนอกใจ ซึ่งจะว่าไปเธอก็เริ่มด้านชากับการที่สามีมีบ้านเล็กบ้านน้อย แต่จะให้ทนดูอนุภรรยานุ่งน้อยห่มน้อยมาร้องเพลงสรรเสริญสามีของตนออกนอกหน้าและอยู่ต่อหน้าธารกำนัลนั้นเป็นเรื่องที่สุดจะทน แล้วอนุภรรยาที่ว่าก็ใช่จะเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไหน เธอผู้นั้นเป็นถึงดาวเจิดจรัสแห่งโลกมายา ‘Marilyn Monroe’
ตลอดชีวิตความสัมพันธ์ของสองพี่น้องเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่มีทั้งดึงดูดเข้าหาและผลักไสออกจากกัน หากคนใดคนหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจอีกคนก็จะรีบเข้ามาปลอบทันที แต่หากคนใดประสบความสำเร็จอีกคนก็จะหาทางเล่นงานทันทีเช่นกัน ลีมีหัวทางด้านงานศิลปะมากกว่าพี่สาว เธออาจเคยคิดฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ฝ่ายแจ็กกี้คงเห็นอนาคตอันแสนริบหรี่ เธอจึงไม่เคยไปดูการแสดงของน้องสาวเลยสักครั้ง แจ็กกี้มักจะให้ลีติดตามระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสตรีหมายเลข 1 แต่เธอมักพูดจาตอกย้ำอย่างไม่ไยดีว่า “ลี เธอต้องทำทุกอย่างอย่างที่ฉันทำ แต่ให้ยืนทำข้างหลังฉัน 3 ก้าว” ราวกับว่าความอิจฉาริษยาในวัยเด็กยังคงวนเวียนอยู่แม้ทั้งคู่ได้กลายเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ทั้งคู่ยังเด็ก แจ็กกี้ในวัย 12 ปีได้ขึ้นโชว์เล่นเปียโนเพลง Le Beau Danube Bleu แต่เธอเล่นได้แย่ชนิดที่เรียกว่าสับบทประพันธ์จนเละ แล้วจู่ๆลีในวัย 8 ขวบก็โผล่ขึ้นมาบรรเลงเปียโนที่เธอแอบเรียนคนเดียวได้อย่างไพเราะไม่มีที่ติ ท่ามกลางความชื่นชมของเหล่าผู้ฟัง
ท่ามกลางความอิจฉาและการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่สองพี่น้องกลับรักกันกลมเกลียว ครั้งที่ลีอยากยกเลิกการสมรสครั้งแรกเพื่อจะมีโอกาสได้ประกอบพิธีสมรสทางคริสต์ศาสนาในโบสถ์กับเจ้าชายของเธอ ในตอนนั้นวงสังคมผู้ดีต่างหัวเราะเยาะเธอยกใหญ่ เหล่าไฮโซพูดลับหลังอย่างสนุกปากว่า “หรือสามีของเธอจะเป็นผู้ชายคนเดียวในลอนดอนที่หล่อนไม่ได้นอนด้วย” (การยกเลิกงานแต่งงานเกิดขึ้นได้หากคู่สามีภรรยาไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กันหลังจากแต่งงาน) แต่แจ็กกี้กลับทำทุกอย่างชนิดที่เรียกว่าแทบจะพลิกแผ่นดินจนมีโอกาสได้พูดคุยธุระกับพระสันตะปาปาโดยตรงเพื่อช่วยให้น้องสาวของเธอสมหวัง และช่วงที่แจ็กกี้อยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตเนื่องจากสามีของเธอถูกลอบสังหาร เธอเริ่มดื่มหนักขึ้นและเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า ลีเองก็ไม่ทิ้งให้พี่สาวต้องทนทุกข์อยู่คนเดียว ขณะที่เธอต้องกลับไปลอนดอนเธอได้ส่ง Aristotle Onassis ชู้รักที่คบกันได้ 6 เดือนไปดูแลพี่สาว และ 5 ปีถัดมาแจ็กกี้และอริสโตเติลก็ได้เข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางสายฝนในกรีซ อริสโตเติลมอบอพาร์ตเมนต์ที่เมืองเอเธนส์ให้ลีเป็นการขอโทษ ซึ่งเธอเองก็ขายทิ้งในเวลาอันรวดเร็ว
กาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปช่วยเยียวยาบาดแผลใจของทั้งคู่ ตอนที่ลีหย่ากับสามี หรือแม้แต่ตอนที่เธอเลิกรากับ Peter Beard รักครั้งสุดท้ายของเธอ แจ็กกี้ก็ยืนเคียงข้างเธอเสมอ ยิ่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรยิ่งมีเรื่องน่าแปลกเกิดขึ้น รูปร่างหน้าตาของลีที่เคยต่างจากแจ็กกี้เอามากๆกลับค่อยๆละม้ายคล้ายพี่สาว ความเหมือนของทั้งคู่ถึงกับทำให้ลูกๆของแจ็กกี้ตกใจ คราวที่ลีวิ่งร้องไห้ฟูมฟายมาดูใจพี่สาวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง (แจ็กกี้จากไปตอนอายุ 64 ปี) สำหรับลีแล้วพี่สาวเธอจงใจแกล้งให้เธอชอกช้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย ลีไม่เอะใจเลยว่ายังมีเรื่องช้ำใจรอเธออยู่ แจ็กกี้ทิ้งมรดกไว้ทั้งหมด 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เธอมอบให้ลูกๆของลีคนละ 1 ล้านเหรียญ แต่ไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ลีเลย นอกจากข้อความที่เขียนไว้ว่า “สำหรับลี น้องสาวสุดที่รักของฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ เพราะตอนที่ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันได้ให้เธอไปหมดแล้ว” ให้หมดหรือเอาไปหมดกันแน่ สองสาวบ้านบูวิเออร์ที่รักกันสุดขั้วและเกลียดกันสุดโต่งจนวาระสุดท้าย
Share on facebook
Share on twitter
Share on email