SIGNATURE

“จงแต่งงานกับเงิน” เรื่องราวสุดดราม่าของ Jacqueline Kennedy และเจ้าหญิง Lee Radziwill

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ความรักและความริษยาของพี่น้อง Bouvier

20 AUG 2020

จากผลงานเขียน Jackie et Lee โดย Stéphanie des Horts
บทความจาก ELLE France โดย Albin Michel,
แปล: Rasita Nawan Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N.

เรื่องราวชีวิตของ Jacqueline Kennedy และ Lee Radziwill กลายเป็นกระจกสะท้อนค่านิยมของสังคมในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หากลองย้อนกลับไปมองชีวิตวัยเด็กของทั้งคู่จะทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลานั้นครอบครัวของผู้มีฐานะในสหรัฐอเมริกาอบรมสั่งสอนบุตรกันอย่างไร แจ็กกี้และลีเติบโตมาจากการเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดของ Janet Bouvier ผู้เป็นมารดา ว่ากันว่านางอ่อนโยนราวกับ...เพชร !?! เจเน็ตมักพร่ำสอนสองพี่น้องด้วยประโยคเดิมเสมอๆ “จงแต่งงานกับเงิน” และ “อย่าแต่งงานเพื่อความรัก” ส่วนเรื่องที่ว่า “ต้องขยันเรียนนะ หางานดีๆ และใช้ชีวิตเป็นอิสระ” แทบไม่เคยได้ยินจากปากมารดา

Jackie และ Lee สองพี่น้องตระกูล Bouvier ปี ค.ศ.1951

Photo: Getty Images

สำหรับการเป็นลูกสาวของผู้ดีมีเงินในยุคนั้น อาชีพที่พวกเธอใฝ่ฝัน อาชีพที่บ่งบอกถึงความสำเร็จก็คืออาชีพ ‘ภรรยา’ โดยการแต่งงานถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งหากจะว่าไปแล้วเจเน็ตเองก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ลูกสาวทั้งสองเป็นสะพานไต่เต้าไปสู่สังคมชั้นสูง เพราะเธอเองก็เกิดในครอบครัวมีอันจะกิน สามีกี่คนต่อกี่คน (สามีทั้งหมด 3 คน) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีฐานะ และหากสามีคนใดเริ่มส่ออาการ ‘ถังแตก’ เธอก็จะหาคนใหม่ทันที เหมือนเช่นตอนที่ John Bouvier พ่อของลูกสาวทั้งสองประสบปัญหาด้านการเงินเนื่องจากพิษเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1929 ช่วงเวลานั้นจอห์นผู้มีหน้าตาละม้ายคล้าย Clark Gable (นักแสดงชาวอเมริกัน) มีนิสัยเจ้าชู้และรักในการดื่ม แต่สำหรับลูกสาวทั้งสองคนแล้วเขาเปรียบเสมือนฮีโร่ จอห์นเป็นพ่อในแบบที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป วันดีคืนดีเขาก็โผล่มาพร้อมกับซื้อม้าเป็นของขวัญให้แจ็กกี้ และซื้อเปียโนให้ลี แล้วจู่ๆเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าไปไหนหรือจะไปนานเท่าไร ในทุกๆวันศุกร์สองสาวมักจะคอยชะเง้อมองหาบิดาตามขบวนรถไฟ Cannoball ขบวนที่วิ่งระหว่างนิวยอร์กและแฮมป์ตัน โดยในใจหวังไว้ลึกๆว่าพ่อของพวกเธอจะมาใช้เวลาช่วงวันหยุดร่วมกัน นั่นจึงทำให้ทั้งคู่มักจะแข่งกันเพื่อชิงตำแหน่งคนโปรดในสายตาของพ่อเสมอ ส่วนตัวพ่อเองก็แอบบอกลูกสาวคนนั้นทีคนนี้ทีว่าเธอคือลูกรัก โดยกำชับว่า “อย่าไปบอกพี่/น้องของหนูล่ะ!” จอห์นทำให้ลูกสาวทั้งสองเห็นภาพความรักของบุรุษที่ทั้งไม่ยั่งยืนและหลอกลวง ส่วนทางด้านเจเน็ตก็คอยแต่ขัดเกลาลูกสาวทั้งสองให้พร้อมเป็นภรรยาในอุดมคติ

“จงแต่งงานกับเงิน ... อย่าแต่งงานเพื่อความรัก” Janet Bouvier

ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง Truman Capote รู้สึกประทับใจในตัวลี ถึงขั้นใช้เธอมาเป็นต้นแบบของตัวละครชื่อ Holly Golightly ในภาพยนตร์เรื่อง Breakfast at Tiffany's ทรูแมนมักเรียกสองพี่น้องตระกูลบูวิเออร์ว่า ‘เกอิชา’ เพราะทั้งสองมีบุคลิกร่าเริง วางตัวดีตามแบบฉบับกุลสตรี ฉลาดรอบรู้จนสามารถเข้าสังคมโดยไม่เคอะเขิน อีกทั้งยังพูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว (แจ็กกี้มักพูดถึงเชื้อสายฝรั่งเศสทางฝั่งบิดาอยู่เสมอ) และที่สำคัญคือสองสาวมีรูปโฉมที่งดงาม ลีในวัย 15 กลายเป็นสาวเอวบางร่างน้อย เพราะเธอฟังคำแนะนำของพี่สาวที่ว่าให้สูบบุหรี่และดื่มน้ำเย็นเพื่อดับความหิว ซึ่งหากว่ากันตามที่ควรจะเป็นแล้วผู้พี่ควรออกเรือนก่อนผู้น้อง แต่แจ็กกี้ในวัย 22 สาวงามที่ได้รับแหวนหมั้นจาก John Husted ชายหนุ่มผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Yale และทำงานที่ Wall Street ทำให้เธอรู้สึกว่าโชคดีขนาดไหนที่จอห์นมาขอแต่งงานด้วย แต่ที่ไหนได้เธอดันมารู้ภายหลังว่าว่าที่สามีมีรายได้ ‘เพียงแค่’ 17,000 ดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น (หรือประมาณ 150,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน) แจ็กกี้ไม่รอช้ารีบส่งหนุ่มคู่หมั้นไปยังประตู ‘ทางออก’ ทันที ขณะเดียวกันลีในวัย 20 ปีก็ตีตื้นขึ้นแซงหน้าพี่สาวด้วยการแต่งงานกับ Michael Canfield ในปีถัดมา สามีของลีเป็นทายาทโรงพิมพ์แห่งหนึ่ง และว่ากันว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรถของดยุคแห่งเคนต์ด้วย เรื่องราวชีวิตสมรสของทั้งคู่ที่ถูกบอกเล่าโดย Stéphanie des Horts ชวนให้เรารู้สึกหดหู่ และมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เพราะในพิธีวิวาห์ของทั้งคู่ที่แฮมป์ตันก็ไม่มีแขกคนใดที่เห็นหรือได้ถ่ายภาพคู่บ่าวสาวเลย

John Bouvier และ Janet Bouvier บิดา-มารดาของ Jackie และ Lee

Photo: Getty Images

ตัดภาพกลับมายังแจ็กกี้ที่ในช่วงเวลานั้นเธอทำงานในสำนักข่าว และมีเป้าหมายหลักคือการได้ครอบครองสมาชิกวุฒิสภาหนุ่มของแมสซาชูเซตส์นามว่า ‘John Kennedy’ ทั้งคู่ลงเอยและแต่งงานกันในเดือนกันยายน ค.ศ. 1953 ท่ามกลางแขกเหรื่อกว่า 1,200 คน ประกอบด้วยเพื่อนและคนใกล้ชิดของพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย ส่วนจอห์นผู้เป็นพ่อเมาหัวราน้ำจนไม่สามารถพาลูกสาวเข้าสู่พิธีแต่งงานได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแจ็กกี้ก็รักสามีสุดหัวใจ และมั่นคงในความรักที่มีให้เขาตลอดไป ใครจะติฉินนินทาเธอเรื่องฟุ่มเฟือย ใช้เงินมือเติบ มีนิสัยมักใหญ่ใฝ่สูง เหยียดหยามคนอื่นก็ตาม แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธนั่นคือความกล้าและความมุ่งมั่นของเธอ

ชีวิตหลังแต่งงานของแจ็กกี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สามีนักการเมืองนอกใจเธอทันทีที่กลับจากฮันนีมูน แม้แต่ตอนที่เธอแท้งลูกคนแรกเขาก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวและยืนยันจะไปล่องเรือในเมดิเตอร์เรเนียนตามแผนเดิมที่วางไว้ แจ็กกี้เสียใจจนแทบคลั่ง ทั้งฟูมฟาย ทั้งกรีดร้อง แต่ก็ไม่ยอมเลิกรากับเขา เธอเชื่อคำแนะนำของน้องสาวว่าในอนาคตเธอและสามีต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง แล้วอีกอย่างแค่โดนสามีนอกใจนิดหน่อย สำหรับแจ็กกี้แล้วมันไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ยอมเลิกราง่ายๆ โดยเฉพาะในฐานะลูกสาวของบ้านบูวิเออร์อย่างเธอ ความรักและเซ็กซ์คือสิ่งที่แยกจากกัน หรืออาจจะตรงกันข้ามกัน...เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วก็อดพูดถึงเสียงลือที่หนาหูไม่ได้ กรณีที่ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ลีแอบหลับนอนกับพี่เขยของเธอในช่วงวันหยุดพักร้อนที่ Antibes (สำหรับสเตฟานี--ผู้เขียนแล้วเรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว) และในอีกไม่กี่ปีให้หลังแจ็กกี้ก็ได้แก้แค้นอย่างสาสม

วุฒิสมาชิก John F. Kennedy คู่หมั่นของ Jacqueline Bouvier ในปีค.ศ.1953

Photo: Getty Images

โดยระหว่างรอฉากแก้แค้นนั้นเป็นรอยต่อของยุค ’50s และ ’60s ช่วงเวลาที่สองพี่น้องได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิต แจ็กกี้กลายเป็นสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา ส่วนลีหย่าร้างกับสามีและแต่งงานครั้งที่ 2 กับ Stash Radziwill เจ้าชายเชื้อสายโปแลนด์ที่มีอายุมากกว่าลีถึง 20 ปี เธอทั้งคู่ยังคงมีไลฟ์สไตล์แบบเดิมทั้งเรื่องสูบบุหรี่และดื่มน้ำเย็นเพื่อรักษารูปร่าง สองพี่น้องยังตั้งครรภ์พร้อมๆกัน หรือในเวลาไล่เรี่ยกันเสมอ มีครั้งหนึ่งเมื่อประธานาธิบดีเคนเนดีไปเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ ลีที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนรีบข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อไปอยู่ข้างแจ็กกี้ทันทีที่พี่สาวของเธอโทร. มาเล่าเรื่องเดือดร้อนใจ แจ็กกี้เองมักตกอยู่ท่ามกลางมรสุมหัวใจ หากไม่ใช่เรื่องแท้งก็เป็นเรื่องโดนสามีนอกใจ ซึ่งจะว่าไปเธอก็เริ่มด้านชากับการที่สามีมีบ้านเล็กบ้านน้อย แต่จะให้ทนดูอนุภรรยานุ่งน้อยห่มน้อยมาร้องเพลงสรรเสริญสามีของตนออกนอกหน้าและอยู่ต่อหน้าธารกำนัลนั้นเป็นเรื่องที่สุดจะทน แล้วอนุภรรยาที่ว่าก็ใช่จะเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไหน เธอผู้นั้นเป็นถึงดาวเจิดจรัสแห่งโลกมายา ‘Marilyn Monroe’

Jacqueline Kennedy พร้อมลูกสาว Caroline และ Lee Radziwill ณ ชายฝั่งอามัลฟี อิตาลี ปีค.ศ.1962

Photo: Getty Images

ตลอดชีวิตความสัมพันธ์ของสองพี่น้องเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่มีทั้งดึงดูดเข้าหาและผลักไสออกจากกัน หากคนใดคนหนึ่งมีเรื่องทุกข์ใจอีกคนก็จะรีบเข้ามาปลอบทันที แต่หากคนใดประสบความสำเร็จอีกคนก็จะหาทางเล่นงานทันทีเช่นกัน ลีมีหัวทางด้านงานศิลปะมากกว่าพี่สาว เธออาจเคยคิดฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ฝ่ายแจ็กกี้คงเห็นอนาคตอันแสนริบหรี่ เธอจึงไม่เคยไปดูการแสดงของน้องสาวเลยสักครั้ง แจ็กกี้มักจะให้ลีติดตามระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสตรีหมายเลข 1 แต่เธอมักพูดจาตอกย้ำอย่างไม่ไยดีว่า “ลี เธอต้องทำทุกอย่างอย่างที่ฉันทำ แต่ให้ยืนทำข้างหลังฉัน 3 ก้าว” ราวกับว่าความอิจฉาริษยาในวัยเด็กยังคงวนเวียนอยู่แม้ทั้งคู่ได้กลายเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม มีเรื่องเล่าว่าตอนที่ทั้งคู่ยังเด็ก แจ็กกี้ในวัย 12 ปีได้ขึ้นโชว์เล่นเปียโนเพลง Le Beau Danube Bleu แต่เธอเล่นได้แย่ชนิดที่เรียกว่าสับบทประพันธ์จนเละ แล้วจู่ๆลีในวัย 8 ขวบก็โผล่ขึ้นมาบรรเลงเปียโนที่เธอแอบเรียนคนเดียวได้อย่างไพเราะไม่มีที่ติ ท่ามกลางความชื่นชมของเหล่าผู้ฟัง

ครอบครัว Kennedy ณ คฤหาสน์ Hammersmith Farm ในปีค.ศ.1961

Photo: Getty Images

ท่ามกลางความอิจฉาและการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่สองพี่น้องกลับรักกันกลมเกลียว ครั้งที่ลีอยากยกเลิกการสมรสครั้งแรกเพื่อจะมีโอกาสได้ประกอบพิธีสมรสทางคริสต์ศาสนาในโบสถ์กับเจ้าชายของเธอ ในตอนนั้นวงสังคมผู้ดีต่างหัวเราะเยาะเธอยกใหญ่ เหล่าไฮโซพูดลับหลังอย่างสนุกปากว่า “หรือสามีของเธอจะเป็นผู้ชายคนเดียวในลอนดอนที่หล่อนไม่ได้นอนด้วย” (การยกเลิกงานแต่งงานเกิดขึ้นได้หากคู่สามีภรรยาไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กันหลังจากแต่งงาน) แต่แจ็กกี้กลับทำทุกอย่างชนิดที่เรียกว่าแทบจะพลิกแผ่นดินจนมีโอกาสได้พูดคุยธุระกับพระสันตะปาปาโดยตรงเพื่อช่วยให้น้องสาวของเธอสมหวัง และช่วงที่แจ็กกี้อยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตเนื่องจากสามีของเธอถูกลอบสังหาร เธอเริ่มดื่มหนักขึ้นและเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า ลีเองก็ไม่ทิ้งให้พี่สาวต้องทนทุกข์อยู่คนเดียว ขณะที่เธอต้องกลับไปลอนดอนเธอได้ส่ง Aristotle Onassis ชู้รักที่คบกันได้ 6 เดือนไปดูแลพี่สาว และ 5 ปีถัดมาแจ็กกี้และอริสโตเติลก็ได้เข้าพิธีแต่งงานท่ามกลางสายฝนในกรีซ อริสโตเติลมอบอพาร์ตเมนต์ที่เมืองเอเธนส์ให้ลีเป็นการขอโทษ ซึ่งเธอเองก็ขายทิ้งในเวลาอันรวดเร็ว

Lee Bouvier และ Jacqueline Bouvier ขณะล่องเรือเรือกลับสหรัฐฯ หลังจากการเดินทางทัวร์ยุโรป ในปีค.ศ.1951

Photo: Getty Images

กาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปช่วยเยียวยาบาดแผลใจของทั้งคู่ ตอนที่ลีหย่ากับสามี หรือแม้แต่ตอนที่เธอเลิกรากับ Peter Beard รักครั้งสุดท้ายของเธอ แจ็กกี้ก็ยืนเคียงข้างเธอเสมอ ยิ่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรยิ่งมีเรื่องน่าแปลกเกิดขึ้น รูปร่างหน้าตาของลีที่เคยต่างจากแจ็กกี้เอามากๆกลับค่อยๆละม้ายคล้ายพี่สาว ความเหมือนของทั้งคู่ถึงกับทำให้ลูกๆของแจ็กกี้ตกใจ คราวที่ลีวิ่งร้องไห้ฟูมฟายมาดูใจพี่สาวที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง (แจ็กกี้จากไปตอนอายุ 64 ปี) สำหรับลีแล้วพี่สาวเธอจงใจแกล้งให้เธอชอกช้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย ลีไม่เอะใจเลยว่ายังมีเรื่องช้ำใจรอเธออยู่ แจ็กกี้ทิ้งมรดกไว้ทั้งหมด 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เธอมอบให้ลูกๆของลีคนละ 1 ล้านเหรียญ แต่ไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ลีเลย นอกจากข้อความที่เขียนไว้ว่า “สำหรับลี น้องสาวสุดที่รักของฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ เพราะตอนที่ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันได้ให้เธอไปหมดแล้ว” ให้หมดหรือเอาไปหมดกันแน่ สองสาวบ้านบูวิเออร์ที่รักกันสุดขั้วและเกลียดกันสุดโต่งจนวาระสุดท้าย

Jackie Kennedy และ Lee Radziwill ในปีค.ศ.1962

Photo: Getty Images

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH