I

Frontman

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ พีพี กฤษฏ์ กับเป้าหมายชีวิตหลังบอกลา แปลรักฉันด้วยใจเธอ พาร์ต 2

มาอ่านบทสัมภาษณ์ของ บิวกิ้น พีพี กันต่อเลย
Share on facebook
Share on twitter

Frontman

Share on facebook
Share on twitter

บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ พีพี กฤษฏ์ กับเป้าหมายชีวิตหลังบอกลา แปลรักฉันด้วยใจเธอ พาร์ต 2

มาอ่านบทสัมภาษณ์ของ บิวกิ้น พีพี กันต่อเลย

The Beginning of the End: Part 2

บิวกิ้น-พีพี เปิดใจพูดถึง เต๋-โอ้เอ๋ว แบบหมดเปลือกไปแล้วในบทสัมภาษณ์ Part 1 ทั้งสองคนยังมีเรื่องราวมากมายมาเล่า เม้าและเผากันนิดหน่อย ประสาคนสองคนที่มีเส้นทางชีวิตเหลื่อมซ้อนกันอย่างเหลือเชื่อ ตั้งแต่ก่อนจะเป็นนักศึกษา ก่อนเป็นนักแสดง และก่อนจะเป็นพาร์ทเนอร์ทางการแสดงที่ดีที่สุดของกันและกันในวันนี้
ELLE MEN: ถอดบทเรียนอะไรได้จากการแสดงซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอทั้งสองพาร์ต
Billkin: การขึ้นเป็นนักแสดงนำครั้งแรก จากบทสมทบ 1 เรื่องแล้วขึ้นมาบทนำเลย มันเร็วสำหรับเรา

ELLE MEN: เร็วมากหรือเร็วไป
Billkin: ไม่เชิงเร็วไป เพราะเราไม่รู้ว่า ณ วันนั้นเราทำได้หรือเปล่า ถ้าเราทำได้ก็ไม่เร็วไป ผมว่าเราแค่ไม่มั่นใจในตัวเอง เราเลยไม่รู้ว่าเร็วไปหรือเปล่าหรืออาจจะถึงเวลาแล้วก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกคือทุกคนเชื่อว่าเราทำได้ เขาถึงให้โอกาสเรา มันเลยไม่มีทางเลือกอื่นเลยสำหรับผม นอกจากผมต้องทำให้ได้
            ตอนถ่าย My Ambulance มีบางคิวที่ไม่มีผมเลยก็ไม่ต้องไปกอง บางวันก็ไปถ่าย 2 ซีนแล้วกลับบ้าน พอขึ้นเป็นนักแสดงนำเราต้องแบกรับความรับผิดชอบในอีกระดับ และแปลรักฯ เป็นซีรีส์ที่นักแสดงนำแทบจะเล่นกันอยู่สองคนทั้งเรื่อง มี 5 ตอน ทุกซีนต้องมีผม ไม่ก็พีพี หรือไม่ก็มีทั้งสองคน แล้วทุกวันคือออกกอง 6 โมงเช้า เลิกกองตามเบรกคือเที่ยงคืน แต่มันไม่เคยเป็นแบบนั้น พีคสุดคือ 26 ชั่วโมง ไม่เคยมีเสร็จเร็ว มีแค่เสร็จช้ากับช้ามาก แต่เราชอบนะที่มีโอกาสได้ทำจนเราพอใจ

PP: เขาเป็นคนตั้งใจมากๆ เวลาทำอะไรก็จะทำๆๆๆ

Billkin: ผมชอบย้ำครับ ไม่ได้ชอบทำงานหนัก ผมว่าไม่มีใครในโลกนี้ชอบ ผมมีความสุขกับการได้เอาชนะตัวเอง
ELLE MEN: ตอนที่อายุเท่าเต๋กับโอ้เอ๋ว ชีวิตบิวกิ้นกับพีพีเป็นยังไง
Billkin: ณ เวลาที่ผมอายุเท่านั้น ผม…ไม่เสียใจกับอะไรเลยที่ผมไม่ได้ทำ ผมวางแผนการเรียนตั้งแต่ม.4 ใช้ชีวิตที่โรงเรียนอย่างคุ้มค่า ไม่มีกิจกรรมไหนที่เราอยากทำแล้วไม่ได้ทำ

PP: วัยรุ่นพีว่าก็เหมือนทุกวัย มีช่วงที่ดีและไม่ดี แล้วแต่ว่าเราจะเรียนรู้และเติบโตไปกับมันยังไง เราพัฒนาตัวเองยังไง จริงๆพีเป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่อยู่ในตอนนี้ เพราะเราก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ช่วงเวลาที่เราได้เล่นกับเพื่อน ไปกินนี่กัน เฮกันไป ถ้ามีโอกาส เราจะไปทุกครั้งเลย พยายามหาเวลาให้ตัวเองได้มีชีวิตเป็นเด็กมหาวิทยาลัยไปด้วย เราจะได้ไม่เครียด

ELLE MEN: เราอยู่กับโอ้เอ๋วมานานแค่ไหน เราก็อยู่กับบิวกิ้นมานานแค่นั้นเหมือนกัน เขาเป็นใครในชีวิตเรา
PP: เดี๋ยวก็วนกลับมาเจอกัน (นิ่งคิด) เศร้าเนอะ แต่จบเต๋-โอ้เอ๋วมา 2 เดือนเรายังไม่ได้ห่างกันเลยสักวัน บิวกิ้นก็เหมือนคนในครอบครัวพีนะ ครอบครัวพีก็รู้จักเขา เราเข้านาดาวมาพร้อมกัน งานแรกที่ทำก็ทำด้วยกัน เป็นนักแสดงนำพร้อมกัน เราอยู่กับเขามาจนเรารู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนพี่น้องเรา เป็นเพื่อน เป็นทุกอย่างของเรา ยังไงพีก็รู้สึกว่าเขาคือคนที่เข้าใจพีมากที่สุดคนหนึ่ง เราอาจจะแสดงกับใครก็ได้ แต่ดีที่สุดและเราสบายใจที่สุดที่จะทำก็คือแสดงกับบิวกิ้น

Billkin: เขาคือ…ไม่รู้ว่านิยามว่าอะไรได้ ช่วงชีวิตที่ผ่านมาเราเป็นแบบนี้ (ยืดแขนขวาออกไป) แล้วชีวิตพีพีเป็นแบบนี้ (ยืดแขนซ้ายออกไปทาบกับแขนขวา) มาซ้อนกัน อาจจะไม่ได้ซ้อนกันพอดี แต่มันเหลื่อมกันเยอะมาก นอกการทำงานเราก็เป็นเพื่อนกัน ปรึกษาชีวิตกัน ชีวิตเรามันซ้อนกันอยู่
ELLE MEN: มีอะไรในตัวเพื่อนที่มองว่า ถ้าเรามีอย่างเขาจะดีมากเลย
Billkin: (นิ่งคิดนาน)

ELLE MEN: คิดนานนี่ไม่มีหรือว่าไง
Billkin: มีๆ ผมว่าการเป็นคนแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสีย ผมว่าผมเนิร์ดกว่า มีความวางแผนมากกว่า แต่พีพีจะมีความเป็นเรือใบไม้มากกว่าผม มีบางมุมที่เขาพิสูจน์ให้เราเห็นว่า การที่เราไม่คาดหวังเกินไปและปล่อยให้มันเป็นไป ไหลๆบ้างก็มีข้อดีเหมือนกัน แต่เท่าที่ผมเป็นอยู่มันทำให้ผมสบายใจและไม่ผิดหวังในตัวเอง แต่ผมเชื่อว่าถ้าเขาเป็นแบบผม เขาก็ไม่มีความสุข จากที่เราคุยๆจูนๆกัน ไม่ได้บอกว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี

PP: พีรู้สึกว่า พีกับบิวกิ้นขาดกันคนละครึ่ง เราดีด้านนี้ เขาก็จะไม่ดีด้านนี้ พอเราอยู่ด้วยกันเลยพอดี สิ่งที่พีมองว่าดีในตัวเขาก็น่าจะเป็นความมีระเบียบและความตั้งใจ เขาเป็นคนตั้งใจมากๆ ถ้าเขาจะลงไปทำโปรเจ็กต์อะไรก็จะตั้งใจสุดๆไปเลย คือเราก็เต็มร้อย แต่เราจะช้าๆแต่มั่นคง ทำงานและมีความสุขไปด้วย แต่เขาจะทำๆๆๆๆไปเรื่อยๆ

ELLE MEN: สรุปว่าชมหรือเปล่า
PP: ชมสิชม เรายังอยู่ด้วยกันไปอีกนาน แฟนๆอย่าเพิ่งเศร้านะ แฟนๆสำคัญกับเรามาก ไม่รู้จะพูดคำไหนเลยนอกจาก ‘ขอบคุณ’ เขาคือหนึ่งในกำลังใจของพีจริงๆ บางครั้งเราเหนื่อยกับงานเหมือนกันนะ ร่างกายเราไม่ไหวแล้ว ในซีนที่เล่นอยู่รู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว เล่นแค่นี้พอแล้ว แต่พอนึกถึงแฟนๆที่เขาคอยดู โดนเลื่อนไม่รู้กี่รอบแล้ว เราต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อขอบคุณแฟนๆ
ELLE MEN: ความรู้สึกต่างกันไหมเวลาแฟนๆบอกว่า ‘น่ารักจัง’ กับ ‘แสดงดีจัง’  
Billkin: ผมชอบอันหลังมากกว่า ในความเป็นนักแสดงเราอยากเห็นคนชื่นชอบสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น ถ้าเราทำศัลยกรรมแล้วคนชมว่าหล่อ เราอาจจะภูมิใจว่าเราตัดสินใจถูก

ELLE MEN: ชมตัวเองว่าเกิดมาหล่อ?
Billkin: มันขึ้นอยู่กับการตีความฮะ  

ELLE MEN: คือรูปร่างหน้าตาเราไม่ได้วางแผนมาก่อนเลยไม่ภูมิใจ
Billkin: ใช่ นี่ขนาดไม่ได้วางแผนนะเนี่ย

ELLE MEN: เออ มุขนี้ตลก แล้วตั้งเป้าอะไรในงานแสดงไว้บ้าง เช่น จะเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ออสการ์
Billkin: เราเริ่มต้นเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงโดยไม่ได้มองว่าเราจะต้องไปสู่จุดไหน เราทำเพราะอยากทำและเรามีความสุขกับมัน ฉะนั้นจะไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนจุดประสงค์ของการทำงานตรงนี้ของเรา ถ้าอีก 10 ปีเราไม่มีความสุขกับงานตรงนี้แล้ว เราก็แค่เลิกทำ ถ้าการไปฮอลลีวู้ดคือความสุขผม ผมก็จะทำ หรือในอนาคตผมอาจจะมีความสุขกับการอยู่บ้านเฉยๆก็ได้
ELLE MEN: จะมีวันนั้นไหมเนี่ย ปิดกล้องแปลรักฯ 2 แล้ว ดูงานแสดงเรื่องใหม่ไว้แล้วหรือยัง

PP: มีหลายอย่างที่อยากทำนอกจากงานแสดง ความตั้งใจแรกพีอยากเรียนจบปริญญาตรีแล้วไปเรียนต่อโทเลย แต่ว่ามีโควิด… แล้วระหว่างเรียนเราได้โอกาสมาทำงานเป็นนักแสดงก็เลยขอทำตรงนี้ไปเรื่อยๆก่อน ถ้าตอนนั้นเรามีแพสชั่นในการเรียนก็จะไปเรียนต่อ อยากเรียนเรื่อง Big Data หรือ Entrepreneurship เพราะที่บ้านทำธุรกิจอยู่แล้ว

Billkin: พอจบ 2 พาร์ตที่มันหนักมากสำหรับเราก็อยากพักกับการแสดง ไปเก็บประสบการณ์ด้านอื่นบ้าง หรือบางทีเรายังไม่เจองานที่ปลุกไฟในตัวเราเหมือนแปลรักฯมั้ง ตอนผมอ่านบทแปลรักฯครั้งแรก ผมเห็นความฟินของการพิชิตยอดเขานี้แล้ว เราอยากเริ่มปีนวันนี้เลย แต่ตอนนี้เรายังไม่เจองานที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น เลยไม่แน่ใจว่าจะมีงานแสดงต่อจากนี้เร็วหรือช้า
ELLE MEN: อยากเล่นบทแบบไหน
Billkin: อยากเล่นเยอะเลยครับ ผมใหม่มากกับงานแสดง ทริลเลอร์ก็อยากเล่น แต่ปัญหาของผมคือ สมมติถ้าเล่นหนังผี มันต้องเป็นหนังผีที่ทำให้เราเชื่อหรือมั่นใจว่าเราจะทำให้ตัวเองเชื่อได้ คือผมไม่เชื่อว่าผีมีจริงแต่ไม่กล้ายืนยันว่าผีมีจริง เพราะไม่มีหลักฐานว่าผีมีจริงหรือผีไม่มีจริง ถ้ามีคนบอกว่า ต้มน้ำแล้วจะมีไอน้ำ ผมเชื่อเพราะมีหลักฐาน แต่เรื่องผีมันไม่มีหลักฐาน คอเมดี้ก็อยากเล่น ผมเคยรับเชิญเล่นหนังน้องพี่ที่รัก หูย กองเขาสนุกมาก หนังคอเมดี้น่ะครับ ทุกคนจะเฮ้ยๆ เฮ้ๆ เอ็นเนอร์จี้ดีมาก บทที่มีเงื่อนไขทางร่างกายเข้ามาเกี่ยว อย่างเล่นเป็นคนตาบอดก็ท้าทาย

PP: อยากเล่นบทเศร้าๆ ดราม่าลึกๆ โดนกลั่นแกล้ง พีว่ามันท้าทาย เป็นคนเล่นดราม่าได้ดีกว่าบทมีความสุข เพราะนิสัยส่วนตัวไม่ใช่คนจุ๊กจิ๊กๆ ไม่ใช่คนขี้เล่นเบอร์นั้น บทพจมานเลยน่าจะสนุก พี่เขียนไปเลยนะ อยากเล่นเป็นพจมาน. อ่านเพิ่มเติม : บิวกิ้น พุฒิพงศ์ และ พีพี กฤษฏ์ กลับมาเจอกันครั้งใหม่ในวันบอกลาเต๋และโอ้เอ๋ว Story: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photographer : สุทธิวัฒน์ สังข์คง
Fashion Editor : ธันวา เทียมเมฆ
Videographer: อาณกรภูเบศวร์ เฮงสุวรรณ์
Digital Fashion Editor: รชต รัตนวิโรจน์กุล
Make Up : วิศรุต จุลละศร
Hair : เริงฤทธิ์ อภิสิทธิ์วชิรเมธี
Assistant Stylist : นลินี โตสงค์
Assistant Photo : นิติพงษ์ ค้าข้าว, โชติธัช เจนเกียรติฟู
Share on facebook
Share on twitter
Share on email