fbpx

I

In the mag

หรือจุดจบของโลกกำลังใกล้เข้ามา !?! … จากมุมมองของตัวแม่สายพังก์ Vivienne Westwood

ดีไซเนอร์จอมประท้วงแห่งเกาะอังกฤษผู้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก

หรือจุดจบของโลกกำลังใกล้เข้ามา !?! … จากมุมมองของตัวแม่สายพังก์ Vivienne Westwood

ดีไซเนอร์จอมประท้วงแห่งเกาะอังกฤษผู้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก
บทความจาก ELLE France โดย Théodora Aspart, แปล: Rasita Nawan Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N. “แผนกอบกู้โลกของฉันมันง่ายมาก สิ่งสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด และจงจำสิ่งต่อไปนี้ให้ขึ้นใจ ‘โลกของเราเสื่อมถอยลงทุกวันเพราะระบบทุนนิยม’ ดังนั้นฉันจะขอเรียกชื่อมันใหม่ว่า ‘Rot Dollar’ ซึ่งเจ้าดอลลาร์เน่าเฟะนี้ก็คือทฤษฎีอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกต้องและพอเพียง เป็นระบบเศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริงและให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” นี่คือเนื้อหาสำคัญส่วนหนึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของ Dame Vivienne Westwood สำหรับเว็บไซต์ climaterevolution.co.uk และบนอินสตาแกรม
ในวัย 79 ปี ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษคนนี้ได้กลายเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เธอสนใจและพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของการเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภาวะโลกร้อน หรือแม้กระทั่งความล้มเหลวของการปกครองและระบบเศรษฐกิจ เธอวาดอนาคตไว้ตามอุดมคติที่ว่าต้องไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิ์ในการถือครอง ‘พิภพนี้’ (เธอให้คำจำกัดความคำๆนี้ในแบบฉบับของตัวเองว่าหมายถึงพื้นดิน มหาสมุทร อากาศ และแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต…) แต่ละคนทำได้แค่เช่าผืนแผ่นดินเท่าที่ตัวเองต้องการจากรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มีระบบจัดสรรปันส่วนเป็นอย่างดี โลกของเราจึงไม่ถือว่าเป็นของผู้อาศัยคนใดคนหนึ่ง ‘มิเช่นนั้นจะไม่ต่างอะไรไปจากระบอบคอมมิวนิสต์’ ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด โดยเราต้องใช้สอยทรัพยากรอย่างถูกวิธีและใช้มันอย่างยั่งยืนเพื่อคนรุ่นหลัง ไม่ใช่คิดถึงแต่การกอบโกยผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว สรุปง่ายๆก็คือ ‘One Wolrd Rent’ หรือระบบการหยิบยืมทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จำเป็นนี้จะสอดคล้องกับการฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศ ซึ่งฟังดูแล้วช่างเป็นอุดมการณ์ที่งดงามเสียจริง ติดอยู่อย่างเดียวก็ตรงที่หนทางสู่เป้าหมายของเธอไม่น่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ต่อให้เส้นทางที่ว่าจะเต็มไปด้วยขวากหนามเพียงใด ‘Dame Westwood’ ก็คงไม่มีทางย่อท้อต่ออุปสรรคแน่นอน โดยเหตุที่เราต้องเรียก ‘ดาม’ นำหน้าชื่อนั้นเป็นเพราะเธอได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 2006 (เป็นการประดับยศอีกครั้งหลังพิธีพระราชทานยศครั้งแรกที่พระราชวังบักกิ้งแฮมเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ในครั้งนั้นเธอสร้างความฮือฮาด้วยการเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถโดยไม่สวมกางเกงชั้นใน และสะบัดกระโปรงถ่ายภาพโชว์ให้เห็นถึง ‘ข้างใน’ จนกลายเป็นข่าวดัง)
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาวิเวียนปรากฏตัวบนอินสตาแกรมของทางแบรนด์เนื่องในโอกาส ‘Friday Speeches’ เพื่อตอกย้ำถึงสิ่งที่เธอปรารถนา วิเวียนยืนตระหง่านอยู่ในอ่างอาบน้ำ ห่อหุ้มร่างกายด้วยชุดที่ทำมาจากผืนผ้าย้อมสีคราม ซึ่งเป็นสีเดียวกับเศษผ้าจากเรือ ‘Rainbow Warrior’ ของที่ระลึกชิ้นหวงแหนที่ได้รับมาจากเพื่อนที่อยู่ในองค์การสาธารณประโยชน์ เรือของกลุ่ม Greenpeace ลำนี้ถูกวินาศกรรมโดยหน่วยสืบราชการลับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1985 เป็นเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเพื่อไม่ให้กลุ่มกรีนพีซเข้ามาขัดขวางการทดลองระเบิดนิวเคลียร์บนหมู่เกาะมูรูรัว วิเวียนออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้สักพักใหญ่ โดยการรณรงค์เรื่องนี้ได้กลายเป็นหัวข้อหลักของเธอไปแล้วเว้นเสียแต่ว่าเราจะชวนเธอมาเสวนาเรื่องอุตสาหกรรมแฟชั่นและวิธีลดการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติในกระบวนการผลิต เพราะสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ไว้คือ อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองก็เพียงแค่อุตสาหกรรมทางการเกษตร อีกทั้งยังถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 5 ของอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยเราสามารถคุยถึงเรื่องตัวเลขอันดับเหล่านี้กับเธอกันได้ยืดยาว อย่างเช่นสัดส่วนของเสื้อผ้ารีไซเคิลที่มีเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติที่เธอตระหนักและจำขึ้นใจ จริงอยู่แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นผลมาจากกลุ่มบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ มากกว่าบรรดาดีไซเนอร์แบรนด์อย่างแบรนด์ที่เธอดูแล แต่ก่อนที่จะไปสั่งสอนคนอื่นเธอได้ทำการบ้านกับแบรนด์ของตัวเองมาเป็นอย่างดี เริ่มจากทีมช่างของห้องเสื้อจะขึ้นแบบโดยพยายามให้เหลือเศษขยะน้อยที่สุด ออกแบบผลงานด้วยวิธีอัพไซเคิล ภายในพื้นที่ทำงานใช้แสงสว่างที่มาจากพลังงานหมุนเวียน ทีมงานจะเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติและปลอดสารเคมี ยกเลิกการใช้ขนสัตว์แท้และหนังสัตว์ชนิดพิเศษ ในส่วนของผ้าวิสโคสก็เลือกใช้เฉพาะที่มีฉลาก FSC (Forest Stewardship Council) ลดการใช้พลาสติกในแพ็กเกจจิ้ง สิ่งที่ทางแบรนด์จะเลี่ยงเลยก็คือโพลีเอสเตอร์ เส้นใยสังเคราะห์ที่เป็นผลผลิตจากปิโตรเลียม ดังนั้นในทุกขั้นตอนของการผลิตจึงแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ แม้กระทั่งกระบวนการชักใยไหมที่ต้องคอยระมัดระวังเพื่อไม่ทำร้ายตัวไหม และจะเลือกทำงานกับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของความหลากหลายทางเพศและเคารพความแตกต่างทางเชื้อชาติ
อันที่จริงแล้วดามวิเวียนเป็นดีไซเนอร์คนแรกๆที่ออกมาประกาศว่าจะลดปริมาณการผลิตลง โดยเธอจัดการกับไลน์เสื้อผ้าที่มีทั้งหมดเสียใหม่ (Red Label, Gold Label, Anglomania) บางไลน์ไปรวมกัน ส่วนบางไลน์ต้องยุติไปเพื่อจัดระบบสายการผลิตสินค้าใหม่ทั้งหมด ในวันนั้นเองก่อนที่แฟชั่นโชว์จะเริ่มขึ้น เราถามเธอว่า “เบื่อไหมที่ใครๆก็มองว่าคุณเป็นตำนานแห่งพังก์ เอะอะอะไรก็พูดถึงคุณเกี่ยวกับพังก์ พังก์ และ พังก์ … ทั้งๆที่ผลงานของคุณในตอนนี้มีอะไรให้พูดถึงมากกว่านั้น” เจ้าแม่สายพังก์รักษ์โลกก็ตอบกลับมาทันที “ก็ความพังก์มันคือตัวตนของฉัน” ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น เพราะคุยเรื่องอะไรก็ไม่สนุกเท่าวิธีแหกคอกและฉีกกฎเกณฑ์แบบเดิมๆทิ้งไป…จริงไหม?
หากเราจะลองถามคุณว่ารู้จักเมืองกลอสสอป ในมณฑลดาร์บีเชียร์หรือไม่?…กลอสสอปที่เป็นเมืองเล็กๆห่างจากแมนเชสเตอร์ไป 20 กว่ากิโลเมตรน่ะ รู้จักไหม?…ซึ่งว่ากันตามตรงแล้ว เราก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แต่โชคดีที่วันนี้เรามีระบบเครือข่ายที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตจึงได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือบ้านเกิดของ Vivienne Isabel Swire เมืองชนบทเล็กๆที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติเขียวขจี อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Peak District มีสุสานโบราณยุคสำริดอยู่ในบริเวณนั้น และหากเราพาย้อนกลับไปยังปี ค.ศ. 1941 ปีที่วิเวียนลืมตาดูโลกซึ่งดันมาตรงกับ ‘ช่วงเวลาที่เลวร้าย’ เพราะพ่อของเธอที่ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตเครื่องบินดันแต่งงานกับแม่ของเธอหลังสงครามโลกเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน เมื่อวิเวียนอายุได้ 17 ปี ครอบครัวของเธอได้ย้ายไปอยู่ในเมืองแฮร์โรว์ของเกรเทอร์ลอนดอน เธอเริ่มชีวิตทำงานด้วยการเป็นครูที่มักแต่งตัวไปสอนหนังสือด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ช่วงเวลาว่างก็ไปเปิดแผงขายของบนถนนพอร์โทเบลโล และด้วยการพูดการจาตามสไตล์แม่พิมพ์ของชาติที่เราเห็นในคลิป ‘Friday Speeches’ จึงทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่าเธอเคยเป็นครูมากว่า 10 ปี
วิเวียนกลายมาเป็น ‘Vivienne Westwood’ จากการใช้นามสกุลของสามีคนแรก ชีวิตสมรสของทั้งคู่จบลงในช่วงกลางยุค ’60s ก่อนที่เธอจะได้รู้จักกับ Malcolm McLaren ทั้งคู่ใช้อาคารเลขที่ 430 บนถนนคิงส์ เปิดร้านจำหน่ายสินค้าจำพวกแผ่นเสียง ของวินเทจ ไปจนถึงเสื้อผ้าที่ออกแบบเอง ส่วนชื่อของร้านจะถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามแนวสินค้าที่เอามาวางขาย เช่น ร้าน Let It Rock ในปี ค.ศ. 1971 ที่ขายสินค้าแนว ร็อกแอนด์โรล ให้กลิ่นอายแฟชั่นสไตล์ ‘จิ๊กโก๋’ และในปีถัดมาเมื่อมีสินค้าเอาใจสิงห์นักบิด ชื่อร้านก็ถูกเปลี่ยนเป็น Too Fast to Live, Too Young to Die จำหน่ายเสื้อยืดพิมพ์ลายรูปและข้อความแสบๆกวนๆ หยาบคาย และติดเรต ถึงขั้นถูกดำเนินคดีข้อหาอนาจาร แต่ดูเหมือนว่ากฎหมายไม่สามารถทำให้คู่รักสุดซ่าทั้งวิเวียนและมัลคอล์มเกรงกลัวแต่อย่างใด เพราะในปี ค.ศ. 1974 ทั้งคู่จัดหนักกว่าเดิมด้วยการเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น SEX เพื่อจำหน่ายไอเท็มเด็ดๆที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสาบของเรื่องกิจกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นภาพโป๊เปลือย และเครื่องแต่งกายที่ดูเป็นแนว SM (Sadomasochism) เมื่อได้ยินคำว่า ‘พังก์’ แล้วอาจทำให้นึกถึงการหลอมรวมระหว่างสไตล์ของคนห่ามและคนโกโรโกโส แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดคำๆนี้ แต่ที่แน่ๆคือเราจะลืมชื่อของ Malcolm McLaren ไปไม่ได้ เพราะเขาถือเป็นผู้นำของกระแส หลังจากที่ดูแลวง New York Dolls มัลคอล์มก็ได้กลายมาเป็นผู้จัดการวง ‘Sex Pistols’ และทำให้โด่งดังถึงขีดสุด โดยมีวิเวียนเป็นผู้ออกแบบและดูแลในส่วนของเครื่องแต่งกาย สไตล์ของสมาชิกในวงค่อยๆเปลี่ยนจากแนวเฟทิชกลายมาเป็นแนว ‘Do It Yourself’ ด้วยการตกแต่งเสื้อผ้าที่มีเข็มกลัดเป็นโมทีฟหลัก มีการสร้างลวดลายบนเสื้อผ้าด้วยมือ บรรดาสื่อให้ชื่อสไตล์การแต่งตัวแนวนี้ว่า ‘Punk Rock’ ซึ่งนั่นทำให้ ‘Sex Pistols’ ได้กลายเป็นผู้นำกระแสแฟชั่นแนวใหม่ และอยู่ในสถานะสไตล์ไอคอนแห่งยุค
ปี ค.ศ. 1981 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อในช่วงเวลานั้นวง ‘Sex Pistols’ ได้ยุติบทบาทของการเป็นกลุ่มศิลปินไปเป็นที่เรียบร้อย ส่วนกระแสพังก์ที่ออกตัวแรงและพร้อมที่จะแหกกฎเกณฑ์ต่างๆก็กลายเป็นแค่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในป๊อปคัลเจอร์ การแอนตี้กฎเกณฑ์ทั้งหลายได้กลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป ถึงแม้จะมีการปล่อยประเด็นร้อนให้เหล่าชาวพังก์ ‘สุดโต่ง’ ได้มีเรื่องออกมาป่วนเป็นครั้งเป็นคราวก็ตาม วิเวียนในวัย 40 ปีจึงถือโอกาสนี้ในการปลีกตัวออกมา และออกแบบเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นแรกของเธอเองในชื่อ ‘Pirate’ คู่กับการจัดแฟชั่นโชว์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดย ‘Pirate’ ได้กลายเป็นต้นแบบทางด้านสไตล์ของ Vivienne Westwood มาจนถึงปัจจุบัน เพราะวิเวียนยังอดไม่ได้ที่จะใส่ดีเอ็นเอของเธอลงไป นั่นจึงทำให้เรายังคงเห็นรายละเอียดสำคัญซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างการฉีกผ้าให้ขาดวิ่นมีกลิ่นอายความดิบบนชิ้นงาน
ที่ต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะมันแสดงให้เห็นว่าวิเวียนยังคงใช้เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ มีชิ้นที่สร้างภาพจำอย่างคอร์เซตและโครงคิโนไลน์สอดแทรกอยู่ในคอลเล็กชั่นเสมอ ชิ้นงานเหล่านี้ถือเป็นตัวกลางในการ ‘ส่งสาร’ โดยที่เธอนำลวดลายจากเครื่องแต่งกายของชาวพื้นเมืองมาพิมพ์บนเแจ็กเกตเพื่อเป็นการประจานชาวตะวันตกที่ไปรุกรานชาวพื้นเมืองในยุคล่าอาณานิคม นอกเหนือจากวีรกรรมสุดซ่าของเธอแล้วอีกสิ่งจากโชว์ Pirate ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นคือ การใช้เทคนิคการตัดเย็บตามแบบฉบับอังกฤษขนาดแท้ และยังใช้ผ้าที่มาจากสหราชอาณาจักรทั้งหมด อย่างผ้าลายตารางซึ่งกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ แม้วิเวียนนิยมการตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยเทคนิคแบบดั้งเดิมก็จริง แต่เธอก็ได้คิดค้นวิธีใหม่ๆควบคู่กันไป โดยหนึ่งในเทคนิคเด่นนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเรขาคณิต หลังจากตัดชิ้นผ้าแล้วเธอจะขึ้นแบบบนตัวนางแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งเสื้อผ้าที่ดูฟรีฟอร์มไม่ยึดติดกับรูปทรงใดๆและมีความอสมมาตรตามสไตล์ ปีค.ศ. 1981 ยังเป็นปีเดียวกับที่ร้านของเธอบนถนนคิงส์เปลี่ยนชื่อเป็น Worlds End และเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน…เราจะเจอกับสินค้าประเภทไหนบ้างน่ะหรือ? ก็สินค้าจำพวกที่ทำขึ้นจากเศษผ้าเหลือใช้ เสื้อยืดพิมพ์ลายข้อความเสียดสีการเมือง และชิ้นไอคอนิกของแบรนด์ที่ถูกปรับราคาลงมา เพราะถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ต้องถลุงเงินไปกับการประชาสัมพันธ์ อีกทั้งบนเว็บไซต์ของร้านยังมีวิธีการสอนจับเดรปเสื้อเชิ้ตสไตล์ Vivienne Westwood สอดคล้องกับสโลแกนที่วิเวียนมักย้ำนักย้ำหนาว่า ‘ซื้อให้น้อย คิดให้เยอะ และใช้ให้คุ้ม’ ก่อนทิ้งท้ายเรื่องราวของ ‘พังก์ตัวแม่’ คนนี้ เราก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงคนรักของเธอ เพราะหลังจากชีวิตคู่กับมัลคอล์มปิดฉากลง ผู้เข้ามาดูแลหัวใจคนใหม่ก็มีบทบาทสำคัญต่อโลกแฟชั่นของเธอไม่แพ้กัน ชายหนุ่มผู้นี้คือ Andreas Kronthaler ทั้งคู่เจอกันที่โรงเรียนสอนศิลปะในกรุงเวียนนา ในตอนนั้นแอนเดีร์ยสเป็นเพียงนักศึกษา ส่วนวิเวียนอยู่ในสถานะของอาจารย์ เขาเริ่มจากการเป็นผู้ร่วมงานก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่ชีวิตจนถึงปัจจุบัน และโชว์ของวิเวียนในกรุงปารีสช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็อยู่ภายใต้ชื่อ Andreas Kronthaler for Vivienne Westwood มีแอนเดีร์ยสรับหน้าที่เป็นผู้รักษา ‘จิตวิญญาณ’ ของวิเวียน ทำให้เธอมีเวลาไปกอบกู้โลกและทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมตามอุดมการณ์ ครั้งที่เราสัมภาษณ์แอนเดีร์ยสทางออนไลน์อันสืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 เราถามว่าภรรยาของเขาได้สร้างอะไรให้เป็นที่จดจำในโลกแฟชั่น เขาตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากคอร์เซตที่เธอคิดค้นขึ้นใหม่ยังไงล่ะ วิเวียนได้พาเครื่องแต่งกายจากศตวรรษที่ 18 ชิ้นนี้ข้ามกาลเวลามาอยู่ในศตวรรษที่ 21 โดยทำให้ดูร่วมสมัยและใส่ได้ง่ายด้วยการใช้ผ้ายืดและซิปเป็นส่วนประกอบ ทำให้การใส่คอร์เซตไม่สร้างความอึดอัดอีกต่อไป และยังใส่เป็นชุดประจำวันได้อีกด้วย  มีการเปลี่ยนสี ลาย แถมยังผลิตออกมาได้อย่างต่อเนื่อง” วิเวียนรีบเสริมทันที “ที่เขาพูดอย่างนี้ก็เพราะเราเล่นสนุกกับคอร์เซตได้หลายวิธี แล้วไม่ว่าจะนำผ้ามาตกแต่งเพิ่มขนาดไหน ชุดที่ออกมาก็ยังให้ความรู้สึกบางเบาและดูไม่อึดอัด”
เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ววิเวียนได้ไปบรรยายที่ห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางกรุงปารีส Galeries Lafayette เราที่เข้าร่วมฟังบรรยายยังต้องทึ่งไปกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะเนื้อหาการบรรยายนั้นช่างสวนทางกับสถานที่จัดงานซึ่งเปรียบได้กับ ‘สวรรค์ของนักช็อป’ วิเวียนเริ่มการบรรยายด้วยหัวข้อทฤษฎี ‘Rot Dollar’ ที่ว่าด้วยเรื่องของการแอนตี้ระบบทุนนิยม ต่อด้วยหัวข้อ ‘One World Rent’ หรือการปันทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จำเป็น ก่อนโยงไปหัวข้อการเมืองและระบอบประชาธิปไตยที่ถูกคุกคาม และค่อยๆวกกลับมาเรื่องของแฟชั่น วิเวียนยังเล่าด้วยความภูมิใจว่า ในเดือนกันยายนนั้นไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยสักชิ้น เธออธิบายต่อว่าในแต่ละครั้งเราต้องใช้น้ำในการผลิตกางเกงยีนส์และเสื้อยืดมากพอๆกับปริมาณน้ำที่คนคนหนึ่งจะใช้ดื่มเป็นเวลา 13 ปี และนับตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไปเธอจะลดปริมาณการผลิตสินค้าของแบรนด์ลงครึ่งหนึ่ง ในค่ำคืนนั้นดีไซเนอร์มากความสามารถผู้พ่วงด้วยตำแหน่งนักอนุรักษนิยมได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ที่ฉันยังยืนหยัดอยู่ในวงการแฟชั่นนั่นเป็นเพราะอยากจะเป็นต้นแบบให้แบรนด์อื่นๆทำตาม เอาจริงๆนะ บางทีก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน เมื่อคืนก่อนก็ยังถามตัวเองอยู่เลยว่าทำไมไม่พัก จะมาทนเหนื่อยอยู่เพื่ออะไร แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะ ก็ฉันเกิดมาเพื่อเป็นนักเคลื่อนไหวนี่นา นั่นหมายความว่าฉันเป็นคนที่ทนเห็นความลำบากของคนอื่นไม่ได้ คนแบบฉันเกิดมาเพื่อต่อสู้ สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง และถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นนักสู้แล้วเราก็จะเป็นไปจนตาย” เราถามวิเวียนต่ออีกว่าหากมองจากสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน เธอเชื่อว่ายังมีความหวังที่คนรุ่นหลังจะมีอนาคตที่งดงามได้หรือไม่ ราชินีของชาวพังก์คนนี้ตอบกลับมาว่า “มีสิ! เรายังมีความหวังอยู่ แต่เราทุกคนต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เริ่มจากจำกัดการใช้สอย ใช้เท่าที่จำเป็น เลือกที่คุณภาพ อย่าเน้นที่ปริมาณ เราต้องปฏิรูประบบเสียใหม่ เพื่อให้สังคมเปลี่ยนตาม แต่เราเหลือเวลาไม่มากแล้วนะ ฉันให้เต็มที่เลย…อีกเพียง 5 ปี”

RELATED STORY

aokbab-cover-chanel
"เราได้รับความรัก ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เติบโตไปกับอาชีพนี้"
Baifern-Pimchanok-ELLE-Thailand
หนึ่งในการบ้านที่เฟิร์นต้องทำคือพัฒนาตัวละคร เราเลยต้องสร้างความสัมพันธ์กับตัวละครที่เราจะเป็นด้วย

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.