Ellemen

‘อาร์ม-วีรยุทธ จันทร์สุข’ ทลายกำแพงเพื่อค้นหาตัวตนตลอด 15 ปีในการทำงาน

การได้ลงมือทำอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาคนนี้
Share on facebook
Share on twitter

Ellemen

Share on facebook
Share on twitter

‘อาร์ม-วีรยุทธ จันทร์สุข’ ทลายกำแพงเพื่อค้นหาตัวตนตลอด 15 ปีในการทำงาน

การได้ลงมือทำอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาคนนี้

เมื่อทลายกำแพงที่ชื่อความกลัวออกมาได้ ‘อาร์ม-วีรยุทธ จันทร์สุข’ พบว่าตนเองเป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งนักร้อง นักธุรกิจ นักแสดง พิธีกร สไตลิสต์ ฯลฯ เพราะ 15 ปีในการทำงานบอกอาร์มว่า กราฟชีวิตมีขึ้น-ลง-เสมอตัวนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเจอ 

ELLE MEN : คุณทำงานมาตั้งแต่อายุ 15 อาชีพของคนวัยนั้น เริ่มต้นมาอย่างไร?

ARM : ตอนเด็กๆ อยากเป็นดารา แต่ไม่กล้าบอกใคร กลัวโดน คนบอกว่า ‘โอ๊ย ทำไม่ได้หรอก’ ฉะนั้นเวลามีอะไรที่อยากทำปุ๊บ เราจะเก็บไว้ในใจ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนอยากไปประกวดร้องเพลง แล้วมาชวนผมไปเป็นเพื่อน แล้วเราดันเข้ารอบ เพื่อนตกรอบ จุดนั้นเรารู้สึกเลยว่าถ้าเราตั้งใจทำจริงๆ เราก็ทำได้นี่นา หลังจากนั้น ก็ได้เข้าอาร์เอส บ้านผมอยู่นครปฐม ตอนนั้นผมเรียน ม.6 เลิกเรียนแล้วต้องรีบไปขึ้นรถตู้มาลงอนุสาวรีย์ ต่อรถเมล์สายแปด ไปลาดพร้าว 15 ฝึกสองชั่วโมงแล้วกลับบ้าน จากอาร์เอสไป นครปฐม ทำอย่างนี้อยู่หนึ่งปีถึงได้เดบิวต์กับวง Rookie BB 

ELLE MEN : ตอนได้เดบิวต์รู้สึกว่าคุ้มเหนื่อยไหม?

ARM : ตอนเด็กๆ ไม่รู้สึกว่าเหนื่อยหรอก เราคิดว่าการได้เข้า อาร์เอสเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากในตอนนั้น มีความตื่นเต้น มีความ กระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำเรามาอยู่ในจุดๆ นี้ ได้พูดคุยกับคนนั้น คนนี้ เจอดารา เลยไม่รู้สึกว่าเหนื่อยอะไรเลย แต่พอโตขึ้น โห ทำไปได้ไง นั่งรถตู้รถเมล์เทียวไปเทียวมา ถ้าตอนนี้ ให้ทำทั้งหมดที่เคยทำมา เราไม่มีแรงทำแล้วนะ แพสชั่นถึงได้สำคัญไงครับ สิ่งที่เราฝันไว้มากๆ มันช่วยให้เราไปต่อได้ ถ้าเกิดเราเลิก หยุดทำไป เสียก่อน ก็มาไม่ถึงจุดนี้ การที่ผมจะออกไปประกวดร้องเพลง หรือ ทำตามฝัน ที่บ้านแค่ไม่ห้าม แต่ก็ไม่ได้สนับสนุน เขาแค่มองว่าถ้าเราอยากทำอะไรก็ไปทำด้วย ตัวเอง แค่เขาไม่ขวางทางเดินของเราก็ดีแล้ว ที่บ้านผมจะเป็นแบบนี้ ผมเห็นแม่ทำงาน หนักมาก เลี้ยงลูกสามคน เขาอดทนต่อสู้ เพื่อดูแลเรา เราก็ต้องอดทนต่อสู้เพื่อดูแล ตัวเองเพื่อที่วันหนึ่งเราจะกลับไปดูแลเขา

ELLE MEN : และถ้าไม่มีรถตู้ก็ไม่มีอาร์มในวันนี้ 

ARM : ใช่ (หัวเราะ) แล้วตอนเดบิวต์เป็นช่วงรอยต่อจะเข้า มหาวิทยาลัยพอดี ผมสอบตรงเข้า มศว. แทนที่จะสบายขึ้น ปีหนึ่งดันต้องไปเรียนที่นครนายก ตอนออกซิงเกิ้ลใหม่ต้อง ทำงานเกือบทุกวัน เดินสายโปรโมตออกต่างจังหวัด แล้วกลับไป นอนหอ แต่ไม่รู้สึกว่าเหนื่อย เพราะสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่า 

ELLE MEN : 15 ปีที่ทำงานมา กราฟชีวิตหน้าตาเป็นแบบไหน? 

ARM : ผมอยู่อาร์เอสห้าปี แล้ววงไปต่อไม่ได้ ก็ตัดสินใจยุบวง ตอนนั้นผมทำธุรกิจขายครีมไปด้วย รายได้ทั้งชีวิตที่ทำงานในวงการบันเทิงมาเท่ากับผมขายครีมปีเดียว ช่วงที่วงจะไม่ได้ทำต่อ อยู่ในช่วงที่ธุรกิจผมกำลังบูม ผมเลยเฟดจากหน้าจอไปทำธุรกิจ ตอนนั้นเชิดมากนะ (หัวเราะ) ครีมผมดังในโซเชียลดังมาก ผมทำธุรกิจ และเป็นฟรีแลนซ์ประมาณสองปี ก็มาเข้า GMMTV กราฟผมเลยไม่มีจุดขึ้นสุด หรือลงสุด มันเลื้อยไปเลื้อยมาอยู่ ตรงกลาง สำหรับผมก็แฮปปี้นะ เราอยู่มานาน 15 ปี เห็นคนเกิด คนดับอยู่เรื่อยๆ แต่เราก็เก้าชีวิตประมาณหนึ่ง อยู่มาเรื่อยๆ ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง แต่ก็ไม่ได้หายไปจากหน้าจอ เราพยายาม เอาโอกาสที่ได้มาต่อยอดไปเรื่อยๆ 

ELLE MEN : ทำงานหลายอย่างพร้อมกันมาตลอดชีวิต อะไรคือ แรงผลักดันให้ไม่เคยหยุดนิ่ง 

ARM : ถ้าโฟกัสว่าจะได้เงินจากการเป็นดารา จากการเล่นละคร อย่างเดียว ผมอยู่ไม่ได้ อย่างช่วงที่ทำธุรกิจ บูมมาก ผมซื้อรถสปอร์ตเงินสดตั้งแต่อยู่ ปีสอง คนเรียกเรา ‘เสี่ยอาร์มๆ’ พอช่วงที่ ทุกอย่างเริ่มซา เราก็ยังมีรถ มีบ้านอยู่ ยังใช้ชีวิต ต่อไปได้ แต่เราไม่มีรายได้เท่าเมื่อก่อนแล้ว ผมเลยทำทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เป็นนักแสดง เป็นพิธีกร ทำรายการอาร์มแชร์กับ GMMTV แล้วก็ทำรายการอาร์มโชว์ของตัวเองใน YouTube เน้น Performance ที่มีโปรดักชั่นจริงจัง ถ่ายเป็นเอ็มวีเลย

ELLE MEN : จากที่ทำมาหลายอาชีพ จุดไหนที่เราตัดสินใจว่าต้องวางงานนี้แล้วไปทำงานอื่นเสียที 

ARM : หมดแพสชั่น ทำแล้วเหนื่อย ปัญหาเยอะก็ไม่ทำธุรกิจครีม ที่เลิกทำไปตอนนั้นกราฟยังสูงอยู่ ถ้าทำต่อยังไปได้อีกเยอะ ที่บ้านผมยังงงเลยว่าทำไมผมยอมขายหุ้นทิ้ง แต่ลึกๆ แล้วสำหรับผม ศักดิ์ศรีและการตัดสินใจของตัวเองสำคัญที่สุด ก็คิดหนักอยู่ ประมาณหนึ่ง ถ้าเราเลิกหลังจากนี้จะไม่ได้ก้อนใหญ่แบบนี้แล้ว แต่ผมก็เลิก ถ้าทำต่อผมคงเป็นโรคประสาท 

ELLE MEN : ถ้าอาชีพที่ทำอยู่หายไป คุณจะไปทำอะไร?

ARM : อยากทำสวน ขายต้นไม้ นี่พูดจริงๆ รู้สึกว่าเป็นพรสวรรค์ คนอื่นเลี้ยงสองวันตายหมด ทำไมเราเลี้ยงแล้วรอด แสดงว่าเรามี ความใส่ใจต้นไม้ประมาณหนึ่ง (นิ่งคิด) ตอนเด็กๆ ผมฝันว่าอยาก เป็นนักแสดง เป็นดารา พอมาถึงจุดที่เราทำได้แล้ว เราทะลุ เป้าหมายของตัวเองแล้ว สิ่งที่เราจะทำต่อไปเรื่อยๆ ก็คือ อาจจะเป็นผู้กำกับ หรือทำเบื้องหลัง เป็นนักเขียนบท หรือจัดไฟ ก็ได้ ผมไม่เกี่ยงงานเลย อยากทำอะไรที่ไม่ทำให้ความสามารถเราหยุดอยู่แค่นี้

เรื่อง : Supakdipa Poolsap 

Share on facebook
Share on twitter
Share on email