fbpx

I

Interview

พูดคุยกับหมอเอ้ว ชัชพล กับทุกๆ เรื่องที่เขาสนใจ และอยากให้คุณสนใจไปด้วยกัน

ไม่ใช่ว่าทำคอนเทนต์บันเทิงเท่านั้นถึงจะชนะ

พูดคุยกับหมอเอ้ว ชัชพล กับทุกๆ เรื่องที่เขาสนใจ และอยากให้คุณสนใจไปด้วยกัน

ไม่ใช่ว่าทำคอนเทนต์บันเทิงเท่านั้นถึงจะชนะ
Doctor Who? เขาเป็นหมอด้านมะเร็งที่ไม่ได้อยากจะเป็นนักเขียนแต่อย่างใด แค่อยากเขียนหนังสือมอบความรู้ให้สักเล่มแล้วจะกลับไปเป็นหมอ แต่ 10 ปีผ่านไป นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา มีหนังสือ เพจ Facebook, Podcast และช่อง YouTube ในตระกูล ‘โดยหมอเอ้ว’ ที่ว่าด้วยเรื่องความรัก ภาษา วิวัฒนาการ ประวัติศาสตร์ และทุกๆ เรื่องที่เขาสนใจ ซึ่งอยากให้คุณสนใจไปด้วย 
“ในต่างประเทศมีวัฒนธรรมถ่ายทอดความรู้ให้สังคม” 

“สมัยผมเรียนที่อเมริกา สังเกตว่าความฝันของคนที่มีความรู้คือ อยากมีหนังสือสักเล่มเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ให้กับสังคม ผมก็อยากทำแบบนั้นบ้างไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นนักเขียน กะว่าจะเขียนหนังสือสักเล่มแล้วกลับไปทำงานต่ออาจกระตุ้นให้มีคนอยากอ่าน อยากเขียนมากขึ้น ช่วงแรกๆ ที่ผมเขียนเรื่องวิวัฒนาการก็เป็นเรื่องที่ไกลตัวมากแต่ตอนนี้เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เขียนกันมีคนสนใจอ่าน อยากเรียนฟิสิกส์มากขึ้น อย่างคนที่ทำ Space.th ก็บอกเราว่าเขาเห็นงานเราตอนยังเรียนอยู่ ตอนนี้เขาก็มาทำสื่อบ้าง เราได้ฟังก็ดีใจ” 

“คนเริ่มเรียนรู้ว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต
มันจำเป็น”

“คนเริ่มเรียนรู้แล้วว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตมันจำเป็น เพราะความรู้เปลี่ยนเร็วมาก หนังสือประเภท New York Times Best Seller กลายเป็นขายดี แปลกี่เล่มๆ คนไทยก็ตามอ่าน แต่คำว่าขายดีในวงการหนังสือมันคือหลักหมื่น มันคือคนในกรุงเทพฯ มีการศึกษา รายได้ดี เป็นชนชั้นกลาง เราบอกว่าคนไทยอ่านเยอะขึ้น ก็อาจเป็นกลุ่มคนบางส่วน คนที่ยังเข้าไม่ถึงก็ยังเข้าไม่ถึง ผมเลยมีไอเดียอยากใส่ความรู้ที่มีประโยชน์เป็นภาษาไทยในออนไลน์มากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่ใช้ YouTube เป็นโรงเรียน คอนเทนต์ภาษาอังกฤษมีเยอะแล้ว แต่คนที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ถูกจำกัดความรู้”

“ไม่ใช่ว่าทำคอนเทนต์บันเทิงเท่านั้นถึงจะชนะ”

“ที่เมืองนอกเขาไม่ได้ทำความรู้เพราะมันดีต่อสังคมนะครับ เพียงแต่มันแข่งขันได้ ไม่ใช่ว่าทำคอนเทนต์บันเทิงเท่านั้นถึงจะชนะ เขาก็เลี่ยงไปหา Blue Ocean ตลาดก็จะเล็กหน่อย แต่แข่งง่ายกว่า ในเมืองไทยตลาดความรู้เป็นน่านน้ำที่ใหญ่แต่ปลาน้อยช่วงแรกๆ ผมไปคุยกับคนในวงการหนังสือเขามองว่าเรื่องแนววิทยาศาสตร์ไม่มีคนอ่านแนะนำให้ผมเขียนเรื่องมะเร็ง เรื่องสุขภาพไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อ แต่ถ้าเขียนแบบนั้นก็เหมือนคนอื่น ผมเลยเขียนในแบบที่ผมอยากทำ ซึ่งถ้าดูยอดขายหนังสือทุกเล่มของผมก็เป็นหลักหมื่น รวมๆ กันก็เป็นหลักแสน มันก็เซอร์ไพรส์”

“คนที่ดูพี่อ้อยพี่ฉอด เราจะคิดว่าเขาไม่ดูฟิสิกส์”

“คนเราพอหัวเราะไปถึงจุดหนึ่งก็อยากพัฒนาตัวเองบ้าง ถ้าเขาจะหันไปหาอะไรสักอย่างก็อยากให้เขาหันทางเรา พอเราคิดแบบนี้ก็จะไม่รู้สึกว่าคนไทยไม่สนใจความรู้ เราต้องไม่คิดว่าคนไทยชอบแต่บันเทิง อย่างคนที่ดูพี่อ้อยพี่ฉอด เราจะคิดว่าเขาไม่ดูฟิสิกส์ จริงๆ ไม่ใช่ คนที่ชอบฟิสิกส์บางคนก็ดูละครหรืออะไรที่ตลกบ้างเหมือนกัน สมัยผมไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐวางปุ๊บ หมอยืนต่อแถวอ่านนิยายกัน ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง ส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะไปลงเรื่องบันเทิง ก็ไม่ผิดอะไร แต่คนทำความรู้ต้องพยายามแข่ง อย่างหมอแล็บแพนด้าทำให้ดูตลก เป็นมิตร ครูลูกกอล์ฟก็พูดจาสนุก ส่วนตัวผมเป็นแนวเล่าเรื่องยาวๆ ไม่ใช่สายเฮฮา ผมเคยนั่งคุยกับเด็กจบใหม่ เขาบอกว่าชอบฟังพี่มากเลย เราก็นึกว่าเราพูดดี เขาบอกศัพท์ที่พี่เลือกใช้มันเป็นคำที่พวกหนูไม่ใช้กัน…”

“รู้ไปทำไมเรื่องพวกนี้ เอาไปใช้ทำอะไรได้”

“ความรู้มีสองแบบ คือ ความรู้ที่นำไปใช้ได้ เช่น ความรู้ที่ทำให้ทำธุรกิจรวยขึ้นกับความรู้ที่เปลี่ยนทัศนคติ เกิดความเข้าใจภาพใหญ่ เช่น ความรู้ประวัติศาสตร์ สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ความรู้ทางการเงินเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ทำให้รวยขึ้น แต่ทำให้เข้าใจกลไกการทำงานของโลกมากขึ้น ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ก็เหมือนกัน มันทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นถามว่ารู้ไปทำไมเรื่องพวกนี้ เอาไปใช้ทำอะไรได้ ผมจะเปรียบเทียบกับการทำแกง ความรู้ทั่วไปจะเหมือนน้ำซุป แต่จะอร่อยมากขึ้นก็ต้องเติมหมู เติมผัก ซึ่งก็คือความรู้ที่เอาไปใช้งาน ถ้าน้ำซุปดี โอกาสที่แกงนั้นจะอร่อยก็ง่ายขึ้น เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกนักลงทุนชอบอ่านหนังสือผมเยอะ เพราะเขาอยากเข้าใจภาพใหญ่ของโลก”

“ผมอยากเห็นภาพพ่อลูกคุยกันเรื่องความรู้”

“สมัยเรียนเมืองนอก ผมชอบไปเดินพิพิธภัณฑ์ เราจะเห็นภาพพ่อลูกมาเดิน ลูกถามอะไร พ่อก็พอจะเล่าเกินกว่าสิ่งที่เห็นตรงนั้นได้ ผมรู้สึกว่านี่คือภาพในฝันของผมเลย หนังสือเล่มแรกที่ผมเขียนคือ เรื่องเล่าจากร่างกาย เนื้อหาจะอิงกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อ่านเล่มนี้แล้วพอจะเล่าให้ลูกฟังได้ ทำให้เกิดการพูดคุยเรื่องความรู้ในชีวิตประจำวัน ที่เมืองนอกความรู้มีอยู่ในสื่อมากกว่าในเมืองไทย เปิดวิทยุ ดูทีวี ก็จะเจอนักวิชาการมาพูดเปิดเคเบิล ก็จะมีช่อง History หรือ Discovery Channel มีอีเวนต์ที่คนซื้อตั๋วไปนั่งฟังนักฟิสิกส์ นักโบราณคดีมาบรรยาย ความรู้มีให้เสพเยอะจนไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องรู้เพื่อเอาไปทำงาน หรือเอาไปทำอะไร แต่มันคือวัฒนธรรมความรู้ที่ผมอยากเห็นในสังคมไทย”
Story: Supakdipa Poolsap
Photograher: AKKAPON KUMPUSAN
Stylist: Seksit Nhuin
Assistant Stylists: Thanawat Nitithanaiyaphong, Thanika Krajangchai
Makeup: Sunsamorn Tuntichotrattana
Hair: Thanakorn Chanhom

RELATED STORY

aut
หลากหลายเส้นทางที่หนุ่มคนนี้เลือกเดิน แม้เขาคนนี้จะถูกปิดกั้นด้วยกรอบของสังคมก็ตาม

By continuing to use our site you consent to the use of cookies as described in our privacy policy.