SIGNATURE

ไม่แคร์สายตาใคร ไม่เกรงใจเวิลด์ ไปกับสไตล์ 'กรันจ์' ในแบบฉบับสาวหัวขบถแห่งยุค

เปรี้ยวซ่าท้าลมหนาวในสไตล์สาวแกลมกรันจ์

19 DEC 2019
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

เมื่อเห็นจั่วหัวว่า ‘กรันจ์’ คุณผู้อ่านอาจคิดในใจว่า ‘อีกแล้วหรือ?’ เพราะตลอดยุค 2010s ที่มีกระแสแฟชั่นจากยุค ’90s เป็นเมเจอร์เทรนด์หลัก สื่อแฟชั่นรายใหญ่รวมทั้งช่องทางการสื่อสารบนโลกโซเชียลต่างก็หยิบยกรูปแบบแฟชั่นที่เป็นไปตามสมัยนิยมในช่วงเวลานั้นมานำเสนอ โดยมี ‘กรันจ์’ เป็นหนึ่งในกระแสที่กลับมามีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จากจุดเริ่มที่เป็นวัฒนธรรมย่อยของแนวเพลงพังก์ร็อก เฮฟวี่-เมทัล อัลเทอร์เนทีฟร็อกในช่วงปลายยุค ’80s-’90s ส่งผลต่อกระแสรูปแบบการแต่งกายสไตล์ DIY หรืออาจเป็นการรื้อเสื้อผ้าเก่าๆจากร้านมือสองมาใส่ในหมู่วัยรุ่นหัวขบถแห่งยุคที่มาพร้อมทัศนคติว่า ‘ยิ่งคุณจ่ายเงินกับค่าเสื้อผ้าน้อยเท่าไร ก็จะยิ่งเท่มากขึ้นเท่านั้น’ กรันจ์จึงไม่ใช่เป็นการต่อต้านหรือสวนกระแสแฟชั่น เพราะกรันจ์ไม่ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชัดเจนเท่ากับพังก์ สิ่งที่กรันจ์แสดงออกคือการอยู่นอกวงโคจรแฟชั่นและไม่ยุ่งเกี่ยวกับมัน แต่ท้ายที่สุดกรันจ์ก็กลับกลายเป็นกระแสแฟชั่นเสียเอง

คอร์ตนีย์ เลิฟ เจ้าของฉายาราชินิแห่งกรันจ์ สวมชุดสลิปเดรสพร้อมเทียร่าร่วมงาน Vanity Fair Oscar Party ในปีค.ศ. 1995

Photo: Getty Images

เสื้อผ้าที่ดูดิบ เขลอะอย่างเดนิมฟอกสี มีรอยขาดวิ่น การนำชุดลูกไม้หรือถุงน่องตาข่ายที่ดูเซ็กซี่มาฉีกและตกแต่งด้วยเข็มกลัดหรือโซ่ เสื้อยืดสกรีนรูปและเวิร์ดดิ้งแปลกๆอย่างคำแสลงหรือคำสบถ การสวมเสื้อที่ไม่มีขนาดพอดี หากไม่รัดติ้วก็โอเวอร์ไซซ์ใหญ่ยักษ์ โดยมักเป็นลายตารางและโทนสีหม่นอย่างดำ เทา น้ำตาล แดงเลือดนก เขียวกากี ก่อนที่จะฟินิชชิ่งลุคด้วยสร้อยและคัฟฟ์ข้อมือหนัง รองเท้าบู๊ตครึ่งแข้งของแบรนด์ดัง Dr. Martens หรือสนีกเกอร์หุ้มข้อสูงของ Converse รุ่น Chuck Taylor มาพร้อมการทำผมที่ดูเซอร์และแต่งหน้าด้วยการเน้นดวงตาแบบสโมกี้อายส์ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของสไตล์กรันจ์ จึงเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กลับมามีอิทธิลต่อโลกแฟชั่นตั้งแต่ช่วงต้นยุคจนถึงฤดูฟอล/วินเทอร์ 2019 ล่าสุด แต่กรันจ์ที่กลายเป็นเทรนด์สำหรับสาวๆทั่วโลกในช่วงเวลานี้ต่างจากกรันจ์ในภาพจำที่หลายคนนึกถึงดังที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อแบรนด์ชั้นนำต่างพากันยกระดับให้ผลงานแนวกรันจ์ของตนกลายเป็น ‘Glam Grunge’ ที่ดูหรูหราถึงขีดสุด ซึ่งถ้าหากต้องยกความดีความชอบให้ใครสักคนที่นำกระแสกรันจ์แบบแกลมๆกลับมาจนกลายเป็นเมเจอร์เทรนด์ประจำยุค คนคนนั้นคงหนีไม่พ้นมิวส์ตลอดกาลอย่าง Courtney Love ภรรยาของ Kurt Cobain แห่งวง Nirvana ราชาเพลงกรันจ์แห่งยุค ’90s ที่จากพวกเราไปครบ 25 ปีพอดิบพอดี เพราะนอกจากมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเคิร์ตออกมาทั้ง Kurt Cobain: Montage of Heck และ Soaked in Bleach ในปี ค.ศ. 2015 แล้ว เรายังได้เห็นการปรากฏตัวของคอร์ตนีย์ตามงานแฟชั่นวีกระดับโลกทั้งในยุโรปและอเมริกาตลอดทั้งทศวรรษ

คอร์ตนีย์ เลิฟ สวมชุดสลิปเดรสทับด้วยโค้ทลายเสือ พร้อมกับถุงน่องตาข่ายและรองเท้าบูทสูง

Photo: Getty Images

ไม่ว่าจะเป็นการปรากฏกายเคียงข้าง Panos Yiapanis หนึ่งในสุดยอดสไตลิสต์ที่ร่วมงานกับแบรนด์ดัง เช่น Givenchy, Vera Wang และ Rick Owens อยู่บ่อยครั้ง ไปจนกระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็นมิวส์ของนักออกแบบมากความสามารถแห่งยุคทั้ง Marc Jacobs, Riccardo Tisci และ Hedi Slimane โดยเฉพาะกับรายหลังที่ไม่เพียงแต่ชักชวนให้เธอมาถ่ายแอดแคมเปญสำหรับแบรนด์ Saint Laurent ในปี ค.ศ. 2013 แต่ยังสดุดีสไตล์กรันจ์แบบแกลมๆของคอร์ตนีย์โดยสื่อผ่านผลงานในคอลเล็กชั่นสำหรับแบรนด์ Saint Laurent หลายฤดูกาลด้วยกัน สำหรับคอแฟชั่นรุ่นใหม่ที่โตไม่ทันเสพความโด่งดังและสไตล์ของเธอที่มีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นจนมาถึงปัจจุบัน เราขอยกตัวอย่างแฟชั่นที่กลายเป็นเทรนด์ให้สาวๆทั่วโลกได้ทำตาม เช่น การสวมชุดกระโปรงสั้นคู่กับโค้ตลายเสือและถุงน่องตาข่าย การเลือกชิ้นที่มีดีเทลเกิร์ลลี่อย่างระบายและลูกไม้จับคู่กับกางเกงยีนส์ขาดหลุดลุ่ย และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือการที่เธอสวมสลิปเดรสตัวเก่าคู่กับเทียร่าไปร่วมงานออสการ์ อาฟเตอร์ปาร์ตี้ในปี ค.ศ. 1995 ลุคที่ทำให้นึกถึงราชินีงานพรอมสมัยแรกรุ่นนี้เองที่มีนักออกแบบรายน้อยใหญ่นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงาน และเพราะ ความเฟียร์สของคอร์ตนีย์จึงทำให้เธอมีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังของยุคอย่าง Versace ทั้งในช่วงที่ Gianni Versace ผู้ก่อตั้งยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งยังเป็นแบบให้กับแคมเปญฤดูสปริง 1998 คอลเล็กชั่นแรกของ Donatella Versace ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนใหม่ของแบรนด์ เพราะดอนนาเทลล่าเชื่อว่าผู้หญิงที่มีสไตล์เฉพาะตัว ทั้งเปรี้ยว ซ่า ก๋ากั่น มั่นใจ และมีรสนิยมในการเลือกผสมผสานระหว่างสไตล์ที่ดูหรูหราและดุดันอย่างคอร์ตนีย์นี่เองที่สามารถสะท้อนคาแร็กเตอร์ผู้หญิงของ Versace ได้ออกมาดีที่สุด คอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 2019 นี้ Versace จึงกลับไปหยิบเอาความกรันจ์แบบแกลมๆในช่วงกลางถึงปลายยุค ’90s ที่รวมถึงสไตล์ของคอร์ตนีย์ในลุคเซ็กซี่ของแบรนด์ช่วงเวลานั้นมานำเสนอีกครั้ง ทั้งการใช้เข็มกลัดชิ้นไอคอนนิกตกแต่งชุดที่ตั้งใจทำให้ดูเหมือนขาด ชุดกระโปรงไหล่เบี่ยงตัดต่อผ้าลูกไม้เช่นเดียวกับผลงานแรกของเธอสำหรับแบรนด์หรูจากอิตาลีแบรนด์นี้ และสลิปเดรสแนบเรือนร่างตกแต่งด้วยโซ่ลายกรีกคีย์ที่ทั้งดูเซ็กซี่ ดุดัน และแกลมแบบสุดๆ

อีกรายที่นำเรื่องราวของกรันจ์มาตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจคงต้องยกให้ Marc Jacobs ซึ่งในอดีตนักออกแบบมากความสามารถคนนี้เคยนำเสนอผลงานแนวกรันจ์เอาไว้ขณะร่วมงานกับแบรนด์ Perry Ellis แม้กรันจ์คอลเล็กชั่นฤดูสปริง/ซัมเมอร์ 1993 จะได้เสียงตอบรับในเชิงลบเมื่อเปิดตัว และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มาร์กถูกยกเลิกการว่าจ้าง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปคอลเล็กชั่นดังกล่าวกลับถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผลงานแนวกรันจ์ที่ดีที่สุด และยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นหลังหลายราย ซึ่งมิวส์คนสำคัญของมาร์กในการรังสรรค์คอลเล็กชั่นระดับตำนานก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคอร์ตนีย์และเคิร์ต ราชาและราชินีกรันจ์ที่ทั้งผลงานเพลงและสไตล์การแต่งตัวดันไปถูกจริตของมาร์กนั่นเอง อีกทั้งในช่วงฤดูหนาวปี 2016 มาร์กยังได้ชักชวนให้คอร์ตนีย์มาเป็นแบบสำหรับแคมเปญของแบรนด์ Marc Jacobs และเมื่อปลายปีที่ผ่านมามาร์กก็เพิ่งลอนช์คอลเล็กชั่นรีสอร์ต 2019 กับ 26 ลุคที่เป็นการทำซ้ำชิ้นเด่นในคอลเล็กชั่นฤดูร้อนปี 1993 ของ Perry Ellis ก่อนที่จะนำเรื่องของกรันจ์มาตีความใหม่และขยายใหญ่ให้เด่นชัดกลายเป็นผลงานแนวดรามาติกสำหรับแบรนด์ Marc Jacobs คอลเล็กชั่นฟอล/วินเทอร์ 2019 ล่าสุดนี้

นอกจาก 2 แบรนด์ดังทั้ง Versace และ Marc Jacobs ที่เป็นตัวตั้งตัวตีนำเสน่ห์ของกรันจ์ในยุค ’90s กลับมาตลอดทั้งปี 2019 แล้ว ยังมีอีกมากมายหลายแบรนด์ที่ขออ้าแขนรับกระแสแกลมกรันจ์สำหรับสาวๆด้วยคอลเล็กชั่นสุดมัน ดูซ่า และหรูหราในคราเดียวกัน อย่างเช่น Vetements และ Dsquared2 ที่ทั้งคู่มีลุคเด็ดเป็นสาวกรันจ์ตามแบบต้นฉบับ คือมาพร้อมเสื้อเชิ้ตลายตารางขนาดโอเวอร์ไซซ์แต่ดูสนุกกว่ากรันจ์แบบในภาพจำเมื่อนำไปจับคู่กับชิ้นที่เป็นทั้งงานดีคอนสตรักชั่น และการใช้เทคนิคพิมพ์ลายพิเศษเพื่อให้ได้สีสันและลวดลายที่ต่างออกไป Preen และ Vera Wang นำเสนอลุคกรันจ์ที่ดูยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงด้วยสไตลิ่ง แต่หลายชิ้นที่เห็นนั้นคือการนำลายตารางที่เปรียบดังเทรดมาร์กของกรันจ์มาขยายให้เด่นด้วยสารพัดเทคนิค เช่น การเดรป ตัดต่อวัสดุ และสาวกรันจ์ซึ่งเป็นจุดเด่นของแฟชั่นแห่งยุค 2010s ในฤดูส่งท้ายทศวรรษเก่าต้อนรับทศวรรษใหม่ที่ถูกยกระดับให้ดูแกลมขึ้น เห็นได้จากในคอลเล็กชั่นของ Louis Vuitton, Burberry, Alexander McQueen, Prada และ Paco Rabanne ทั้งหมดเลือกใช้วัสดุที่ให้อารมณ์หรูสำหรับฤดูหนาวอย่างผ้าชีฟอง ผ้าซาติน ผ้าลูกไม้ ผ้าโมแฮร์ และผืนหนัง มารังสรรค์ชิ้นงานที่สะท้อนคุณค่าของงานคราฟต์เพื่อให้สร้างอีกคาแร็กเตอร์ของสาวกรันจ์ที่ไม่ได้ดูดิบและเขลอะเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

บทความจากคอลัมน์ อินไซด์แฟชั่น นิตยสารแอล ฉบับเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2562
เขียน: ฆนากร เพชรตระกูล / บรรณาธิการฝ่ายพิสูจน์อักษร: วรวีร์ ภูมี / พิสูจน์อักษร: เลวี เจริญสวัสดิ์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH