SIGNATURE

75 ปีแห่งการปลดแอก เรียกร้องสิทธิ และขับเคลื่อนโลกของ ELLE

เพราะ ELLE เข้าใจหัวอกลูกผู้หญิงได้ดีที่สุด

21 NOV 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

บทเกริ่นนำ: Khanakon Phettrakul / เรื่อง : ELLE International โดย Michelle Fitoussi, แปล: Purich Sittikul, เรียบเรียง: Wattakul N.

นิตยสารแอล เปรียบเสมือนบทบันทึกที่ร้อยเรียงเหตุการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่องนับแต่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน โดยเรื่องราวของ ‘การปลดแอก’ อันเป็นจุดเริ่มต้นนั้นเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่บรรดาสตรีชาวฝรั่งเศสได้ออกมาเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งท่ามกลางบรรยากาศสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้นักหนังสือพิมพ์หัวใสนาม Hélène Lazareff เกิดปิ๊งไอเดียที่จะทำ ‘นิตยสารผู้หญิง’ โดยนำเสนอ ‘เนื้อหาสาระที่แฝงด้วยเรื่องเบาสมอง และมุกเสียดสีที่แฝงด้วยความรู้อันเข้มข้น’ แม้ว่า เอแลนไม่ใช่นักสิทธิสตรี แต่ด้วยพรสวรรค์และสัญชาตญาณของเธอทำให้เข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ยาก เพราะผู้หญิงในช่วงเวลานั้นต่างพากันโหยหาการสร้างโลกใบใหม่ โดยที่เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามมา ไม่คาดคิดแม้กระทั่งว่านิตยสารแอลจะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในหลายประเทศ มีการตีพิมพ์จำหน่ายมากถึง 45 ประเทศทั่วโลก

Hélène Gordon Lazareff ผู้ก่อตั้ง และบรรณาธิการนิตยสาร ELLE คนแรกของโลก

Photo: Courtesy of the brand

ปีนี้ถือเป็นปีสำคัญของหนึ่งในนิตยสารแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกนามว่า ‘Elle’ เพราะนอกจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีแล้ว เมื่อไม่นานมานี้นิตยสารแอลหลายประเทศได้กลับมาหวนรำลึกความหลังเพื่อทบทวนเกี่ยวกับจุดเริ่มต้น เน้นย้ำถึงมาตรฐานการเป็นนิตยสารระดับแนวหน้า และแสดงจุดยืนในบทบาทของการเป็น ‘เพื่อนหญิง’ ที่อยู่เคียงข้างสาวๆ และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้พวกเธอมายาวนานข้ามศตวรรษ

“ทำไมแอลถึงเข้าใจผู้หญิงได้ดีขนาดนี้?” เราเชื่อว่านี่คงเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของผู้อ่านทั่วโลกเมื่อหยิบนิตยสารแอลขึ้นมาอ่าน ไม่เว้นแม้แต่ผู้อ่านชาวไทยที่รู้จักนิตยสารหัวนอกเล่มนี้มานานถึง 26 ปี! จากช่วงแรกที่เพียงเปิดใจยอมให้เป็น ‘หนึ่งในผู้ที่ถูกเลือก’ จากบรรดานิตยสารหลายเล่มบนแผงหนังสือ โดยที่บางท่านยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าชื่อของนิตยสารเล่มนี้อ่านว่าอะไร “เอ๊ะ...ชื่อนี้อ่านว่าเอลเล่ หรือแอ๋วกันแน่นะ!?!” แต่ด้วยเนื้อหาที่ตรงใจและตอบสนองความใคร่รู้ของผู้หญิงยุคใหม่ ท้ายที่สุดนิตยสารจากประเทศฝรั่งเศสที่ใช้ชื่อตามภาษาประเทศต้นกำเนิดว่า ‘ELLE’ แปลได้ว่า ‘เธอ’ ก็ขึ้นแท่นกลายเป็น ‘หมายเลข 1’ ในใจของสาวๆทั่วโลก โดยผู้ที่วางรากฐานสำคัญให้กับแอลมาตั้งแต่ปฐมบทก็คือ Hélène Gordon-Lazereff หญิงแกร่งผู้ก่อตั้งนิตยสารฉบับนี้ร่วมกับสามี และเธอยังเป็นคำตอบของคำถามข้างตั้นที่ว่าทำไมแอลถึงเข้าใจผู้หญิงได้ดีขนาดนี้ นั่นเพราะเอแลนเคยประสบทั้งเหตุการณ์อันเลวร้ายและเรื่องราวที่แสนหวานมากับตัว จึงทำให้เข้าใจว่า ‘การเป็นหญิงนั้นลำเค็ญเพียงใด’ และที่สำคัญคือ ‘แท้จริงแล้ว ผู้หญิงต้องการอะไร

Hélène Gordon Lazareff และ Christian Dior ในปีค.ศ. 1954

Photo: Getty Images

จากผลของการปฏิวัติรัสเซียที่ทำให้เอแลนจำเป็นต้องลี้ภัยจากบ้านเกิดไปยังประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งๆที่ในโลกแห่งอุดมคตินั้นเธอสามารถอยู่กับชีวิตที่สุขสบายภายใต้การเลี้ยงดูโดยครอบครัวที่มีฐานะ ทั้งจากการเป็นเจ้าของโรงงานยาสูบขนาดใหญ่ และยังเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เหตุการณ์อันเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน การปฏิวัติในครั้งนั้นจึงส่งผลให้หนูน้อยเอแลนในวัย 7 ขวบ ถูกชายคนหนึ่งพาอุ้มหนีโดยใช้เพียงผ้าพันคอขนาดใหญ่ห่อตัวเธอแล้วแบกติดตัวไป มารู้ตัวอีกทีเธอก็มาโผล่ในนครแห่งแสงสี...ปารีส

และนอกจากบาดแผลในอดีตที่เธอจำฝังใจแบบไม่มีวันลืมแล้ว ความเข้าใจในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกันยังเกิดจากการศึกษาทางด้านชาติพันธุ์วิทยาในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งกรุงปารีส Sorbonne ก่อนที่บุพเพสันนิวาสจะทำให้ได้พบกับคู่ชีวิต Pierre Lazareff ที่ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชื่อดัง France-Soir นำไปสู่การแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1939 จากประสบการณ์ในด้านงานหนังสือพิมพ์ของปีแยร์และงานเขียนของเอแลนที่ฝากไว้ในนิตยสารชั้นนำทั้งในและนอกฝรั่งเศสหลายฉบับ ทำให้เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งคู่ตัดสินใจใช้อพาร์ตเมนต์ในกรุงปารีสเป็นฐานทัพผลิตอาวุธด้านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุประสิทธิผลในการเป็นผู้นำทางการปลดแอกผู้หญิงจากความอยุติธรรม วันที่ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 อาวุธที่ทรงพลังสำหรับผู้หญิงในรูปแบบของสื่อสิ่งพิมพ์นามว่าแอลก็เผยโฉมให้โลกได้รู้จัก

Hélène Gordon Lazareff ผู้หญิงที่มีความคิดหัวก้าวหน้า เธอคือหนึ่งในผู้พลักดันแนวคิด 'สตรีนิยม' ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของโลก

Photo: Courtesy of the brand

เมื่อเร็วๆนี้มีการหวนรำลึกและทบทวนถึงจุดเริ่มของแอลเพื่อเน้นย้ำถึงมาตรฐานของการเป็นนิตยสารระดับแนวหน้า แอลเป็นนิตยสารรายแรกๆที่โดดเด่นในการร่างนิยามของผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งครอบคลุมในเรื่องของสิทธิสตรีและวิวัฒนาการทางจารีตในสังคม ทั้งสองสิ่งนี้เป็นแนวคิดที่แยกจากกันไม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน มีการนำเสนอตั้งแต่เนื้อหาเกี่ยวกับ ‘ภาวะกามตายด้าน’ ของ Christine Lagarde ผู้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ออกมากระทุ้งให้ผู้หญิงพึงตระหนักในสิทธิที่จะลิ้มรสความสุขผ่านหน้าเว็บไซต์ ‘โดยปราศจากการเซ็นเซอร์’ ไปจนถึงแฮชแท็ก #tasjoui...ผู้อ่านยุคใหม่อาจเกิดคำถามว่า ที่แอลเข้าใจพวกเธอได้ดีขนาดนี้เพราะอยู่มานานนับพันปีแล้วใช่ไหม?...คำตอบคือ ‘ไม่เลย!’ เราก่อตั้งมาแค่เกือบ 8 ทศวรรษเท่านั้นเอง แต่ความกระเสือกกระสนของผู้หญิงในการที่จะมีอิสระทางอาชีพและมีอำนาจต่อเรือนร่างของตนมีมานานกว่านั้น อย่างการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้เข้าใกล้อุดมการณ์ที่วาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นในมิติด้านความเท่าเทียมและความเป็นอิสระ โดยในทุกๆช่วงเวลาเหล่านั้นแอลคือผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเธอเสมอ ครั้งแรกเกิดขึ้นในฝรั่งเศส ต่อด้วยเมริกา อังกฤษ สเปน อิตาลี จีน โปแลนด์ กรีซ และที่อื่นๆตามมาอีกมากมาย ความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงได้ถูกเปิดโปงด้วยอำนาจของปลายปากกา ไม่ว่าจะแบบอ่อนโยน เกรี้ยวกราด หรือเสียดสีก็ตาม บรรดาผู้หญิงที่มีหัวคิดได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้บนหน้านิตยสาร (เช่นเรื่องการทำแท้ง ความเท่าเทียม การสวมฮิญาบ) และไม่มีประเด็นใดที่จะหลุดรอดในการนำขึ้นมาถกบนคอลัมน์ต่างๆของเรา

Hélène Gordon Lazareff ต้องการให้นิตยสาร ELLE เป็นดั่งกระบอกเสียงเพื่อเพิ่มโวลุ่มให้กับผู้หญิงทุกคน

Photo: Courtesy of the brand

มีคนเคยสงสัยว่าแอลนั้นเป็นเพียงนิตยสารผู้หญิงที่มีการจัดรูปเล่มสลับไปมาระหว่างหน้าแฟชั่นและความงาม? ซึ่งก็พอจะเดาได้ว่าคนกลุ่มนั้นคงไม่ใช่แฟนๆของแอล เพราะตลอดระยะเวลา 75 ปีมานี้แอลได้แทรกซึมเข้าถึงทุกย่างก้าวของชีวิตและทุกช่วงวัยของผู้หญิงทั่วโลก แอลสุขใจที่ได้ค้นพบว่าในทุกๆสัปดาห์ ทุกๆเดือนจะมีอะไรบ้างที่ทำให้ผู้หญิงต้องรู้สึกขุ่นเคือง มีอะไรบ้างที่กำลังผลักดันให้พวกเธอก้าวไปข้างหน้า หรือมีอะไรบ้างที่ทำให้พวกเธอต้องออกมาเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดก็คือความพยายามในการปลดแอกนี้เปรียบได้กับการนั่งรถไฟเหาะที่มีทั้งขึ้นสุดและลงสุดแบบหวาดเสียว นับตั้งแต่การออกมาเรียกร้องสิทธิแบบเหนียมอายตามสไตล์ผู้หญิงยุค ’40s-’60s การออกมาเดินขบวนแบบจริงจังในยุค ’70s จวบจนการเกิดกระแส ‘superwoman’ (ความเป็นยอดหญิงทั้งในบ้านและที่ทำงาน) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ดูเหมือนมีทั้งต้องยอมจำนนต่อการกดขี่ต่อไป จนถึงขั้นเกิดเป็นกระแสลุกฮือ อาจมีการก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่ก็อาจต้องถอยหลังกลับไปอีกสักก้าวสองก้าว เพราะถึงแม้มีการสร้างวาทกรรมเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่การกีดกันก็ยังคงมีอยู่ จนกระทั่งในยุค 2010s การเรียกร้องก็ดูแข็งข้อมากยิ่งขึ้น จนถึงจุดพีกในเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2017 หลังจากมีเรื่องอื้อฉาวของเจ้าพ่อฮอลลีวู้ด Harvey Weinstein ที่ทำให้กระแสสตรีนิยมทวีความรุนแรง อย่างโพสต์ยอดฮิตติดแฮชแท็ก #MeToo ที่ดูดุดันแต่ก็แฝงด้วยความขบขันเอามากๆ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงยุคใหม่จะไม่ทนรออุดมการณ์ใดๆ โดยมีการแสดงจุดยืนเรื่องเหล่านี้ผ่านเว็บไซต์ podcast และโซเชียลเน็ตเวิร์กในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะพวกเธอรอมันมานานเกินพอ

นิตยสาร ELLE ฉบับแรกของโลก 21 พฤศจิกายน ค.ศ.1945 โดดเด่นกว่านิตยสารหัวอื่นๆ ในท้องตลาดด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องสตรีนิยม แฟชั่นที่ทันสมัย สีสันสดใสสะดุดตา Hélène Gordon Lazareff เลือกใช้กระดาษเนื้อหยาบและสีเหลืองเพราะเธอต้องการให้นึกถีง 'ขนมปังฝรั่งเศส'

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 1945-1955: ช่วงเวลาแห่งความหวัง

33% ของผู้หญิงฝรั่งเศสทำงานนอกบ้านเช่นเดียวกับผู้หญิงในเกือบทุกประเทศของยุโรป และจำนวนของผู้หญิงที่ทำงานนอกบ้านนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 75% ในปี ค.ศ. 2020 โดย Françoise Giroud บรรณาธิการอำนวยการได้เขียนไว้ในปี ค.ศ. 1946 ว่า “การทำงานไม่ใช่เพียงแค่การหาเลี้ยงชีพ แต่มันคือการเปิดโลกทัศน์ และการหาเลี้ยงชีพก็เป็นเครื่องการันตีเพียงหนึ่งเดียวสู่อิสรภาพของผู้หญิง” แต่ทั้งนี้จากการสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 1954 อนาคตของผู้หญิงก็ยังขึ้นอยู่กับการแต่งงานอยู่ดี แล้วการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับเรื่องที่บ้านล่ะ? บรรดาผู้หญิงแต่งงานแล้วที่มีความปราดเปรียวคล่องแคล่วได้เสนอทางออกว่า ควรมีชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น และมีวันหยุด 1 วันต่อสัปดาห์ เช่นในประเทศฝรั่งเศสที่ให้หยุดทุกวันพฤหัสบดี หรือมีวันหยุดที่ตรงกับลูกๆของพวกเธอ และในปี ค.ศ. 1945 สตรีชาวฝรั่งเศสก็พากันเดินทัพไปที่หน่วยเลือกตั้งโดยมีฟรองซัวส์เป็นผู้ออกมากระตุ้นพวกเธอด้วยถ้อยคำ “สุภาพสตรีทั้งหลาย อย่าอยู่กับบ้านเฉยๆ ออกมาเลือกตั้งกันเถอะ!

ในเรื่องนี้บรรดาหญิงชาวอิตาเลียนก็เห็นชอบ ตามมาด้วยหญิงชาวสเปน แต่ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น ส่วนผู้หญิงชาวอังกฤษและอเมริกันได้สิทธิเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้นับตั้งแต่เริ่มทศวรรษที่ 1920s อีกทั้งผู้หญิงชาวฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก โปแลนด์ และบัลแกเรีย ก็ได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้อีก ขณะที่ผู้หญิงชาวนิวซีแลนด์ได้สิทธิโหวตในปี ค.ศ. 1893 ส่วนที่ออสเตรเลียผู้หญิงสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้ในปี ค.ศ. 1902 ซึ่งถือเป็นรุ่นบุกเบิกในกระแสโลกการเมืองเลยก็ว่าได้ แต่การเรียกร้องสิทธิที่ถือเป็นการเขย่าโลกในช่วงเวลานั้นเป็นผลมาจากหนังสือเรื่อง The Second Sex ที่เขียนโดย Simone de Beauvoir ซึ่งท้ายที่สุดได้กลายมาเป็นหนึ่งในต้นแบบของแอล โดยในปี ค.ศ. 1949 นิตยสารได้ตั้งคำถามต่อจารีตต่างๆที่เรายึดถือกันมาโดยไม่เคยขบคิดมาก่อน ‘คุณคิดว่าเราควรสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องเพศศึกษาหรือไม่?’…50% ของผู้หญิงนั้นตายด้านหรือเปล่า?...ทั้งนี้แพทย์ที่ปรึกษาประจำของแอลยืนยันว่า “การปลดแอกทางสังคมและเศรษฐกิจจะเป็นตัวช่วยให้พวกเธอมีความสมดุลในเรื่องบนเตียงมากขึ้น” ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วที่อื่นๆล่ะ? ผู้หญิงที่ออสเตรเลีย อเมริกา รัสเซีย หรือโปรตุเกสเขามีชีวิตแบบไหนกัน? คำตอบคือ ‘ก็ไม่ได้ดีไปกว่าผู้หญิงชาวฝรั่งเศสหรอก’

Mademoiselle Chanel และ Suzy Parker บนหน้าปกนิตยสาร ELLE ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1957

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 1956-1967: ช่วงเวลาของการลุกขึ้นสู้

ในปี ค.ศ. 1956 เรื่องการปลดแอกกลายเป็นประเด็นร้อนที่สุดในช่วงเวลานั้น แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ‘มีผู้ชายเพียง 1 ใน 100 คนที่รู้สึกยินดีกับการที่ผู้หญิงมีงานทำ’ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการอดทนรอ โดยท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1965 กฎหมายได้อนุญาตให้ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องได้รับการยินยอมจากสามี รวมถึงผู้หญิงสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ด้วยชื่อตัวเอง และตามประวัติการรายงานมีการกล่าวสรรเสริญผู้หญิงที่ทำงานตามโรงงานและโรงพยาบาลว่าเป็น ‘ยอดหญิงแห่งยุคสมัยใหม่’ ซึ่งผู้หญิงกลุ่มนี้ก็คือสาวโรงงานหรือนางพยาบาลนั่นเอง อีกทั้งยังมีการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มผู้หญิงที่อาศัยอยู่ตามชานเมืองราวกับว่ามันเป็นนิยายขายดี เพราะผู้หญิงกลุ่มนี้ต้องเดินทางไป-กลับจากบ้านถึงที่ทำงานเป็นเวลา 4 ชั่วโมงต่อวัน มีสตรีคนหนึ่งเล่าว่า “ฉันอายุ 32 ปี และกำลังตั้งท้องลูกคนที่ 6 ฉันรู้สึกท้อเหลือเกิน!” นี่คือตัวอย่างเสียงพร่ำร้องจากใจของผู้อ่านนิตยสารแอลอีกราย ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1961 หรือ 6 ปีก่อนที่จะมี Neuwirth Law (กฎหมายของฝรั่งเศสที่ยกเลิกการห้ามใช้วิธีคุมกำเนิด) อนุญาตให้มีการขายยาคุมกำเนิด แม้ว่าการร่างกฎหมายนี้จะล้าหลังประเทศอังกฤษและอเมริกา แต่ถ้าถามว่าสิ่งนี้ขัดต่อ ‘กฏระเบียบด้านสาธารณสุข ศีลธรรม ศาสนา และสังคมหรือไม่?” แอลขอตอบเลย ไม่เลย...ไม่แน่นอน! และจากที่เห็นตัวอย่างในประเทศอื่นๆ ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพล 2 คนทั้ง Golda Meir หนึ่งในผู้นำหญิง และ Indira Gandhi ผู้ที่รู้สึกขัดใจเวลาที่ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องความเปราะบางของผู้หญิง ทั้งสองยังคุยกันว่า “เราควรอิจฉาผู้หญิงที่มีชีวิตเป็นอิสระในเดนมาร์กหรือไม่?”

นิตยสาร ELLE ฝรั่งเศส ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ.1971 การขึ้นปกของเสื้อผ้าจาก Kenzo ครั้งแรก ภาพถ่ายโดย Peter Knapp

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 1968-1980: ช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหว

ในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ. 1968 ซึ่งเป็นปีที่มีความเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดนั้น เราแทบไม่เห็นนิตยสารที่มีคนในกองบรรณาธิการลุกฮือ ทั้งจากการที่สาวๆที่ทำงานในธุรกิจหนังสือพิมพ์พากันลุกขึ้นมาสวมกางเกง ไปจนถึงเรื่องที่เอแลนรู้สึกขุ่นเคืองต่อประเด็นต่างๆในสังคม นิตยสารแอลใช้ภาพขาว-ดำเป็นหน้าปกให้อารมณ์คล้ายกับการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ที่มีการโชว์ภาพของกลุ่มผู้ประท้วง เนื้อหาบนหน้าหนังสือพิมพ์เต็มไปด้วยเรื่องความตึงเครียดและคำถามที่ว่า “ไม่พอใจอะไรนักหนากับเรื่องทำแท้ง?” ซึ่งในประเทศอังกฤษและอเมริกานั้นการทำแท้งเพิ่งเป็นเรื่องถูกกฎหมายไปเมื่อเร็วๆนี้ แต่ในประเทศฝรั่งเศสมีผู้หญิงเกือบล้านคนที่ในแต่ละปีต้องเสี่ยงชีวิตจากการทำแท้ง จนกระทั่งมี Veil Law (กฎหมายอนุญาตให้ทำแท้ง) ในปี ค.ศ. 1975 แต่แอลก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ได้ดูราบลื่นขนาดนั้น เพราะหากย้อนกลับไปยังเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1970 ในเมืองแวร์ซาย ได้มีการประชุมสามัญสตรีขึ้น (Etats Généraux de la Femme) เป็นการประชุมที่บรรยากาศดูคุกรุ่น มีการผ่านร่างกฎหมายการทำแท้ง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1972 หลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิงได้ถูกเสนอเข้ามติที่ประชุม แต่การเอามาปฏิบัติจริงก็คืออีก 2-3 ทศวรรษต่อจากนั้น ‘หากวันใดที่มีการแบ่งเบาภาระงานบ้านอย่างเท่าเทียมกันระหว่างคู่สามีภรรยา เมื่อนั้นปัญหาที่ผู้หญิงต้องเจอในที่ทำงานก็จะลดน้อยลงไป’

แต่ถึงกระนั้นในประเทศสวีเดนก็มีบรรดาชายแท้ที่ล้างจานและอยากเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง และหลังจากที่หนังสือ The Mystified Woman เขียนโดยนักสตรีนิยมชาวอเมริกันนาม Betty Friedan ถูกตีพิมพ์ ก็มีบรรณาธิการบางคนออกมาร่ำไห้อย่างเปิดอกว่า “การเป็นผู้หญิงนั้นแสนจะลำเค็ญ!” อีกทั้งเหล่านักเรียนหญิงวัยมัธยมปลายยังระบายให้ฟังว่า “ผู้หญิงทุกที่ทั่วโลกกำลังดิ้นรนที่จะลืมตาอ้าปากและหวังว่าจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นบ้าง” และยังมีคำถามอีกด้วยว่า “ทำไมพวกเราลุกขึ้นสู้เรื่องการถูกข่มขืน แต่กฎหมายก็ไม่ได้ช่วยอะไร แล้วอย่างการแต่งงานน่ะ ช่วยอะไรพวกเราได้บ้าง?” ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 1970 หญิงชาวอิตาเลียนก็ได้สิทธิ์หย่าตามกฎหมาย ส่วนผู้หญิงในประเทศสเปนก็ได้สิทธิ์นั้นตามมาในปี ค.ศ. 1981 ซึ่งสิ่งที่แอลต้องการจะบอกก็คือ บทความทั้งหมดนั้นเป็นการประเมินถึงสภาวะความขมขื่นที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง เพศที่มีอำนาจน้อยกว่าในโลกของการเมือง และมันก็เป็นการยากเช่นกันที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีที่ทางเป็นของตนเองในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ โดยปัญหาด้านสิทธิสตรีก็เป็นอีกเรื่องที่มีให้เห็นไปทั่วทุกที่ ในปี ค.ศ. 1978 นิตยสารแอลจึงได้ออกเยี่ยมเยียนบรรดาหญิงสาวชาวสเปนในช่วงฟื้นตัวจากรัฐสเปนภายใต้การนำของ Francisco Franco (Post-Franco) ก่อนที่ในปีถัดมานักสตรีนิยมนาม Kate Millet จะถูกเนรเทศออกจากอิหร่านโดยมีสาเหตุมาจากการที่เธอเป็นพยานให้หญิงชาวอิหร่านลุกขึ้นสู้ แต่อย่างไรก็ดีทั้ง 9 ประเทศในสหภาพยุโรป ‘ผู้หญิงรู้สึกมีความสุขและอิ่มเอมจากการที่อุดมการณ์ของพวกเธอเป็นหนึ่งเดียวกัน

Yasmin Le Bon บนหน้าปกนิตยสาร ELLE อังกฤษฉบับปฐมฤกษ์ พฤศจิกายน ค.ศ. 1985

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 1980-1990: ช่วงเวลาแห่งการโห่ร้อง

เป็นยุคแห่ง ‘นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี’ โดยพวกเธอหวังว่าทุกๆการเรียกร้องจะต้องสำเร็จลุล่วง แต่ก็ดูเหมือนกลับตกเป็นเหยื่อในคราเดียวกัน? แน่นอนว่ามีผู้หญิงอยู่ทุกที่บนโลก และจำนวนผู้หญิงที่เป็นเจ้าของกิจการก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น เราเพียงอยากวางรากฐานที่เท่าเทียมกันในเรื่องของการหาเลี้ยงชีพ และผู้หญิงเหล่านี้ก็เริ่มตาสว่างมากขึ้น เนื่องจากพวกเธอต้องสวมบทบาท ‘เวิร์กกิ้งวูแมนที่ทำงานและดูแลสามีไปพร้อมๆกับการเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีในโลกธุรกิจ โดยใช้เวลารับบทบาทนี้มากถึง 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์’ ราวกับว่าพวกเธอเป็นยอดหญิงที่มีพลังไร้ขีดจำกัด!?! ในปี ค.ศ. 1986 มีบทความที่แฉเรื่องการดิ้นรนต่อสู้ตลอดช่วงชีวิตของบรรดาผู้หญิงเพอร์เฟ็กต์ทั้งหลายอย่างน่าขบขันและน่าขุ่นเคืองไปพร้อมๆกัน ถ้าเช่นนั้นคำถามคือ เราให้ความรู้แก่บรรดาเด็กสาวที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้ากันแบบไหน? แล้วพวกเด็กผู้ชายอีกล่ะ? สถาบันครอบครัวมีทั้งเรื่องแหกคอก เรื่องหย่าร้าง การกลับมาคืนดีกัน พ่อ-แม่ที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง และมีพ่อ-แม่ที่เป็นเพศเดียวกัน ‘มีผู้หญิงมากถึง 75% ที่ต้องการหย่ากับสามี’ พวกเธออ้างสิทธิอันชอบธรรมเรื่องของการคบชู้ แล้วชู้รักช่วยทำให้ชีวิตสมรสแนบแน่นขึ้นงั้นหรือ? พวกเรายังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการถึงจุดสุดยอด ความใคร่ และความพึงพอใจในเรื่องทางเพศอีกด้วย ซึ่งท้ายที่สุดยาขับเลือด (RU 486) ก็ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย ซึ่งแอลก็รณรงค์ให้มีการแจกจ่ายยาตัวนี้แก่กลุ่มเยาวชน

Susan Faludi นักสตรีนิยมชาวอเมริกันได้เปิดเผยข้อมูลว่า กระแสต่อต้านสิทธิสตรีก็ยังคงมีอยู่ โดยซูซานได้แสดงความเห็นดังกล่าวในคอลัมน์ของนิตยสาร แอล อเมริกา ที่วางแผงในปี ค.ศ. 1986 และในปี ค.ศ. 1990 กองบรรณาธิการได้กล่าวว่า “เราควรกลับไปทบทวนประเด็นต่างๆกันใหม่อีกครั้ง” เนื่องจากในประเทศอื่นๆยังเต็มไปด้วยเรื่องอัปยศ เช่น ผู้หญิงถูกเผาทั้งเป็นด้วยกรดในประเทศอิหร่าน การฆ่าทารกเพศหญิงในประเทศจีน การสังหารสมาชิกในครอบครัวอันเนื่องจากทำให้ตระกูลเสื่อมเสียเกียรติในประเทศจอร์แดน การฆ่าตัดตอนในแอฟริกา เรื่องที่เกิดขึ้นนี้พวกเธอทำได้เพียงแค่วิ่งหนีเอาชีวิตรอด! แต่ผู้หญิงอเมริกันสามารถเข้าร่วมกับนาวิกโยธิน และ Benazir Bhutto ก็ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน นอกจากนี้ในทศวรรษนี้ก็ได้มีการก่อตั้งนิตยสารแอล สเปนขึ้นในปี ค.ศ. 1986 และตามมาติดๆด้วยแอล อิตาลีในปี ค.ศ. 1987 ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงช่วยเพิ่มวอลูมให้ความเห็นต่อประเด็นต่างๆที่ถูกกดทับไว้มีพลังมากยิ่งขึ้น

หน้าปกนิตยสาร ELLE ประเทศไทยฉบับปฐมฤกษ์ พฤศจิกายน ค.ศ. 1994

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 1990-2000: ช่วงเวลาของการต่อสู้อย่างดุเดือด

จากการที่สาธารณชนวิจารณ์และตั้งคำถามต่อกรณีที่ผู้หญิงถูกกดขี่ในเรื่องต่างๆมากขึ้น นำไปสู่การเรียกร้องเรื่องสิทธิสตรีเป็นวงกว้าง โดยมีประเด็นเรื่องของความเท่าเทียมเป็นประเด็นสำคัญ ในปี ค.ศ. 1997 มีบทบรรณาธิการกล่าวถึงข้อดีและข้อเสียจากการเรียกร้องสิทธิดังกล่าว รวมทั้งประเด็นเรื่องอื่นๆ เช่น ‘การทำหน้าที่แม่ที่ต้องคอยเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ตีค่าเป็นเงินเดือนได้ไหม? การเป็นแม่ก็คืองานอย่างหนึ่งนะ’ โดยบรรณาธิการได้แสดงความเห็นว่า การส่งผู้หญิงกลับไปทำงานเป็นแม่บ้านไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาการว่างงาน แต่การที่ต้องทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยต่างหากที่กลายเป็นฝันร้าย เพราะจากผลสำรวจในปี ค.ศ. 1999 แสดงให้เห็นว่ามีผู้หญิงเพียง 17% ที่ให้สัมภาษณ์ว่าพวกเธอไม่มีปัญหาในการจัดการทั้งเรื่องในบ้านและที่ทำงาน ขณะที่ผู้หญิงกลุ่มที่เหลือยังคงรอคอยการเยียวยา และไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทำแท้งที่ ‘ยังคงดิ้นรนต่อสู้กันต่อไป’ อีกทั้งประเด็นการคุกคามทางเพศก็ถูกยกระดับให้กลายเป็นประเด็นร้อน ส่วนเรื่องอิสรภาพทางการเงินและการวางแผนคุมกำเนิดก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องขบคิด โดยเฉพาะกับเรื่องความฝันของเด็กสาวที่อยากจะแต่งงานนั้นดูเชยไปเสียแล้ว และไหนจะเรื่องการรอคอยผู้ชายแสนดีมาขอเป็นคู่รัก ซึ่งความคิดทำนองนี้แทบจะหายไปจากโลกสมัยใหม่ มีแนวคิดร่วมสมัยเข้ามาแทนที่ความคิดแบบเดิมๆ เช่น เรื่องของการเหยียดเพศ ความรุนแรงในครอบครัว และเรื่องอื่นๆอีกมากมาย เพราะเรื่องทางจารีตและศีลธรรมได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ยังมีบทความเกี่ยวกับเรื่องไบเซ็กชวล ชีวิตโสด การมีคู่นอนหลายคน เรื่อง G-spot รักร่วมเพศ หนังโป๊ และเซ็กซ์ทอย ที่เป็นตัวชี้วัดถึงอิสรภาพของยุคที่สามารถนำเอาเรื่องต่างๆมาพูดคุยกันเป็นปกติ นิตยสารแอล อิตาลีเคยขึ้นปกด้วยคำสวยหรูว่า Nuove Donne (ผู้หญิงยุคใหม่): การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และแอล สเปนก็เคยขึ้นปกด้วยคำว่า Revolucion (การปฏิวัติ) แต่ก็น่าเศร้าตรงที่กระแสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากยังคงมีการแต่งกายแบบที่ต้องปกปิดมิดชิดทั้งตัวที่เรียกว่า ‘บูร์กาส’ในอัฟกานิสถาน การบังคับให้แต่งงานในแอฟริกา วัฒนธรรมการข่มขืนของทหารในโคโซโวและคองโก การปาหินในไนจีเรีย การห้ามทำแท้งในไอร์แลนด์ ทั้งหมดนี้เห็นได้ชัดว่ามีผู้หญิงถูกกดขี่แทบทุกที่ และจากการรายงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้เปิดเผยว่า 75% ของเหยื่อที่เป็นผลพวงของสงครามนั้นคือผู้หญิง นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1994 มีการเปิดตัวนิตยสารแอล ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีการพูดถึงประเด็นการท่องเที่ยวที่เน้นขายบริการทางเพศซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากถือเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง และในปี ค.ศ. 1996 มีการเปิดตัวแอล อินเดีย พร้อมการนำเสนอเนื้อหาที่พูดถึงผู้หญิงอินเดียที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและอิสรภาพในการเลี้ยงดูตนเอง โดยในปีเดียวกันนั้นเองมีการสัมภาษณ์ Hillary Clinton ที่ทำเนียบขาว เธอผู้ที่กำลังฝันถึงตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของของอเมริกา แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่ความหวัง? 4 ปีต่อมานิตยสารแอล อเมริกาได้ตั้งคำถามว่า “ใครจะเป็นประธานาธิบดีที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิง Bush หรือ Gore?” ส่วนในประเทศรัสเซียนั้นมี Elena Kondakova นักบินอวกาศหญิงคนที่ 3 ที่ขึ้นไปประจำการบนสถานีอวกาศ MIR การล่มสลายของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และนิตยสารแอล รัสเซียก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

Sharon Stone บนหน้าปกนิตยสาร ELLE สหรัฐอเมริกาฉบับธันวาคม ค.ศ. 2000

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 2000-2010: ช่วงเวลาของการก้าวไปข้างหน้า

หรือจริงๆแล้วพวกเธอกำลังก้าวถอยหลัง? มีหนทางใดบ้างที่ผู้หญิงจะสามารถทำเรื่องใหญ่ๆได้เช่นเดียวกับผู้ชาย? ความเท่าเทียมที่พวกเรากำลังเรียกร้องอยู่นี้ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง? ค่าแรงไม่เท่าเทียมกับผู้ชายที่ทำให้ผู้หญิงต้องรู้สึกเจ็บช้ำ และทำไมเด็กผู้หญิงจะเลือกเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ได้? เราควรเปลี่ยนชื่อตำแหน่งงานให้ดูมีความเป็นผู้หญิงหรือไม่? ทำไมสิทธิในการทำแท้งถึงถูกคัดค้าน และทำไมยังคงมีประเด็นร้อนอย่างการที่ผู้ชายยังคงกดขี่ผู้หญิงอยู่อีก? แอลยังคงวิจารณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงและยืนหยัดที่จะสนับสนุนพวกเธอ มีการคำนึงถึงผู้ต่อต้านบูร์กาสและทำฎีกาส่งมอบให้ประธานาธิบดีในรัฐนั้นๆ ส่วนในแง่ของการเมืองดูจะเป็นเรื่องที่ชวนให้คิดหนัก “ไหนรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีหญิงล่ะ?” เพราะนอกเหนือจาก Theresa May หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแห่งอังกฤษในปีค.ศ. 2002, Angela Merkel นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีในปี ค.ศ. 2005, Cristina Fernández de Kirchner ประธานาธิบดีแห่งอาร์เจนตินาในปี ค.ศ. 2007 และ Dilma Rousseff ประธานาธิบดีของบราซิลในปี ค.ศ. 2010 แล้ว บนโลกใบนี้มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีน้อยมาก หรือเพราะกระแสสตรีนิยมกลายเป็นเรื่องล้าหลังในปี ค.ศ. 2009? คำตอบคือ ‘ก็ไม่เชิง’ เพราะยังคงมีการออกมาเปิดโปงการกดขี่ผู้หญิงในโลกมุสลิม ดังที่เห็นได้จากในคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ไปจนถึงในริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย และปัญหาเหล่านี้ในประเทศอิหร่านไปจนถึงอินโดนีเซีย ในปี ค.ศ. 2001 ยังมีภาพผู้หญิงในค่ายผู้ลี้ภัย ณ ประเทศชาด ถูกลงโทษโดยกฎหมายตาลีบัน นิตยสารแอลได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนสตรีชาวอัฟกานิสถานในรัฐสภายุโรป ในปี ค.ศ. 2003 Shirin Ebadi ทนายชาวอิหร่านกลายเป็นหญิงมุสลิมรายแรกของโลกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และนักแสดงที่ทั้งสวยและอุทิศตนเพื่อสังคม Angelina Jolie ในฐานะทูตสันถวไมตรีคนใหม่ให้สัมภาษณ์เรื่องเหล่านี้แก่นิตยสารแอล อเมริกา

Bella Hadid บนหน้าปกนิตยสาร ELLE ฝรั่งเศส ฉบับ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2019

Photo: Courtesy of the brand

ค.ศ. 2010-2020: ช่วงเวลาแห่งการตระหนักรู้

Valérie Toran ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ นิตยสารแอล ฝรั่งเศส ได้จัดงานประชุมสามัญ Etats Généraux ขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2010 ที่ Sciences Po. บทสรุปจากการประชุมนั้นดูดีขึ้นแต่ก็ยังไม่มากพอ ทั้งนี้ทั้งนั้นการประชุมดังกล่าวไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพียงแค่ในประเทศฝรั่งเศส แต่แอล ประเทศจีน แอล ประเทศอิตาลี แอล ประเทศญี่ปุ่น แอล ประเทศเบลเยียม แอล ประเทศเม็กซิโก แอล ประเทศยูเครน และแอล ประเทศเวียดนามก็จัดขึ้นเช่นกัน แล้วเป้าหมายล่ะ? ก็เพื่อโปรโมตความสามารถของผู้หญิงเพื่อให้พวกเธอได้งานในตำแหน่งที่เหมาะสม ส่วนแอล ประเทศสิงคโปร์ได้จัดทำเนื้อหาพิเศษ ‘Career on Track’

63% ของผู้หญิงทั่วโลกที่มีช่วงอายุระหว่าง 15-49 ปีสามารถใช้ยาคุมกำเนิดได้ คิดเป็นสัดส่วนน้อยที่สุดคือ 4% ในประเทศซูดาน และมากที่สุดคือ 88% ในประเทศนอร์เวย์ โดยหลังจากการต่อสู้อันยาวนานถึง 119 ปี ในที่สุดการทำแท้งก็ไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในประเทศออสเตรเลีย และมี 50 ประเทศทั่วโลกที่สามารถทำแท้งได้ แม้ว่า 40% ของผู้หญิงเหล่านั้นอาจจะยังถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายอย่างในโปแลนด์และในบางรัฐของอเมริกา และกรณีของบริษัท DSK ในนิวยอร์กก็ช็อกโลกด้วยข่าวการสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศและใช้ความรุนแรงเมื่อปี ค.ศ. 2011 สภาวะทางจิตใจอันส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิตได้กลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต มีคำถามสำคัญจากผู้อ่านนิตยสารว่า ‘การเป็นนักสตรีนิยมสำหรับคุณคืออะไร?’ ซึ่งคำตอบก็คือมันไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่ออดีต แต่ยังมีกลุ่มเยาวชนที่รณรงค์เพื่อสิทธิของทรานส์ เลสเบี้ยน กลุ่มคนที่ถูกเหยียดเชื้อชาติ และต่อต้านวัฒนธรรมการข่มขืน นอกจากนี้ยังมีการออกมาต่อต้านการใช้อาวุธสงครามต่อผู้หญิงในซีเรีย ลิเบีย และยาซีดี รวมถึงการออกมาต่อต้านการตกเป็นวัตถุทางเพศของผู้หญิงในดาอิช

ในปี ค.ศ. 2016 Hillary Clinton ไม่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี ส่วนในปีถัดมา Angela Merkel ก็ชนะคะแนนไปแบบฉิวเฉียด กลายเป็นว่ามีผู้หญิงเพียง 21 คนที่ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐหรือเป็นหัวหน้ารัฐบาลจากทั้งหมด 200 ประเทศทั่วโลก หนึ่งในประเทศเหล่านั้นคือเดนมาร์ก สโลวาเกีย เบลเยียม กรีซ และสิงคโปร์ บทความของนิตยสารแอลทั่วโลกมักอยู่ในจุดสนใจเสมอ อย่างในปี ค.ศ. 2017 ที่ผู้หญิงมุสลิมชาวอินเดียรอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของการหย่าร้างรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า Triple Talaq ซึ่งเป็นการกระทำของสามีที่ต้องการปัดความรับผิดชอบ มันคือชัยชนะ! และในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 2019 ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้ขึ้นปกนิตยสารแอล ฝรั่งเศส จากนั้นก็ตามมาด้วยกระแสร้อนแรงบนโซเชียลมีเดีย โดยมีแฮชแท็ก #MeToo เป็นแรงขับเคลื่อน อันเป็นผลมาจากเรื่องอื้อฉาวของเจ้าพ่อฮอลลีวู้ดอย่างฮาร์วีย์เป็นประเด็นสำคัญ โดยคำว่า ‘MeToo’ ได้กลายเป็นกระแสปลดแอกบนโซเชียลมีเดียของโลกทุกวันนี้ ที่มีทั้งยูทูเบอร์สาว มีแฮชแท็กหลายเรื่องราว และมี podcast ให้ได้ออกมาประณามความรุนแรงต่อเด็กแรกเกิด การสังหารผู้หญิง การพรากผู้เยาว์ และความคลุมเครือระหว่างการยินยอมและการถูกคุกคามทางไซเบอร์ แอล เบลเยียมได้ออกมาต่อต้านการคุกคามทางเพศบนท้องถนน และทุกๆที่บนโลกใบนี้ที่มีการเรียกร้องสิทธิ์ก็จะต้องมีแอลคอยสนับสนุนและเคียงข้างอยู่เสมอ 1 ปีหลังจากแฮชแท็ก #MeToo ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้คนหรือเปล่า? 61% ของเด็กหญิงอายุระหว่าง 15-20 ปี ได้ประกาศว่าตนเป็นนักสตรีนิยม แต่มันก็เป็นปฏิกิริยาที่หลากหลายเพราะแฮชแท็กนี้ถูกนำมาใช้แทนสิ่งที่ผู้เธอไม่กล้าเอ่ยถึงมากกว่า

ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2020 ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว นิตยสารแอลในหลายประเทศได้นำเสนอเรื่องของพยาบาลที่ถูกกดค่าแรง และจากการศึกษาใน 75 ประเทศพบว่า ผู้หญิงในสาขาวิชาชีพอื่นๆก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน อีกทั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ชี้ให้เห็นว่างานพาร์ตไทม์ส่วนใหญ่ตกเป็นของผู้หญิง และอาจต้องใช้เวลาไปอีก 75 ปีที่จะทำให้ได้มาซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกับผู้ชาย และเมื่อถึงตอนนั้นแอลก็คงฉลองครบรอบ 150 ปีพอดี

แผงหนังสือแห่งหนึ่งในกรุงปารีส ค.ศ.1964

Photo: Getty Images

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH