FASHION

'Cruella' เจ้าแม่แฟชั่นผู้พ่วงด้วยตำแหน่งตัวร้ายที่ ‘เฟียร์สสุดๆ’ ของโลกการ์ตูน

สิ่งที่เธอทำนั้นดูหรูหราหรือน่าสยดสยอง สรรค์สร้างความงามหรือพยายามทำร้ายสัตว์โลก ?

20 JUL 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

เมื่อ Cruella ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากค่ายดิสนีย์ที่ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของตัวร้ายผู้คลั่งไคล้เสื้อขนสัตว์จาก 101 Dalmatians หรือชื่อไทย ‘ทรามวัยกับไอ้ด่าง’ แอนิเมชั่นเรื่องดังจากยุค ’60s กำลังเป็นที่สนใจของคนทุกเจเนอเรชั่นอยู่ในขณะนี้ (และเราคาดว่าคุณผู้อ่านหลายท่านก็คงได้ชมกันไปแล้วตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา) ทั้งที่โตทันฉบับการ์ตูน ฉบับภาพยนตร์ในยุค ’90s และยุค 2000s หรืออาจไม่รู้จักมาก่อนก็ตาม คอลัมน์ Inside Fashion จึงขออิงกระแสโดยนำเสนอเรื่องราวของเธอคู่ขนานไปกับโลกแฟชั่นในปัจจุบัน เพราะชั่วโมงนี้คงไม่มีคาแร็กเตอร์จากภาพยนตร์เรื่องใดที่จะได้รับความสนใจและดูสอดคล้องกับยุคสมัยได้ดีไปกว่าตัวร้ายผู้นี้ที่ถ้ามีชีวิตจริงขึ้นมากลุ่มพิทักษ์สัตว์นาม PETA คู่ปรับของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำมาแต่ไหนแต่ไรก็คงหมายหัวให้เป็นอันดับ 1 แน่นอน

Emma Stone รับบทเป็น Cruella de Vil

Photo: Walt Disney

Cruella หรือที่มีชื่อเต็มว่า ‘Cruella de Vil’ เป็นตัวร้ายของค่ายดิสนีย์ที่เราบอกได้เลยว่าเธอนั้น ‘เฟียร์สสุดๆ’ โดยความเก๋ของตัวละครตัวนี้ที่ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1956 ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง ‘The Hundred and One Dalmatians’ เริ่มตั้งแต่ชื่อ ‘Cruella de Vil’ ซึ่งฟังดูราวกับว่าเธอเติบโตมาในตระกูลเก่าแก่ของยุโรป แต่จริงๆแล้วชื่อนี้เกิดจากการเล่นกับคำ 2 คำคือ Cruel แปลว่าโหดร้าย และคำที่ฟังดูคล้ายภาษาฝรั่งเศส La Devil แปลว่าปิศาจ ตามมาด้วยการแต่งกายอันโดดเด่น ผมสองสี แบ่งเป็นขาว-ดำราวกับจะบอกเป็นนัยๆว่ามีทั้งด้านดีและร้ายอยู่ในตัว การแต่งหน้าทาปากเป็นไปตามยุคสมัย คิ้วโก่ง ขนตางอนยาว ทาปากแดง สวมเดรสพร้อมกับเครื่องประดับหรูหรา และที่ขาดไม่ได้คือ ‘เสื้อคลุมขนสัตว์’ โดยเวอร์ชั่นต้นฉบับในวรรณกรรมยุค ’50s นั้น เธอสวมชุดที่ทำมาจากขนสัตว์หลายชนิด ตั้งแต่สุนัขจิ้งจอกไปจนถึงสกังก์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการแต่งกายของสาวสังคมและดาราฮอลลีวู้ดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนที่ฉบับการ์ตูนของดิสนีย์ในปี ค.ศ. 1961 จะปรับลุคจากผู้หญิงมาดคุณนาย ให้กลายมาเป็น 'มนุษย์ป้ามหาภัย' ที่มีบุคลิกแปรปรวนและก้าวร้าวเพื่อให้ดูร้ายกาจมากยิ่งขึ้น คาแร็กเตอร์นี้เองถูกนำมาใช้สำหรับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ทั้ง 2 ภาคในปี ค.ศ. 1996 และปี ค.ศ. 2000 รับบทโดยนักแสดงมากความสามารถ Glenn Close ซึ่งเธอทำได้ดีชนิดที่กลายเป็นภาพจำของมาดามเดอ วิลยุคใหม่ ทั้งดูเริ่ด เชิด ชั่วร้าย และแฟชั่นจ๋าสุดๆ

Glenn Close รับบท Cruella de Vil ในภาพยนตร์เรื่อง 101 Dalmatians (ค.ศ. 1996) สวมแจ็คเก็ตพาโกดาออกแบบโดย Anthony Powell และ Rosemary Burrows คำเตือน: การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Photo: Walt Disney

ย้อนกลับไปยังปลายยุค ’90s ช่วงเวลาที่ภาพยนตร์ 101 Dalmatians ได้รับความนิยมจากบรรดาผู้ชมทั้งที่เป็นและไม่เป็นแฟนคลับของดิสนีย์ กระแสของตัวละคร ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ นี้ถูกจุดติดจนทำให้เธอเลื่อนขั้นเป็นอีกหนึ่งตัวร้ายที่ได้รับความนิยมไม่เป็นรองใคร โดยผู้ชมส่วนใหญ่ตกหลุมรักเพราะการแสดงของเกลนน์และสไตล์แฟชั่นอันโดดเด่น ด้วยคอสตูมที่กลายเป็นภาพจำซึ่งถูกสร้างสรรค์โดยหนึ่งในสุดยอดคอสตูมดีไซเนอร์นาม Anthony Powell อีกทั้งทางดิสนีย์ยังทำโปรเจ็กต์พิเศษร่วมกับนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำระดับโลกหลายราย เชิญพวกเขาให้มาร่วมออกแบบคอสตูมของ ‘เจ้าแม่แฟชั่นแห่งโลกการ์ตูน’ ในแบบฉบับของตนสำหรับอีเวนต์ที่จัดขึ้นในกรุงลอนดอน ทั้งชุดเดรสลายจุดและโค้ตตกแต่งเฟอร์ของ Dolce & Gabbana และหมวกตกแต่งตุ๊กตาน้องหมาดัลเมเชี่ยนของ Stephen Jones ยิ่งช่วยเชื่อมโยงให้อาณาจักรแฟชั่นในโลกภาพยนตร์ของมาดาม เดอ วิล (เรื่องนี้เธอเป็นเจ้าของแฟชั่นเฮ้าส์ชื่อดัง) และโลกความเป็นจริงใกล้ชิดกันมากขึ้น (แล้วไหนจะร้านของ Dolce & Gabbana ในช่วงปลายยุค ’90s มีทั้งพรมม้าลายและเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นเส้นสายตามแบบศิลปะบาโร้กอย่างกับยกห้องทำงานและห้องนอนของครูเอลลามาไว้ในร้านนั่นอีก)

Chantelle (ซ้าย) สวมชุดจาก Dolce&Gabbana และ Amie (ขวา) สวมหมวกโดย Stephen Jones ในโปรเจ็ค 101 Dalmatians Fashion Collaboration คำเตือน: การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Photo: Gety Images

ตัวร้ายผู้พ่วงด้วยสถานะ ‘สไตล์ไอคอน’ อย่างครูเอลลาจึงกลายเป็นตัวละครสมมติที่ไม่เพียงสะท้อนค่านิยมการเสพแฟชั่นของผู้คนในยุคสมัยหนึ่ง แต่ยังทำให้คนทั่วโลกเกรงกลัวและเริ่มตระหนักเรื่องการทารุณกรรมสัตว์มากขึ้น โดยช่วงต้นยุค 2000s มีผลสำรวจน่าสนใจจากการสอบถามผู้ชมชาวอเมริกันว่าด้วยเรื่อง ‘ตัวร้ายของดิสนีย์ที่มีผู้ชมเกลียดมากที่สุด’ และผลโหวตอันดับ 1 มาแรงแซงตัวเต็งอื่นๆทั้งที่มีชื่อเสียงมากกว่า และมีอิทธิฤทธิ์ไม่ธรรมดากลับกลายเป็น ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ตัวร้ายที่เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ได้มีพลังวิเศษอะไร แต่สามารถทำร้ายจิตใจผู้ชมชาวอเมริกันได้มากกว่าบรรดาแม่มดทั้งที่โฉมงามและเป็นปลาหมึกยักษ์ เพราะผู้ชมเหล่านั้นมองว่าการที่เธอหวังจะถลกหนังสุนัขลายจุดจำนวนมากถึงหลักร้อยตัวเพื่อนำมาทำเสื้อคลุมตามปรารถนาถือเป็นสิ่งเลวร้ายที่ไม่น่าให้อภัย สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมากแล้วสุนัขไม่ใช่เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงแต่เปรียบได้กับสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว และการทำร้ายสัตว์โลกก็เท่ากับการย่ำยีจิตใจของผู้รักสัตว์

Glenn Close รับบทเป็น Cruella de Vil ในภาพยนตร์เรื่อง 101 Dalmatians (ค.ศ. 1996) สวมโค้ทขนสัตว์เทียมออกแบบโดย Anthony Powell และ Rosemary Burrows

Photo: Walt Disney

สิ่งที่น่าเป็นกังวลยิ่งกว่านั้นคือเราสามารถพบเห็นการกระทำลักษณะนี้ได้ในโลกความจริง มีแบรนด์ดังทำหน้าที่สานเจตนารมณ์ของครูเอลลาจากในจอมาสู่นอกจอ (แม้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม) คอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 1999 ของ Louis Vuitton ดูราวกับกำลังจำลองภาพ ‘ครูเอลลายุคใหม่’ มาให้ผู้ชมได้เห็นบนรันเวย์ มีไอเท็มชิ้นเด่นเป็นผ้าพันคอ พอนโช แจ็กเกต และโค้ตที่ทำมาจากขนสัตว์ชนิดจัดเต็มแบบไม่ยั้ง จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ท้ายที่สุดทางแบรนด์ตัดสินใจไม่นำคอลเล็กชั่นดังกล่าวมาถ่ายเป็นภาพโฆษณา แล้วโปรโมตคอลเล็กชั่นพิเศษ Louis Vuitton Cup 2000 เป็นแคมเปญหลักสำหรับฤดูกาลนั้นแทน อีกทั้งเมื่อมีชื่อ Louis Vuitton ไปปรากฏอยู่ในช่วงเครดิตท้ายเรื่องของภาพยนตร์ภาคต่อ 102 Dalmatians ในปี ค.ศ. 2000 หลังจากเพิ่งมีกระแสด้านลบในการใช้ขนสัตว์สำหรับผลงานดังกล่าว ทำให้มีหลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ (มีที่ปรึกษาด้านการทำเฟอร์เทียมให้ออกมาดูสมจริงโดยเฉพาะ) อาจมีการลักลอบแทรกเฟอร์แท้เข้าไป แต่ก็มีการยืนยันแล้วว่าไม่มีการใช้ขนสัตว์แท้แต่อย่างใด และสำคัญที่สุดคือสัตว์ทุกตัวในภาพยนตร์ไม่ได้รับบาดเจ็บขณะถ่ายทำ เรื่องนี้รับรองโดย American Humane Association องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1877 เพื่อดูแลด้านสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์โดยเฉพาะ

การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้ขนสัตว์ที่มีครูเอลลาเป็นหนึ่งในผู้กระตุ้นให้กระแส Fur-Free เดินหน้าต่อในช่วงเวลานั้นยังเกิดขึ้นกับนิตยสารแฟชั่นชั้นนำอย่าง ELLE ซึ่งเคยโดนตำหนิจากผู้รักสัตว์บางกลุ่มที่เห็นว่าไม่สมควรนำโค้ตตกแต่งขนสุนัขจิ้งจอกย้อมสีจากคอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 1998 ของ Versace (ในอดีตนั้นติดท็อปลิสต์ที่ต้อง ‘จัดการ’ ของกลุ่ม PETA) มาขึ้นปก เพราะยังมีอีกหลายชุดเด่นในคอลเล็กชั่นที่ไม่มีการใช้ขนสัตว์เป็นส่วนประกอบ...แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่ว่ามานี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะปัจจุบันแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton ใช้ขนสัตว์แท้สำหรับคอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปน้อยลงกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด ทาง Versace เองก็ประกาศยกเลิกการใช้ขนสัตว์แท้ไปตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2018 พร้อมการยืนยันอย่างหนักแน่นโดย Donatella Versace ว่า “Fur? I'm out of that” ส่วน ELLE ก็ยืนยันได้ว่าในปัจจุบันเราเข้าร่วมและสนับสนุนอุดมการณ์ ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ โดยมีการงดใช้ขนสัตว์แท้ในอุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นประเด็นสำคัญ

นางแบบสวมโค้ทตกแต่งขนสัตว์บนหน้าปกนิตยสารแอล โปแลนด์ ฉบับเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1998 และภาพแคมเปญ Versace Fall/Winter 1998 ถ่ายโดย Steven Meisel

Photo: ELLE, Versace

การกระทำของตัวร้ายผู้คลั่งไคล้ชุดขนสัตว์อย่าง ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ถูกมองว่าโหดร้ายสมกับชื่อของเธอเช่นไร ปัจจุบันนี้การใช้ขนสัตว์ในการผลิตเครื่องนุ่งห่มก็ถูกมองว่าโหดร้ายเช่นนั้น เมื่อปีที่ผ่านมามีผลสำรวจโดย Vogue Business ดังที่เราได้รายงานไปในฉบับก่อนหน้าว่าความต้องการสินค้าขนสัตว์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับกันยอดขายสินค้าแฟชั่นแนววีแกนได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นถึง 258%! ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร และในผลสำรวจยังระบุอีกด้วยว่าราว 80% ของชาวอังกฤษเชื่อมโยงการใช้ขนสัตว์เข้ากับความรู้สึก ‘โหดร้าย’ และ ‘ล้าสมัย’ ... โดยการแอนตี้การใช้ขนสัตว์แท้เริ่มเด่นชัดขึ้นในช่วงปลายยุค ’80s-’90s ช่วงเวลาที่เส้นแบ่งเรื่องของชนชั้นและฐานะของผู้บริโภคสินค้าแฟชั่น โดยวัดจากการสวมชุดขนสัตว์ได้พังทลายลง เมื่อร้านค้าปลีกขนสัตว์เริ่มปิดตัว ฟาร์มขนสัตว์ในสหราชอาณาจักรถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และห้างสรรพสินค้ารายใหญ่พากันปิดแผนกเสื้อขนสัตว์ แถมเพิ่มออร์เดอร์ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์เทียมตามความนิยมของคอแฟชั่นสมัยใหม่ที่ให้ความสนใจในวัสดุสังเคราะห์ ถ้าเจ้าแม่แฟชั่นจากกลางศตวรรษที่ 20 อย่างครูเอลลามาได้ยินคนรุ่นใหม่วิจารณ์ว่าเสื้อขนสัตว์ที่มีนับไม่ถ้วนของเธอนั้น ‘เชยมาก!’ และรับรู้ความเป็นไปของโลกในช่วง 3 ทศวรรษนี้ เธอคงอกแตกตาย ไม่ก็หายไปขังตัวเองอยู่ในอาณาจักรแฟชั่นอันคร่ำครึ หากทำใจยอมรับความจริงไม่ได้ว่าการใส่เสื้อขนสัตว์แท้นั้น ‘มันเอ้าต์แล้วจริงๆ’

Cruella de Vil บนปกนิตยสารแอล จากภาพยนตร์เรื่อง 102 Dalmatians

Photo: Walt Disney

เมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ในเมื่อเธอทั้งโหดร้าย และการใช้สินค้าแฟชั่นที่ทำมาจากขนสัตว์ก็เชยไปแล้ว ทำไมถึงยังยกให้เธอเป็นตัวร้ายที่ขึ้นชื่อว่าเฟียร์สสุดๆ?” ... เหตุที่เธอยังคู่ควรได้รับตำแหน่งนี้เป็นเพราะทัศนคติที่ต้องการเห็นโลกแฟชั่นก้าวไปข้างหน้า ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ พร้อมฉีกทุกฎเกณฑ์เพื่อเปลี่ยนแปลง และใช้ตัวเองเป็นสัญลักษณ์ ‘อนาคตของโลกแฟชั่น!’ โดยเราสามารถสัมผัสมุมมองในส่วนนี้ได้จากภาพยนตร์ Cruella เวอร์ชั่นปี ค.ศ. 2021 ที่ได้ Emma Stone มาสวมบทบาท แต่หากยังไม่ได้ชมก็ยังเห็นได้จากภาพยนตร์ตัวอย่างที่เธอเพนต์เป็นคำว่า ‘The Future’ ชัดเจนบนใบหน้า และหากย้อนกลับไปยังภาพยนตร์ 101 Dalmatians เมื่อ 25 ปีที่แล้วก็แสดงแอตติจูดในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเธอยอมทิ้งเงินมหาศาลเพื่อรื้อคอลเล็กชั่นลายขวางที่กำลังเป็นเทรนด์ทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยลายจุดซึ่งเธอมองว่าจะล้ำเทรนด์ไปอีกขั้น หรืออย่างในภาพยนตร์ภาคต่อ 102 Dalmatians ก็ได้นำเสนอบุคลิกอีกด้านของมาดามเดอ วิลหลังจากถูกคุมขังและบำบัดจนภาวะคลั่งขนสัตว์หายไป แต่ตัวตน ‘เจ้าแม่แฟชั่น’ ผู้มีความคิดสร้างสรรค์สุดบรรเจิดยังคงอยู่ เธอสามารถนำวัสดุเหลือใช้และเสื้อผ้าเก่ามาดัดแปลงให้กลายเป็นชุดหรูและดูดีได้ไม่แพ้เสื้อขนสัตว์ที่เคยมี กลายเป็น ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ เวอร์ชั่น ‘รักษ์โลก’ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ ‘อินสุดๆ’ สำหรับโลกแฟชั่นในทศวรรษนี้

Emma Stone รับบทเป็น Cruella de Vil

Photo: Walt Disney

เธอจึงเป็นอีกหนึ่งในตัวร้ายของดิสนีย์ที่มีเรื่องราวให้เลือกเสพทั้งสองด้าน ดีและร้าย มืดและสว่าง ไม่ต่างจากสีผมขาว-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ ในขณะเดียวกันรสนิยมด้านแฟชั่นยังชวนให้คิดได้ว่าทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ควรเรียก หรูหราหรือน่าสยดสยอง เลอค่าหรือน่ารังเกียจ สรรค์สร้างความงดงามหรือพยายามทำร้ายโลก ก็คงแล้วแต่มุมมองและรสนิยมการเสพแฟชั่นของแต่ละท่าน เพราะทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะเลือกชื่นชมและประทับใจตัวร้ายที่ชื่อ ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ในด้านใด

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH