Ellemen

‘เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์’ กับเส้นทางสายอาชีพนักแสดงที่เขาคนนี้ภูมิใจ

เป็นอีกหนึ่งคนที่ค้นพบอาชีพที่ตัวเองรักและชอบ
Share on facebook
Share on twitter

Ellemen

Share on facebook
Share on twitter

‘เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์’ กับเส้นทางสายอาชีพนักแสดงที่เขาคนนี้ภูมิใจ

เป็นอีกหนึ่งคนที่ค้นพบอาชีพที่ตัวเองรักและชอบ

‘เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์’ รับรู้มาโดยตลอดว่าในวันใดวันหนึ่ง เขาต้องเป็นนักธุรกิจดูแลกิจการครอบครัว หากระหว่างทางเขาไม่เคยดูเบา ซ้ำออกจะภูมิใจมากกับสิ่งที่เลือกเองอย่างอาชีพนักแสดง 

ELLE MEN : ที่บ้านมีธุรกิจอยู่ เรียนจบไฟแนนซ์มา แต่เดินเข้า วงการบันเทิงเฉยเลย 

JES : ผมเริ่มทำงานในวงการตั้งแต่ ม.ปลาย พอได้ลองก็อยากทำจริงจัง เพราะที่บ้านผมสอนมาว่าอย่าทำอะไรเล่นๆ เลยคาดหวัง กับอาชีพนี้พอสมควร ก่อนหน้านี้ผมดูละครบ้าง แต่ไม่อิน ต้องบอกก่อนว่าตัวผมต้องทำอะไรที่ชอบ ไม่ชอบไม่ทำแต่ผม ก็ไม่ชอบที่ตัวเองทำไม่ได้ ทีนี้ตอนลองทำงานแสดง ผมทำได้ดี แต่พอตั้งใจจะทำจริงจังดันทำไม่ได้ดี 

ELLE MEN : เจอตอตรงไหน 

JES : ถ้าให้วิเคราะห์ คือผมเป็นคนทำอะไรก็ทำได้ดีมาตั้งแต่เด็ก เราเลยไม่ได้เข้าใจว่ามันมีความคิดแบบอื่นอยู่ในโลกนี้ด้วย เราเลย คิดว่าเราคิดถูกเสมอ ไม่ได้เข้าใจตัวละครว่าเขาทำแบบนั้นทำไม มีเหตุผลของการกระทำอย่างไร เราก็เลยแสดงได้ในแบบที่ตัวเอง เข้าใจว่าแบบนี้ถูก เราจะเล่นได้แค่ตัวละครที่มีความเข้าใจตรงกับเรา ถ้าไม่ตรง เราจะไปปรับให้ตัวละครคิดแบบเรา เหมือนเราเป็นตัวเอง ไปทุกเรื่อง ผมเลยแสดงไม่ได้ พอทำไม่ได้ ก็อัดอั้นมากครับ เป็นสิ่งแรกที่เราพบว่าทำได้ด้อยกว่าคนอื่น แต่ผมเอาตัวรอดเก่ง จะพยายามหาช่องทาง ให้รอดพ้นไปได้ แต่ลึกๆ รู้ว่ามันกลวง 

ผู้ใหญ่สอนหลายอย่างครับ โดนเรียกเข้า ห้องเย็นทุกเดือน ปัจจุบันก็ยังเข้าอยู่ มีทั้ง ส่งไปเรียนด้วย แต่สุดท้ายแล้ว ผมว่าการจะ เป็นนักแสดงเราต้องหาวิธีพัฒนาตัวเองที่ เหมาะกับตัวเอง ไม่ใช่ว่าคนนี้อยากเป็น นักแสดงก็ส่งไปเรียนการแสดง ไปดูหนัง เยอะๆ ไปทำความเข้าใจบท แล้วจะเป็น นักแสดงที่ดีได้ทุกคน มันเป็นเรื่องปัจเจก ของแต่ละคน มันเป็นอาชีพที่ทำศิลปะ น่ะครับ วิธีที่ใช่สำหรับผมคือยอมรับตัวเองก่อนว่า สิ่งที่เราคิดก็ไม่ได้ผิด แต่มันมีวิธีคิดแบบอื่นด้วย ไม่ใช่ว่าสิ่ง ที่เราคิดว่าถูก แล้วไปชี้นิ้วใส่คนอื่นว่าเขาคิดผิด ทำไมไม่คิด อย่างเรา เมื่อก่อนเป็นแบบนั้น เราไม่รู้ตัวด้วยเพราะเราก็ทำได้มาตลอด 

ELLE MEN : อะไรที่ทำให้เรายืนระยะทำอาชีพหนึ่งได้นานพอ ที่เราจะล้มเหลว เรียนรู้และพัฒนา 

JES : อย่างหนึ่งก็เพราะคนรอบข้าง ผู้จัดการ ผู้ใหญ่ ครอบครัว ในวันที่เรายังไม่เก่งต้องมีคนคอยให้กำลังใจ แล้วเราก็ต้องรักและ เห็นประโยชน์ของอาชีพนี้ที่ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น ไม่ด่วน ตัดสินใคร 

ELLE MEN : ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ ธุรกิจที่บ้านก็ไม่เคยเข้าไป ยุ่งเกี่ยวเลยหรือ 

JES : ไม่เลยครับ สมมติถ้าพ่อบอกว่าพรุ่งนี้มีประชุมบริษัทนะ ‘ไม่ได้ ป๊า ผมติดถ่ายละครหรือกองละครมาขอคิว‘ไม่ได้ ผมติด ประชุมงานที่บ้าน’ ผมว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนต้องมา เข้าใจเรา แค่ เพราะเราอยากจะสนองอั ตตาตั วเอง อยากจะได้งาน อยากได้เงิน อยากพิสูจน์ตัวเองว่าทำได้ ซึ่งมันไม่จำเป็น ผมเคยผ่านจุดรุงรังชีวิตแบบนี้ ตอนเรียนปริญญาโท มีคนถามด้วยซ้ำว่าเป็น ดาราจะเรียนไปทำไม มีคนต้องมาเข้าใจเรา เยอะมาก ทั้งอาจารย์ ทั้งกองถ่าย สุดท้ายแล้ว เราได้คนเดียวไงครับ 

ELLE MEN : ถ้าไม่มีอาชีพนักแสดงในโลกแล้ว จะไปทำอะไร 

JES : (คิดนาน) คงทำงานที่บ้าน เป็นแพลนบี เหมือนเป็นเรื่องที่ รู้ว่าเราต้องรับผิดชอบ ไม่ทำไม่ได้ สุดท้ายต้องทำเราต้องเป็นคน ดูแลต่อจากพ่อแม่ ธุรกิจครอบครัวเราเป็นกงสี อาชีพนักแสดง ก็ไม่น่าจะทำควบคู่ไปได้ คงเฟดจากงานในวงการไป

ELLE MEN : การมีชีวิตอยู่โดยรู้ว่ามีเส้นทางที่ขีดไว้ให้เราเดิน อยู่แล้ว มันให้ความรู้สึกอย่างไร 

JES : ผมว่า…ปลอดภัย ไม่มีใครจ้ำจี้จ้ำไชว่าต้องทำอะไรตอนไหน พ่อผมไม่เคยบอกสักคำเลยว่าเดี๋ยวต้องมาทำตลาดนะ (ครอบครัว เจษทำตลาดรังสิต) ตอนเป็นนักแสดงเรารู้ว่ามีละครกี่เรื่องที่ต้อง ถ่าย และมันจะเปิดกล้องแน่นอน แต่เราเข้าใจเลยกับคนที่ไม่รู้ว่า จะเจออะไรในวันข้างหน้า อย่างคนทำร้านอาหารที่ไม่รู้ว่าจะปิด จะเปิดวันไหน เราเห็นใจพวกเขามากกว่า 

ELLE MEN : มีหลายคนที่ต้องเปลี่ยนอาชีพปุบปับ ซึ่งหลายคน ก็เปลี่ยนแล้วไปต่อยาก 

JES : ก็มันไม่ได้ง่ายนี่ครับ มันเป็นแค่คำพูดสวยหรูที่ทำยากมาก เรานับถือคนที่พยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง มันคือการพยายาม เอาตัวรอด การนับหนึ่งใหม่ยากเสมอ และไม่มีใครอยากนับหนึ่ง ใหม่หรอก เรานับมาถึง 10 ถึง 100 แล้ว 

เรื่อง : Supakdipa Poolsap 

Share on facebook
Share on twitter
Share on email