FASHION

รำลึก 1 ทศวรรษแห่งการจากไปของ Lee Alexander McQueen

God Save the (Mc)Queen

11 FEB 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ครบรอบ 10 ปีการจากไปของ Lee Alexander McQueen แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวอังกฤษยุค ’90s ผู้มีชื่อเสียงถึงขีดสุดในยุค 2000s แม้แม็กควีนจะจากเราไปนานถึง 1 ทศวรรษแต่ก็มิได้ทำให้พวกเรารู้สึกว่าเขาจากไปไหน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการรำลึกถึงผลงานของ ‘แม็กควีน’ ผ่านทางนิตยสาร เว็บไซต์ แฟนเพจต่างๆอยู่บ่อยครั้ง ทั้งคอลเล็กชั่นดัง ผลงานอันโดดเด่น รวมไปถึงการหวนรำลึกผ่านหนังสืออีกมากมายหลายเล่ม และภาพยนตร์สารคดีที่ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและงานศิลปะควรชมอย่างเรื่อง ‘McQueen’ ในปี ค.ศ. 2018 ทั้งหมดทั้งมวลแสดงให้เห็นว่าโลกแฟชั่นไม่เคยลืมเรื่องราวดีๆที่หนึ่งในสุดยอดนักออกแบบแห่งโลกพาณิชย์ศิลป์คนนี้รังสรรค์ไว้ ในโอกาสนี้แอลจึงขอหวนรำลึกถึงนักออกแบบผู้เป็นที่รักด้วย 5 เรื่องราวที่น่าสนใจ เนื้อหาทั้งหมดเป็นการรวบรวมข้อมูลจากทั้งนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอย่าง Elle เว็บไซต์ เว็บบอร์ดแฟชั่นชื่อดัง ภาพยนตร์ และหนังสือที่ออกมาจนถึงเล่มล่าสุด ทั้งหมดล้วนสะท้อนตัวตนแห่ง Alexander McQueen 

Alexander McQueen Spring/Summer 2007 ได้แรงบันดาลใจมาจากเสื้อผ้า ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

The Serial Killers

คอลเล็กชั่นเสื้อผ้าสุดดรามาติกของแบรนด์ Alexander McQueen มักได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวสยองขวัญสั่นประสาท ทั้งที่เป็นเรื่องจริงในหน้าประวัติศาสตร์และนวนิยายเรื่องดัง ทั้งหมดมักเกี่ยวข้องกับ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ โดย 2 เรื่องที่แม็กควีนมักหยิบนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์คอลเล็กชั่นคือ Jack the Ripper สมญานามของฆาตกรต่อเนื่องที่มีชีวิตจริงในย่านไวต์ชาเปลของกรุงลอนดอนช่วงครึ่งปีหลังของ ค.ศ. 1888 และ Jean-Baptiste Grenouille ตัวละครในนวนิยายเรื่อง Perfume ที่เคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ด้านการรับกลิ่น ก่อนในท้ายที่สุดโชคชะตาจะนำพาให้เจ้าตัวกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง 

Alexander McQueen Men's Fall/Winter 2009 ได้ แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราว ของ Jack the Ripper

ซึ่งความเชื่อมโยงของทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงแต่ในส่วนของเรื่องราวที่ดูลึกลับ การสะท้อนมุมมืดในจิตใจ และความตื่นเต้นในการตามล่าไขคดีเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้แม็กควีนหลงใหลนั่นคือการที่สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ของยุโรปในช่วงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ศิลปะ และแฟชั่น เรื่อยมาจนถึงยุคซึ่งถูกเรียกว่า Belle Époque (ระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20) ยุคที่ยุโรปสวยงามและรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรม ปารีสคือศูนย์กลางของความรุ่งเรืองด้านศิลปะ วรรณกรรม และปรัชญา แม้ผู้คนให้ความสำคัญกับเรื่องของจริยธรรม แต่การแต่งกายของหญิงสาวกลับดูยั่วยวนชวนหลงใหลด้วยคอร์เซตรัดทรงและการเสริมก้น อีกทั้งความลึกลับ การนำเสนอเรื่องสัญชาตญาณดิบ และความงดงามทางศิลปะเช่นนี้นี่เองที่ส่งผลให้แม็กควีนนำเรื่องราวมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นตั้งแต่งานจบที่ Central Saint Martins ในปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา

แม็กควีนโบกมือบนรันเวย์ Givenchy Haute Couture Spring 1997 ซึ่งเป็นผลงานแรกของเขา

The Young Couturier

แม้เมอซิเออร์ Yves Saint Laurent จะเข้ารับตำแหน่งผู้นำในกูตูร์เฮ้าส์ที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 21 ปี ขณะที่เข้ากุมบันเหียนห้องเสื้อ Christian Dior ในปี ค.ศ. 1957 แต่หากเราพูดถึงนักออกแบบต่างชาติอายุน้อยที่สุดที่เข้ามาเป็นผู้นำทัพให้กับกูตูร์เฮ้าส์เก่าแก่ของกรุงปารีสแล้วละก็ ‘แม็กควีน’ คือนักออกแบบผู้นั้น เพราะในปี ค.ศ. 1996 ขณะที่แม็กควีนเพิ่งมีอายุได้ 27 ปี ทางบริษัท LVMH เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Givenchy ได้มอบหมายให้เขาทำหน้าที่ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ดูแลทั้งในส่วนของคอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์คอลเล็กชั่นโอตกูตูร์คอลเล็กชั่นเครื่องหนังและเครื่องประดับถึงแม้ในตอนแรกจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเลือกนักออกแบบผู้ขึ้นชื่อในเรื่องของแฟชั่นโลกแตกมาทำตำแหน่งอันทรงเกียรติในเมซงอันทรงคุณค่าหลังนี้แต่เขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถรังสรรค์ผลงานสุดหรูหราที่เอาใจคนทุกเพศทุกวัยได้ไม่ต่างอะไรจากนักออกแบบคนดังแห่งยุค

“ผลงานของผมเปี่ยมด้วย ความโรแมนติกและความสะเทือนใจ เป็นเรื่องราวของความเศร้าโศกในความ โรแมนติก ผมคิดว่าผมเป็นคนเจ้าทุกข์ ที่สุด ฟังแล้วอาจจะดูเศร้า แต่ผมไม่ใช่ คนที่ขมขื่น ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับ ทุกๆสิ่งท่ีเกิดขึ้นในชีวิต”

คอลเล็กชั่นเปิดตัว Givenchy by Alexander McQueen ในต้นปี ค.ศ. 1997 คือใบเบิกทางที่ทำให้บรรดาลูกค้าทั้งหน้าเก่าและใหม่ยอมรับนักออกแบบรายนี้ อีกทั้งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ร่วมงานกับ Givenchy แม็กควีนก็ทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง เป็นที่หมายปองของสาวๆยุคใหม่ และชิ้นงานมาสเตอร์พีซเหล่านั้นก็กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบรุ่นหลัง คอลเล็กชั่นที่โดดเด่นเป็นที่น่าจดจำมีทั้งในส่วนเรดี้ทูแวร์และโอต กูตูร์ อย่างเช่นเหล่าทวยเทพในคอลเล็กชั่นโอต กูตูร์ สปริง/ซัมเมอร์ 1997, เกอิชาสาวในคอลเล็กชั่นโอต กูตูร์ สปริง/ซัมเมอร์ 1998, นางโชว์สุดเซ็กซี่ในคอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์ สปริง/ซัมเมอร์ 1998, แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แนวไซไฟเรื่องดังในคอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์ ฟอล/วินเทอร์ 1998, ไซบอร์กสาวรับยุคมิลเลนเนียมและโลกแห่งศตวรรษที่ 21ในคอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์ ฟอล/วินเทอร์ 1999

ภาพแคมเปญ Givenchy Fall/ Winter 1998 ได้ แรงบันดาลใจมา จากภาพยนตร์ไซไฟ Blade Runner

The Collaboration

เช่นเดียวกับแฟชั่นดีไซเนอร์อีกหลายรายบนโลกใบนี้ที่ไม่ อาจประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้หากปราศจากกัลยาณมิตร แม็กควีนก็เป็นอีกหนึ่งในนักออกแบบที่มีเพื่อนคู่คิดรายล้อมรอบตัว อีกทั้งนักสร้างสรรค์หลายรายก็พร้อมที่จะร่วมงานเพื่อสรรค์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้โลกแฟชั่นได้จดจำ นักออกแบบเฉพาะทาง 2 ท่านที่อยู่ร่วมงานกับแม็กควีนมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่วงการนั่นคือ Philip Treacy และ Shaun Leane ซึ่งรายแรกนั้นปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในราชาแห่งหมวก เจ้าของผลงานหมวกใบเด่นและเครื่องประดับศีรษะที่มีลูกค้าตั้งแต่ดาราดังไปจนถึงระดับราชวงศ์ ส่วนรายหลังคือนักออกแบบเครื่องประดับและอัญมณีที่สามารถรังสรรค์ชิ้นงานดีไซน์แปลกตาได้อย่างไม่มีใครเหมือน โดยเฉพาะกับเครื่องประดับโลหะที่เห็นในคอลเล็กชั่นของแบรนด์ Alexander McQueen และ Givenchy ในยุคที่แม็กควีนทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ 

บอดี้สูทอะคริลิกตกแต่ง ไฟแอลอีดี ผลงานของ Kees van der Graaf สำหรับ Givenchy Fall/Winter 1999 โดย Alexander McQueen

และนอกจาก 2 คนหลักที่ร่วมงานกับแม็กควีนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว จินตนาการของแม็กควีน สามารถกลายเป็นรูปเป็นร่างได้ด้วยบุคคลเบื้องหลังที่น่าสนใจอีกหลายราย เช่น Julien Macdonald นักออกแบบชื่อดังชาวอังกฤษที่เคยรังสรรค์ชุดถักให้แบรนด์ Alexander McQueen และเขาก็คือคนที่เข้ามารับตำแหน่งผู้นำทัพ Givenchy ในปี ค.ศ. 2001 ต่อจากแม็กควีน Kees van der Graaf ผู้อยู่เบื้องหลังคอร์เซตคริสตัลและบอดี้สูทอะคริลิกประดับไฟแอลอีดีชิ้นเด่น Chinsky Cheung ราชินีแห่งลายพิมพ์ ผู้ออกแบบลวดลายสไตล์ Kaleidoscope ในคอลเล็กชั่นดัง และ Georgina Goodman นักออกแบบรองเท้าผู้ที่รังสรรค์รองเท้าคู่เด่นให้กับแบรนด์ Alexander McQueen อย่างรองเท้าเอเลี่ยน และรองเท้าส้นนางฟ้า-ซาตาน

แม็กควีนและ Philip Tracy บนรันเวย์ Alexander McQueen Spring/Summer 2008 โดยได้แรงบันดาลใจและเป็นการไว้อาลัย Isabella Blow

“ผลงานของ John Galliano คือความโรแมนติกของผู้แสวงหารักแท้ (Hopeless Romantic) ส่วนผมคือความโรแมนติกแบบสัจนิยม (Romantic Realism) แต่ในโลกของความเป็นจริงคุณก็ต้องการทั้งสองสิ่ง”

The Technology

แม็กควีนถือเป็นนักออกแบบอีกรายที่หลงใหลในโลกของเทคโนโลยี โดยความชื่นชอบเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลต่อทั้งรูปแบบของผลงาน และโปรดักชั่นโชว์อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคเด่นที่เป็นเลเซอร์คัต การใช้วัสดุสังเคราะห์รังสรรค์ชิ้นงาน รูปแบบโชว์ที่มีการเซตติ้งด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แขนกลพ่นสีสำหรับคอลเล็กชั่นระดับตำนานที่ชื่อว่า ‘No. 13’ ในสปริง/ซัมเมอร์1999 ภาพโฮโลแกรมในฟอล/วินเทอร์2006 แม้กระทั่งคอลเล็กชั่นสำหรับสุภาพสตรีครั้งสุดท้ายที่เขาปรากฏตัวในสปริง/ซัมเมอร์ 2010 ก็ยังมีแขนกลเช่นเดียวกัน และ Alexander McQueen ยังเป็นแฟชั่นแบรนด์รายแรกๆที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอีกด้วย 

ความหลงใหลนี้เริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่อโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งวัยรุ่นยุคใหม่อาจไม่ทันรับรู้ความตื่นตระหนกเกี่ยวกับกระแส ‘Y2K’ ในปี ค.ศ. 2000 เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบเอกสารและการบันทึกข้อมูลทั้งในแบบดิจิทัลและแอนะล็อก จนทำให้มีผู้คนออกมาทำนายล่วงหน้ากันว่าโลกจะถึงกาลอวสาน เพราะทุกอย่างจะต้องรวนเนื่องจากเราผูกติดชีวิตไว้กับระบบคอมพิวเตอร์มากเกินไป แต่นอกจากแม็กควีนไม่เชื่อว่าโลกกำลังจะแตกแล้ว กลับยิ่งสนุกกับการก้าวเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม โดยจินตนาการไว้ว่าเสื้อผ้าแห่งโลกอนาคตคงสดใหม่ด้วยวัสดุแปลกตาและเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นมากขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ทำให้คอลเล็กชั่นฤดูหนาวปี 1999-2000 ของแบรนด์ Givenchy ภายใต้การนำทัพโดยแม็กควีน เต็มไปด้วยการใช้วัสดุสังเคราะห์สำหรับชิ้นขาย ส่วนชิ้นโชว์ก็ถูกใจคอแฟชั่นสายดรามาติกด้วยบอดี้สูทอะคริลิกประดับไฟแอลอีดี แปลงร่างนางแบบให้กลายเป็นไซบอร์กเกิร์ลต้อนรับศตวรรษที่ 21

Alexander McQueen Men's Spring/Summer 2008 ต้อนรับกระแสโอลิมปิก และการพูดถึงเรื่องสันติภาพ

Marketing Strategy

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่แม็กควีนตัดสินใจนำแบรนด์เข้าร่วมชายคากับ Gucci Group (ชื่อเดิมของบริษัท Kering) และ Alexander McQueen ยังเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่ม มีเพียงผู้ที่สนใจแฟชั่นและงานศิลป์เท่านั้นที่รู้จัก ทำให้มีหลายกลยุทธ์ที่นายทุนใหม่นำมาใช้เพื่อขยายฐานเสียงให้แบรนด์และตัวแม็กควีนเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เช่น การย้ายโชว์จากเดิมที่จัดในลอนดอนมาประจำการที่ปารีส โดยเริ่มในฤดูสปริง/ซัมเมอร์ 2002 เพราะเชื่อว่าเมืองหลวงแฟชั่นแห่งนี้เหมาะกับเสื้อผ้าของเขา และสามารถเรียกความสนใจจากสื่อรายใหญ่และผู้ซื้อได้มากกว่า การผลักดันให้ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเช่น Puma ในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่นี้กำลังประสบความสำเร็จกับไลน์ระดับบนที่ชื่อว่า Black Label ที่เป็นการร่วมงานกับนักออกแบบชื่อดังมากมายเพื่อเอาใจแฟนๆที่ชื่นชอบ ‘สตรีตแฟชั่น’ ซึ่งกำลังเป็นเมเจอร์เทรนด์ในช่วงเวลานั้น ไลน์ Mancat ที่ร่วมงานกับแม็กควีนประสบความสำเร็จส่งผลให้มีการร่วมงานต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งเขาเสียชีวิต การร่วมงานกับเครื่องสำอางแบรนด์ดังอย่าง M.A.C ในปี ค.ศ. 2007 ตามมาด้วยแบรนด์กระเป๋าเดินทางชื่อดังอย่าง Samsonite และในส่วนของแบรนด์ Alexander McQueen เองก็มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่การลอนช์คอลเล็กชั่นสำหรับสุภาพบุรุษแบบเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 2004 เพื่อเอาใจหนุ่มๆที่เป็นแฟนคลับของแบรนด์นี้ ตามมาด้วยการลอนช์ไลน์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นนามว่า McQ ในปี ค.ศ. 2006 โดยหลังจากที่ไลน์นี้ได้รับความนิยมมาตลอดระยะเวลา 14 ปี ก็ถึงเวลาที่แฟนๆของ McQ จะได้พบกับโฉมใหม่รับทศวรรษที่ 2020s ได้ในช่วงกลางปี ค.ศ. 2020 นี้เป็นต้นไป

“แฟชั่นคือยาเสพติดในตัวมันเอง และยาเสพติดก็เป็นส่วนหนึ่งของอาชีพนี้ แฟชั่นคือ ‘นักฆ่าเบอร์หนึ่ง’ คุณต้องควบคุมทุกๆสิ่งให้ได้ตั้งแต่การให้คะแนน และยอดขายที่นำไปสู่การประชุม, ใช่ ผมมีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ยาเสพติด และอย่าบอกผมละว่ามีใครในวงการที่ไม่เคยลอง”

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH