Beauty

‘ผิวแตกลาย’ แก้ได้ไหม? ไขกระจ่างทุกข้อสงสัยจากปากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

สกินแคร์ลดรอยแตกลายช่วยได้จริงหรือต้องพึ่งเทคโนโลยีกันนะ
Share on facebook
Share on twitter

Beauty

Share on facebook
Share on twitter

‘ผิวแตกลาย’ แก้ได้ไหม? ไขกระจ่างทุกข้อสงสัยจากปากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

สกินแคร์ลดรอยแตกลายช่วยได้จริงหรือต้องพึ่งเทคโนโลยีกันนะ

All you need to know about ‘Stretch Marks’

“ผิวแตกลาย” ถือเป็นหนึ่งในความกังวลเรื่องผิวอันดับต้นๆ สำหรับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่หลังคลอดหรือใครที่น้ำหนักขึ้น-ลงไวเกินไป ซึ่งเราเชื่อว่าสาวแอลหลายคนอาจต้องเคยหาสารพันวิธีในการกำจัดรอย ไม่ว่าจะด้วยสกินแคร์หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้วนเห็นผลบ้างไม่เห็นบ้าง จนอาจเกิดเป็นคำถามในใจว่า รอยแตกลาย สามารถรักษาให้หายได้จริงๆ หรือไม่
งานนี้เราเลยแวะพูดคุย ล้วงลึกคำตอบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยตรง นายแพทย์กมล ศรีจันทึก – นรีแพทย์ จาก “โรงพยาบาลวรรณสิริ” (WANSIRI AESTHETIC HOSPITAL) โรงพยาบาลความงามครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำทีมโดย นายแพทย์ศรัณย์ วรรณจำรัส กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ที่รวบรวมบริการด้านความงามครบวงจรไว้ให้ครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาผิวหน้า-การปรับรูปหน้า, การปรับรูปร่าง-กระชับหุ่น-ดูดไขมัน, การศัลยกรรมทรวงอก, นรีเวช-ฮอร์โมน และจุดซ่อนเร้น, บริการดูแลสุขภาพองค์รวม และเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ดูแลได้ถึงระดับเซลล์ ไปจนถึงการผ่าตัดแปลงเพศ (Transgender) โดยจะเปิดพร้อมให้บริการในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้
ELLE: เรามักได้ยินคนพูดอยู่บ่อยๆ แม้กระทั่งแพทย์บางท่านเองก็เคยบอกว่า ผิวที่เป็นรอยแตกแล้วให้ทำใจ ไม่มีทางรักษาหาย ประเด็นนี้จริงไหม?
Dr.Kamol:
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะเป็นแบบนั้น แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว เรามีเทคโนโลยีอย่างเลเซอร์ที่ชื่อว่า CO2 Laser ของแบรนด์ Alma จากประเทศเยอรมนี”

ELLE: หลักการทำงานของ CO2 Laser เป็นอย่างไร?
Dr.Kamol: “เลเซอร์ตัวนี้ หลักการคือการทำให้สีผิวจางลง โดยจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวพร้อมผลัดเซลล์ผิว เกิดการสร้างผิวใหม่ ทำให้รอยแตกลายดูจางและแคบลง ผิวมีความเรียบเนียนขึ้น และยังทำให้สีผิวที่แตกลายนั้นกลับมาใกล้เคียงกับสีผิวบริเวณข้างเคียง สามารถทำที่หน้าท้อง ต้นขา และใบหน้าได้ด้วย โดยก่อนทำจะต้องทายาชาก่อน 40 นาที จากนั้นเช็ดยาชาออก แล้วใช้เลเซอร์มาสแตมป์เป็นจุดๆ หลังทำจะเป็นรอยจุด รอยแดงของพลังงานเลเซอร์อยู่ ซึ่งมันจะหายไปเองในเวลาหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นสักหนึ่งเดือน หมอก็จะนัดมาดูผลว่าเป็นอย่างไร”
ELLE: เท่ากับว่าทำเลเซอร์เดือนละครั้งก็เพียงพอ?
Dr.Kamol: “ใช่ครับ เดือนละครั้ง หมอแนะนำว่าอย่างน้อย 3 ครั้ง อย่างการทำครั้งแรก รอยอาจจะยังไม่จางไปหมดเสียทีเดียว แต่เราพบว่าหลังจากทำเลเซอร์ครบ 3 ครั้งแล้ว รอยแตกนั้นดูลดลงไป 60-70% ทั้งนี้รอยแตกลายของคนไข้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เข้มอ่อนต่างกัน อาจต้องมีการเพิ่มจำนวนครั้งตามเคส” ELLE: เห็นว่ารอยแตกลายเองก็มีหลายแบบทั้งที่เป็นสีแดง ขาว กว้าง เลเซอร์ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์รอยเหล่านี้หมดเลยไหม?
Dr.Kamol: “เราพบว่ารอยแตกลายชนิดแดงที่เจอได้ในผู้หญิง 6 เดือนหลังคลอด จะตอบสนองได้ดีกว่ารอยแตกขาว ส่วนรอยแตกที่กว้างและลึกก็อาจจะต้องอาศัยเลเซอร์มากกว่า 3 ครั้ง แต่โดยทั่วไปเราจะประเมินโดย 3 ครั้งก่อน”
ELLE: นอกเหนือจากคนท้องแล้ว กรณีที่น้ำหนักลดลงไว มีส่วนทำให้เกิดรอยแตกลายด้วยหรือไม่?
Dr.Kamol: “มีส่วนครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักไวเกินไป รอยแตกสามารถเกิดได้หมด”
ELLE: ถ้าในกรณีที่ไม่พึ่งเลเซอร์เลย คุณหมอมีวิธีการดูแลผิวแตกลายแบบไหนแนะนำบ้าง?
Dr.Kamol:
“โดยทั่วไปก็คือ ตอนท้องจะต้องทาพวกมอยส์เจอไรเซอร์ที่หน้าท้อง เช้า-เย็น แบรนด์อะไรก็ได้” 
ELLE: จำเป็นจะต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์เฉพาะเจาะจงสำหรับคนท้องหรือผิวแตกลายรึเปล่า?
Dr.Kamol:
“มันจะมีกลุ่มที่เป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะ แต่เราพบว่าผลลัพธ์นั้นไม่ค่อยต่าง ประเด็นก็คือทำให้ผิวชื้น พอผิวชุ่มชื้นมันก็จะยืดหยุ่นได้ เพราะถ้าผิวแห้ง ผิวที่ถูกยืดหลังคลอดลูกมันก็จะแตก แต่ถ้าผิวยืดหยุ่น เวลาคลอดลูกผิวก็จะยังเกาะกันได้ดี ผิวหนังก็จะยังตึงอยู่”
ELLE: สรุปว่า ไม่จำเป็นจะต้องเจาะจงใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอแค่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์มีความชุ่มชื้นก็เพียงพอ?

Dr.Kamol: ใช่ครับ
ELLE: นอกเหนือจากทาครีมบำรุงแล้ว ยังมีอย่างอื่นที่เราควรดูแลควบคู่ไปด้วยไหม สำหรับคนที่ประสบปัญหาผิวแตกลายไปแล้ว
Dr.Kamol: “มันไม่หายเองครับ เวลาผ่านไปมันอาจจะจางลงได้ แต่ก็ยังมองเห็น”
ELLE: ยกตัวอย่างกรณีเคสที่ผิวแตกเป็นสีขาวเป็นระยะเวลานานนับสิบปี ยังมีทางที่ช่วยรักษาให้รอยดูจางลงหรือไม่?
Dr.Kamol: “ถ้าด้วยเลเซอร์ก็สามารถจางลงได้สัก 60% เป็นอย่างน้อย เช่น จากเดิมสองฟุตมองเห็นรอย แต่หลังจากทำต้องเพ่งนานหน่อยถึงจะเห็น ทำให้มองเห็นรอยไม่ได้ชัดเท่าเดิม”
ELLE: เท่ากับว่า ต่อให้ทำเลเซอร์​ รอยแตกก็จะยังไม่หายไป 100%?
Dr.Kamol: “เท่าที่ผมดูผลมา มันก็ยังไม่เป็นร้อย จริงๆ แล้วเนี่ยทั้งหมอและคนไข้อยากได้ 100% แต่เราจะต้องอยู่กับความจริงอยู่ด้วย โดยทั่วไปความสวยงามสำหรับผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารอยสามารถลดจางลงไปได้ 2 ใน 3 ผมว่าก็น่าจะเป็นที่น่าพอใจ”
ELLE: ความรู้สึกตอนทำเลเซอร์เจ็บไหม?
Dr.Kamol: “ปกติจะมีการทายาชา ความรู้สึกจะอุ่นๆ ไม่ถึงมดกัด”
ELLE: เจ็บเหมือนตอนทำเลเซอร์กำจัดขนรึเปล่า?
Dr.Kamol: “อันนี้เจ็บน้อยกว่า ไม่ถึงขนาดนั้น”
ELLE: มีเรื่องไหนที่คนไข้ต้องคำนึงก่อนเข้ารับบริการเลเซอร์บ้าง?
Dr.Kamol: “สำหรับคุณแม่หลังคลอดภายใน 6 เดือนแรก การทำเลเซอร์จะได้ผลได้ดีกว่า เพราะถ้าเลย 6 เดือนไปแล้ว รอยแตกจากสีชมพูมันจะกลายเป็นสีขาว อันนั้นจะรักษาได้ยากกว่า” 
ELLE: หลังจากรับบริการเลเซอร์แล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
Dr.Kamol: หลังทำภายใน 24 ชั่วโมง อาจรู้สึกแสบร้อน และจะตกสะเก็ดภายใน 5-7 วัน ช่วงที่ผิวตกสะเก็ดควรหมั่นทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

Beautiful Flaws

แม้จะมีนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ความงามที่ถูกปล่อยออกมาอย่างมากมายในท้องตลาด แต่ในท้ายที่สุด เราอยากจะฝากสาวแอลทุกคนไว้ว่า “รอยแตกลาย” ถือเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือผิดอะไรถ้าคุณเลือกที่จะยอมรับในตัวตนของตัวเอง และปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ อย่าให้ค่านิยมความงามแบบเพอร์เฟ็กต์ หล่อหลอมให้คุณต้องปิดกั้นอิสระในการแต่งตัว ตีกรอบจนตัวเองไม่มีความสุขเพื่อให้ใครยอมรับ
เช่นเดียวกัน หากคุณเลือกที่จะลดเลือนมันเพื่อความสุขส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะสุดท้ายแล้ว.. นิยามของ ‘ความสวย’ คือ สิ่งที่คุณสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง
Cover Photo Courtesy: sarashakeel, khloekardashian, emrata, scientwehst, iamhalsey


Share on facebook
Share on twitter
Share on email