SIGNATURE

ย้อนชม 75 ปีแห่งตำนานความงามของนิตยสารแอล

เกิดอะไรขึ้นในโลกแห่งความงามตั้งแต่ปี 1945 จนถึง 2020

16 NOV 2020

75 YEARS OF BEAUTY IN ELLE

เกิดอะไรขึ้นในโลกแห่งความงามบ้างนับตั้งแต่ Bettina Graziani ปรากฏโฉมอันโฉบเฉี่ยวในนิตยสารแอลเมื่อปี 1945 มาจนถึงสัดส่วนอันโค้งเว้าของ Ashley Graham ในปี 2020 ที่ถ่ายทอดถึงจิตวิญญาณอันเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ทั้งปวง?

75 ปีแห่งตำนานความงามของนิตยสารแอล

นับเป็นเวลา 75 ปีแล้วที่ศาสตร์แห่งความงามมีส่วนเกี่ยวข้องในวิถีชีวิตและแนวคิดด้านความงามของผู้หญิงนิตยสารแอลได้ยืนหยัดอยู่เคียงข้างผู้หญิงมาโดยตลอดเพื่อปลดแอกมาตรฐานความงามยุคเก่าๆให้ผู้หญิงทุกเชื้อชาติรูปร่างภาษาและอายุเกิดความรักและภูมิใจในความงามของตัวเองโดยปราศจากการยึดถือเอาแบบแผนความนิยมเป็นตัวกำหนด

Beauty for All ความงามเพื่อหญิงสาวทุกคน

75 ปีที่ผ่านมาเราได้ปฏิวัติจุดยืนในสังคมของผู้หญิง โดยเฉพาะในแง่ของความงามและแฟชั่นซึ่งจากประวัติศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในการแสดงออกถึงพลังของสตรีเพศ ความงามเป็นสิ่งไร้ประโยชน์งั้นหรือ? ไม่ใช่แน่นอน! หลักฐานตีแผ่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นับครั้งไม่ถ้วนว่าความงามและความเย้ายวนทางเพศได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใดๆขึ้นก็ได้พวกเราเข้าใจในประเด็นนี้ดีกว่าใครว่าผู้หญิงเราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตและวิถีของตัวเองผ่านทางรูปลักษณ์ได้จริง

นักเขียนความงามของเราซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญทั้งพี่สาวคนสนิทให้กับผู้อ่าน ได้ยืนหยัดอยู่บนเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้หญิงทุกคนได้ปลดเปลื้องตัวเองออกจากความรู้สึกผิดว่าดีไม่พอหรือสวยไม่พอ แล้วลุกขึ้นมาท้าทายต่อมาตรฐานความงามอันคร่ำครึ “พวกเราได้สรรค์สร้างวิธีการในการบอกเล่าเรื่องราวความงามด้วยน้ำเสียงอันสนุกสนานและสดใหม่ เพื่อถอดรหัสกลยุทธ์ทางการตลาดของแวดวงธุรกิจนี้ที่รุ่งเรืองมาช้านาน” Elisabeth Martorell บรรณาธิการความงาม นิตยสารแอล ประเทศฝรั่งเศสกล่าว “โดยพยายามรักษาความตั้งใจดั้งเดิมตั้งแต่แรกเริ่มเอาไว้เสมอ นั่นคือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้อ่าน”

THE YEARS 1945-50: ยุคสมัยแห่งการเรียนรู้เพื่อความสวย

นิตยสารแอลฉบับปฐมฤกษ์ถูกตีพิมพ์และวางขายในปี 1945 ซึ่งเป็นยุคสิ้นสุดสงครามมาหมาดๆ บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นล้วนแต่ถวิลหาในสิ่งที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือการได้ใช้ชีวิต การมีสิทธิเลือกตั้ง และการแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูสวยน่ามอง! พวกเธอล้วนใฝ่ฝันถึงความงามอันหรูหราแบบดาราฮอลลีวู้ด และเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า “ความงามนั้นถูกสงวนไว้สำหรับคนรวยเท่านั้นหรือ?” แต่ไม่ใช่สำหรับ Hélène Lazareff  (ผู้ก่อตั้งนิตยสารแอล) เจ้าของแนวคิดเรื่องความสวยที่ออกแนวชิลๆ เธอได้วางรากฐานแนวคิดในปี 1945 ว่า “เลือกในสิ่งที่เหมาะกับเรา ไม่ต้องไปตามกระแสแฟชั่นจนเหมือนคนตาบอดที่เดินงงๆ ให้หมาจูงไปทุกที่ ซึ่งนั่นแหละคือความหรูหราในรูปแบบใหม่”

โดยแอลได้เป็นผู้นำแนวคิดในปี 1945 ด้วยว่า “ให้โยนแฮร์พีซทิ้งไปซะ ตัดผมให้มีความยาวปานกลาง และไม่ต้องมีวอลูมฟูฟ่องหรอก แค่แปรงผมเพื่อจัดแต่งทรงให้ดูเรียบร้อยและเงางามเท่านั้นพอ แล้วแต่งหน้าเบาๆแต่สวยแบบพอดี นั่นละเพอร์เฟ็กต์!” และอีกหนึ่งคำแนะนำในปี 1947 ที่ยังคงใช้ได้ดีจวบจนทุกวันนี้คือ “พวกเราทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้”

THE ’50S: รูปแบบความงามเพื่อสตรีเพศทุกคน

เพศหญิงคือเพศแม่ และความเย้ายวนมันอยู่ตรงนี้แหละ แอลได้สอดแทรกแนวคิดของสตรีเพศอันน่ารื่นรมย์เหล่านี้ผ่านทางภาพของเหล่านางแบบอย่าง Bettina Graziani และ Sophie Litwak ภาพลักษณ์ของนิตยสารดูจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในปี 1951 เมื่อได้สาวสวย Brigitte Bardot มาปรากฏโฉม พวกเราล้วนอยากได้เอวคอดๆแบบเธอ อยากแต่งตาเหมือนเธอ อยากได้ลุคที่ดูสดใหม่แบบเธอ และแอลยังได้นำเสนอรูปแบบเนื้อหาที่แตกต่างแหวกแนว เช่น ‘ความงามในราคาเบาๆ’ ‘การดูแลผิวอย่างง่ายๆ’ ‘การแต่งหน้าแบบน้อยแต่สวย’ อย่างสม่ำเสมอ และในปีเดียวกันนั้นเราก็เริ่มมีการพูดถึงสิ่งต้องห้ามในแวดวงความงาม อย่างการเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมความงาม เช่น การเสริมจมูก เป็นต้น…เป็นอย่างไร? ล้ำไหมล่ะ?

THE ’60S: ฉีกกฎตามบริบทสังคมสู่ ‘พลังแห่งสตรีเพศ’

เด็กรุ่นใหม่เริ่มสนใจและใฝ่ฝันอยากสวยแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้นแบบลุคริมทะเล อยากปล่อยผมสยายและมีเรือนร่างสีแทนสวย แอลจึงได้บอกวิธีสร้างผิวแทนให้กับผู้หญิงทุกวัยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องริ้วรอยหลังการอาบแดด ส่วนในแง่ของเมกอัพแอลยังได้เฉลิมฉลองผลิตภัณฑ์สุดล้ำอย่างมาสคาร่าชิ้นแรกของโลก (Elizabeth Arden Long Lash) Twiggy บนหน้าปกนิตยสารในปี 1967 รวมถึง Francoise Hardy, Jane Birkin และ Jean Seberg กับทรงผมแบบเด็กผู้ชาย ทำให้แนวคิดเรื่องพลังแห่งสตรีเพศถูกตีความใหม่ขึ้น “ไม่ต้องไปถามใครว่าควรไว้ผมยาวหรือสั้น เลือกทรงที่เหมาะกับเราที่สุดนั่นละ” เช่นเดียวกับในช่วงต้นปี 1969 ที่มีคอลัมน์เบื้องหลังการถ่ายทำศัลยกรรมความงาม การเลือกเป็นตัวเองอย่างอิสระคือหนึ่งในไอเดียอันแปลกใหม่สำหรับทุกคน โดยมีแกนนำเป็นแบรนด์ห้องเสื้ออย่าง Yves Saint Laurent และ Emanuel Ungaro ผู้เผยว่า “เบื่อเต็มทีแล้วกับการที่ผู้หญิงต้องขวยเขินกับเรียวขา หัวเข่า บั้นท้าย และหน้าอกของตัวเอง” นั่นละจ้า! โลกเปลี่ยน!

THE ’70S: เส้นทางสู่ความงามอย่างเป็นธรรมชาติ

ผู้หญิงในยุคนั้นเริ่มที่จะสบายใจในการแต่งตัวโชว์เนื้อหนังทำให้ตัวเองดูมีเสน่ห์เย้ายวนมากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่าความงามควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในหลักการประชาธิปไตยด้วยหรือไม่? นิตยสารแอลได้ทำเนื้อหาต่างๆที่ท้าทายต่อแนวคิดขนบเดิมๆ เช่น ‘ทรงผมหลังอาบน้ำ’ ในปี 1970  ‘ใช้ชีวิตอย่างงดงามแม้ไม่สวยเพอร์เฟ็กต์’ ในปี 1973  ‘อาบแดดในหน้าหนาว’ ปี 1974 ‘จะไปแซ่บคืนนี้เหรอ? แต่งสวยในแบบของคุณเองสิ’ ในปี 1978 และตั้งแต่ปี 1972 เป็นต้นมาคือช่วงยุคที่การเปลือยอกตามชายหาดถือเป็นเรื่องยอดนิยม ผู้หญิงจึงหันมาใส่ใจดูแลความงามบริเวณนี้กันเป็นพิเศษ และยังรวมถึงความแปลกใหม่ในการแต่งหน้า ‘ความสร้างสรรค์ของเมกอัพไม่ควรถูกกักขังไว้โดยแนวคิดเชยๆ’

THE ’80S: ความงามอันแข็งแกร่ง

ผู้หญิงยุคนี้คือเริ่มเป็นผู้หญิงแถวหน้ากันมากขึ้น และแน่นอนว่าพวกเธอยังอยากดูสวยน่าดึงดูดใจด้วย การเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่งจึงเป็นสุดยอดอุดมคติของผู้หญิงทุกคน เหล่าท็อปโมเดลได้กลายเป็นหนึ่งในไอคอนคนสำคัญเมื่อพูดถึงสไตล์อันสวยเก๋ล้ำสมัยอย่าง Elle Macpherson (ปรากฏโฉมบนปกแบบเปลือยอก ผมปลิวสยายเป็นธรรมชาติ เสื้อเชิ้ตผูกไว้ที่สะโพกแบบหลวมๆในปี 1987), Cindy Crawford, Stephanie Seymour และ Yasmin Le Bon คือหนึ่งในเหล่านางแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งยุค นิตยสารแอลได้กลายเป็นนิตยสารที่มีเวอร์ชั่นสำหรับผู้อ่านทั่วโลกภายในเวลาสั้นๆ อย่างเวอร์ชั่นสหรัฐอเมริกา (1985), รัสเซีย (1996), สเปน (1986), อิตาลี (1987), จีน (1988), ไทย (1994) และอินเดีย (1996)

ในขณะที่แนวคิดเรื่องความงามเริ่มมีการผสมผสานของแต่ละชาติอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น Grace Jones ซึ่งดูทรงพลังมากบนปกปี 1983 เช่นเดียวกับ Carla Bruni และ Naomi Campbell ก็ขึ้นปกแอลในช่วงปีนั้นด้วยเช่นกัน และขึ้นชื่อว่าเป็นยุค ’80s ยุคทองของส่วนโค้งเว้าที่แท้จริง ในแวดวงเครื่องสำอางกรดผลไม้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในแง่ของประสิทธิภาพเพื่อผิวเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียวที่ความงามยังคงเป็นที่พูดถึงในผู้หญิงวัย 40 และ 50 (ศัลยกรรมความงาม: วัยไหน ราคาเท่าไร ในปี 1984)

THE ’90S: กลับคืนสู่ความนิยมในสตรีเพศอีกครั้ง

เป็นยุคที่ผู้หญิงใฝ่ฝันและพยายามที่จะใช้ชีวิตอย่างสมดุล พวกเธอพยายามอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน Kate Moss, Linda Evangelista และ Claudia Schiffer คือสาวๆที่เขย่าโลกความงามในยุคนั้น แอลได้ค้นพบและเดบิวต์นางแบบสุดเซ็กซี่อย่าง Laetitia Casta ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเซ็กซี่ไอคอนของสาวๆในยุคนั้น นิตยสารแอลจากหลากหลายเวอร์ชั่นทั่วโลกยังได้รวบรวมและเชิดชูสาวงามแบบไร้พรมแดนอย่างเวอร์ชั่นอิตาลีที่มี Monica Bellucci เวอร์ชั่นสโลวาเนียก็มี Natalia Vodianova ฯลฯ

ในขณะที่ฉบับพิเศษเรื่องหน้าอกหน้าใจได้ยกย่องและปลุกกระแสความ ‘คลั่งไคล้ในหน้าอกกลมกลึง’ อีกครั้งในอีกปีต่อมา ในส่วนของเมกอัพเรานำเสนอเมกอัพและรองพื้นที่มีนวัตกรรมอันหลากหลาย อย่างเช่นเทรนด์รองพื้นซิลิโคนที่ช่วยเบลอผิวให้สวยเนียนไร้ที่ติอย่างเป็นธรรมชาติด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ แชมพูแบบ ‘2-in-1’ คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สร้างเสียงฮือฮาและทำให้ชีวิตของสาวๆนั้นง่ายและเร็วขึ้น ในยุคนั้นการทำศัลยกรรมคือประเด็นยอดนิยม ดูอย่างคอลัมน์ ‘ว่าด้วยการทำศัลยกรรมความงาม: 50 คำถามที่ต้องตอบก่อนตัดสินใจรับมีดหมอ’ในปี 1997 หรือจะเป็น ‘เราควรเชื่อในปาฏิหาริย์การแพทย์ไหมนะ?’ ในปี 1999

THE 2000S: สรรเสริญความงามในทุกรูปแบบ

ศตวรรษใหม่ได้นำพาความมิกซ์แอนด์แมตช์มาสู่ปวงชน ชาวโลกต่างเริ่มเฉลิมฉลองในการผสมผสานที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่นเดียวกับแอลที่เฉลิมฉลองความงามในหลากหลายรูปแบบ อย่าง Jourdan Dunn โมเดลสาวผิวสีที่มอบนิยามความงามใหม่ให้กับผมทรงแอฟโฟรในปี 2007 สาวแอลต่างไม่กลัวที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองแบบไร้ขอบเขต นิตยสารฉบับเฉลิมฉลอง ‘ชัยชนะของส่วนโค้งเว้า’ ในปี 2003 หรือ ‘แอตติจูดใหม่แห่งความเซ็กซี่: อวดส่วนโค้งเว้าของเราซะ!’ ในปี 2007 และ ‘พอไหมกับเสื้อไซซ์ศูนย์’ นิตยสารแอลได้หักล้างทุกทฤษฎีความงามมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้ง

ในปี 2000 ‘กระแสคลั่งไคล้ในประสิทธิภาพของโบท็อกซ์’ ในปี 2002 ‘จะจิ้มโบท็อกซ์หรือยกหน้าใหม่: สาวๆเหล่านี้ดูดีตามวัยได้อย่างไร’ ในปี 2007 ‘ต่อต้านริ้วรอย: เลเซอร์คือกระแสใหม่แทนที่โบท็อกซ์’ ในปี 2008 เรียกว่าเป็นยุคทองของการทำศัลยกรรมความงามเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมล้ำๆอย่างการสังเคราะห์สร้างเอนไซม์ผิวขึ้นใหม่ รองพื้นแบบใหม่ที่ใช้เม็ดสีเบลอผิวแบบซอฟต์โฟกัส ไปจนถึงบีบีและซีซีครีม “แวดวงความงามคืออุตสาหกรรมอันทรงพลัง ขับเคลื่อนโดยการตลาดที่ทั้งชาญฉลาดและล่อตาล่อใจ” อลิซาเบธกล่าว

THE 2010/20S: ทลายทุกกฎของขอบเขตความงาม

แทบทุกสิ่งที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นประเด็นความงามถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่เสียสิ้นไม่ว่าจะเป็นจมูกยื่นผิวหน้ามีริ้วรอยบั้นท้ายดินระเบิดหรือแม้กระทั่งผมสีเทาทุกอย่างล้วนงดงามทั้งสิ้นนิตยสารแอลเชื่อมั่นและต่อสู้เพื่อความเป็นเอกเทศความพอใจส่วนบุคคลและพลังในตัวผู้หญิงทุกคนความหลากหลายนั้นฝังอยู่ในหลากหลายรูปแบบทั้งวัฒนธรรมเพศสภาพและวัยวุฒิ

พูดง่ายๆคือผู้อ่านแอลมีความปรารถนาที่อยากจะดูสมบูรณ์แบบน้อยลง แต่มีความสุขกับตัวเองมากขึ้น เช่นเดียวกับกระแสบั้นท้ายไซซ์ XXL ของ Kim Kardashian และ Beyoncé ที่รณรงค์อย่างสม่ำเสมอให้ผู้หญิงเราหันมารักตัวเองในแบบที่เราเป็น นิตยสารแอลยังได้ทำคอลัมน์ส่งเสริมแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง เช่นในปี 2011 กับ ‘12 วิธีสู่การรักตัวเองให้มากขึ้น’ และปี 2014 ‘หลักการใหม่แห่งความงามอันยั่งยืน’

และแน่นอนเป็นอีกหนึ่งยุคสมัยที่มนุษย์เราต้องหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นพร้อมๆกับที่การระบาดของไวรัสโคโรนาทำให้เกิดวิกฤตไปทั่วโลก แบรนด์ความงามต่างๆจึงริเริ่มแนวคิดเรื่องความงามแบบออร์แกนิก คือใช้ผลิตผลท้องถิ่นและทำจากพืชล้วนๆ “ตั้งแต่ปี 2010 เราได้ลองสำรวจแบรนด์ต่างๆที่มีเพิ่มมากขึ้น เปรียบเทียบกันระหว่างแบรนด์ออร์แกนิกและไม่ออร์แกนิก พินิจพิเคราะห์เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และจุดประเด็นเรื่องความงามสายเขียวทั้งในแง่หลักจรรยาและประสิทธิภาพต่างๆ” โดยอลิซาเบธได้ตั้งข้อสรุปว่า “ความหรูหรามาในรูปแบบของนวัตกรรมใหม่ๆ ในอนาคตอาจมีอะไรที่เฉพาะเจาะจงเข้าไปอีกในแวดวงความงาม ที่อาจส่งเสริมเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมและช่วยให้ผู้คนมีความสุขกับตัวเองได้มากขึ้นก็เป็นได้”

ผู้เขียน: Dorothee Werner 
แปล:
พรประทาน ชัยกรโกศล
เรียบเรียง: มัลลิกา บุญยืน
Photographer: Jean Chevalier, Clair & Jean-Francois, Courtesy of the Brand

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH