FASHION

‘Made to Last’ จาก Mulberry สู่การเป็นผู้นำแบรนด์แฟชั่นและเครื่องหนังรักษ์โลก

การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน และรับฟังปัญหาอย่างแท้จริง

15 JUN 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

จากกระแสการเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่เกิดเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้บรรดาแฟชั่นเฮาส์ชั้นนำพากันตั้งคำถามกับตัวเองถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ และสิ่งแวดล้อมของโลกจะเป็นเช่นไรหากอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอยังคงเป็นธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นของบรรยากาศราว 10% ต่อปี! ผู้บริโภคที่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้อาจจะมองว่าสินค้าพะยี่ห้อราคาหลักหมื่น-แสนที่พวกเขาสวมใส่หรือคล้องอยู่บนแขนนั้น จะมีค่าอะไรไปมากกว่าเป็นหนึ่งในตัวการทำลายล้างโลกที่มาพร้อมกับค่าตัวอันสูงลิ่ว … เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษครอบรอบ 50 ปี Mulberry จึงออกถ้อยแถลง ‘Made to Last’ เพื่อเผยถึงความมุ่งมั่นในการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจไปสู่โมเดลการคืนสภาพและการหมุนเวียน โดยจะครอบคลุมขั้นตอนการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ในฟาร์มไปจนถึงมือผู้บริโภคภายในปีค.ศ. 2030

“ที่ Mulberry เราดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปลูกฝังความยั่งยืนลงไปในทุกส่วนของธุรกิจของ และวันนี้เราเผยถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อโครงการแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยนำหลักการฟื้นคืนสภาพและการหมุนเวียนมาใช้ในระบบซัพพลายเชนทั้งหมด เรามุ่งมั่นที่จะสร้างโมเดลซัพพลายเชนแบบ "จากฟาร์มสู่สินค้าสำเร็จ" (farm to finished products) ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นและมีความโปร่งใสที่สุด และในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้ ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเพื่อนร่วมงานของผมและงานที่ผมกำลังทำเป็นอย่างยิ่ง ในการออกถ้อยแถลง “Made to Last” นี้ ผมขอทิ้งท้ายว่า Mulberry พร้อมรับมือกับความท้าทายที่จะเข้ามาในอนาคตอย่างแน่นอน” จากถ้อยแถลง Made to Last Manifesto เนื่องในวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน ค.ศ. 2021 โดย Thierry Andretta ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mulberry

Photo: Mulberry

จุดเริ่มต้นของ Mulberry แบรนด์เครื่องหนังคุณภาพระดับโลก

ประวัติศาสตร์ของแบรนด์เริ่มขึ้นในเมืองซอมเมอร์เซ็ท ประเทศอังกฤษ โดย Roger Saul ผู้ก่อตั้ง Mulberry ได้รังสรรค์ผลงานครั้งแรกบนโต๊ะอาหารในห้องครัวเมื่อปีค.ศ. 1971 เขาได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 500 ปอนด์จาก Joan Saul ผู้เป็นมารดา และมี Rosemary Saul น้องสาวเป็นผู้ออกแบบโลโก้ต้นมัลเบอร์รี่ (ต้นหม่อน) โดยมีที่มาจากต้นไม้ที่อยู่ระหว่างเส้นทางที่ทั้งคู่ใช้เดินทางจากบ้านไปโรงเรียน เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรักในธรรมชาติ ความเป็นครอบครัว และการเป็นแบรนด์ที่เจริญเติบโตโดยมีฐานรากจากประเทศอังกฤษ

Mulberry ถือกำเนิดภายใต้บรรยากาศอันน่าตื่นเต้นของยุค ’70s ช่วงเวลาที่เหล่าศิลปิน ดีไซเนอร์ และนักดนตรีรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนสังคม ในปีแรกของการก่อตั้งแบรนด์เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Marvin Gaye นักร้องเพลงโซลผู้เป็นตำนานได้ปล่อยซิงเกิล Mercy, Mercy Me (The Ecology) โดยมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งกล่าวว่า ‘What about this overcrowded land? How much more abuse from man can she stand?’ หรือ ‘ผืนดินที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างแน่นขนัดจะเป็นอย่างไร? เธอจะทนต่อการทำร้ายโดยฝีมือมนุษย์ได้มากแค่ไหน?’ เมื่อวันเวลาล่วงเลยมาถึงครึ่งศตวรรษ เนื้อเพลงท่อนที่ว่าได้กลายมาเป็นคำถามสำคัญในการดำเนินธุรกิจ วิธีที่กำลังใช้กันอยู่นี้ทำให้โลกดีขึ้นหรือไม่? ธุรกิจจะอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร? และแบรนด์ได้รับฟังปัญหาอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง ?

Photo: Mulberry

เครื่องหนังสามารถเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนได้ด้วยหรือไม่ ?

จากผลการศึกษาในช่วงปีค.ศ. 2001 - 2015 โดย The World Resources Institute แสดงให้เห็นว่ามีการทำลายป่าโดยอุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกมากถึง 36% เป็นปัจจัยที่ทำให้สัตว์บางสายพันธ์ุศูนย์พันธุ์และเป็นสาเหตุสำคัญในการก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน ทว่าทาง Mulberry เชื่อว่าการเลี้ยงอย่างถูกวิธีตามวิถีทางธรรมชาติต่างหากคือสิ่งที่จะช่วยลดมลพิษจากการปศุสัตว์ได้ อีกทั้งจากการศึกษาโดย The Rodale Institute ผู้บุกเบิกด้านวิจัยการเกษตรแบบออแกนิกและการคืนสภาพกล่าวว่า “สำหรับการทำฟาร์มในแบบต่าง ๆ การเลี้ยงสัตว์บนทุ่งหญ้า (pasture-based livestock) จะมีศักยภาพในการช่วยลดคาร์บอนได้”

ความท้าทายจึงตกไปอยู่ที่ Mulberry ที่ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนังตั้งแต่ต้นจนถึงหลังการขาย และเป็นสาเหตุที่ทางแบรนด์พยายามในการเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นและการบริหารซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพ ‘จากฟาร์มสู่สินค้า’ ด้วยความโปรงใส โดยร่วมงานกับเหล่าเกษตกรหัวสมัยใหม่ผู้ยืนหยัดในการรักษาสภาพดินและความหลากหลายทางชีวมวล นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมมาใช้ทดแทน อาทิ การนำเอาไนลอนรีไซเคิลและฝ้ายออแกนิกที่ได้รับการปลูกทดแทนมาใช้ในการผลิตสินค้า ตลอดจนการลดผลกระทบเชิงลบที่จะส่งผลธรรมชาติผ่านการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์

Photo: Mulberry

กระเป๋าหนังจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ ?

ความพยายามในการเปลี่ยนโรงงานให้เป็นสถานที่อันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งที่ Mulberry ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เริ่มต้นจากการก่อตั้งที่ให้ความสำคัญกับผู้คนในชุมชน และให้โรงงานในเมืองซอมเมอร์เซ็ทผลิตสินค้าได้จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตทั้งหมด ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ได้ชดเชยปริมาณคาร์บอนให้เป็นศูนย์ ทุกคนที่ทำงานในโรงงานจะได้รับค่าจ้างตามค่าครองชีพที่แท้จริง และจะทำให้ได้มากขึ้นกว่าเดิม โดยการร่วมมือกับโรงงานฟอกหนังชั้นนำเพื่อพัฒนาการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนออกมาน้อยที่สุดในโลก อีกทั้งยังผลักดันให้ผู้ร่วมประกอบการทั้งหมดตระหนักและมุ่งมั่นที่จ่ายค่าจ้างตามค่าครองชีพเช่นเดียวกัน จากความพยายามดังกล่าวทำให้ในปี ค.ศ. 2021 นี้ทางแบรนด์ได้เปิดตัวกระเป๋า ‘farm to finished product’ สำเร็จเป็นครั้งแรก และจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้พาร์ทเนอร์ได้ดำเนินการตาม อีกทั้งยังเป็นรากฐานให้แก่การดำเนินการในอีก 50 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งสนับสนุนความมุ่งมั่นของเราในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยแก๊สคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปีค.ศ. 2035

Photo: Mulberry

แล้วใครกันที่จะต้องการซื้อกระเป๋าใบใหม่ ?

คงเป็นคำถามที่ยากและสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้ที่ต้องตอบคำถามเป็นอย่างมาก เพราะกระเป๋าจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ทั่วโลกในปัจจุบันก็มากเพียงพอแล้วสำหรับการแลกเปลี่ยนซื้อขายของคนรุ่นต่อไป จึงเป็นสาเหตุให้กระบวนการผลิตของใหม่จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสภาพแวดล้อม ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ความรับผิดชอบของ Mulberry ไม่ได้จบอยู่เพียงแค่เมื่อลูกค้าก้าวออกจากร้านไป เพราะนอกจากการผลิตสินค้าคุณภาพที่คงทนต่อการใช้งานแล้ว การยืดอายุการใช้งานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ทางแบรนด์จึงได้จัดแผนกสำหรับซ่อมแซมกระเป๋า ณ โรงงานในเมืองซอมเมอร์เซ็ท คลังเก็บหนังและฮาร์ดแวร์ของโรงงานแห่งนี้มีวัสดุที่สามารถใช้ซ่อมกระเป๋าย้อนกลับไปไกลถึงกว่า 35 ปี โดยสามารถซ่อมแซมและคืนสภาพกระเป๋าได้มากถึง 10,000 ใบ/ปี

Photo: Mulberry

ชุบชีวิตของเก่าด้วยกรรมวิธีการสมัยใหม่

Mulberry ต้องการให้ทุกคนรักษากระเป๋าเพื่อส่งต่อให้แก่คนรุ่นถัดไป และเชื่อว่าการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อทุกคน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง ‘Mulberry Exchange’ ผ่านทางหน้าร้านและแฟลตฟอร์มดิจิทัล สิ้นค้าทุกชิ้นจะได้รับการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพื่อรอเจ้าของรายใหม่ เพราะหากวันหนึ่งที่คุณเบื่อกระเป๋าใบเดิมแล้ว ทาง Mulberry พร้อมที่จะซื้อกลับมาและนำเข้าสู่ระบบของบริษัท ‘Muirhead’ กลุ่มผู้ผลิตเครื่องหนังชาวสก็อตแลนด์ (Scottish Leather Group) เพื่อนำกลับมาชุบชีวิตให้เป็นกระเป๋าใบใหม่ แพลตฟอร์มนี้เปิดตัวในบูติคของ Mulberry เมื่อปีค.ศ 2020 ที่ผ่านมา และเข้าสู่ระบบดิจิทัลบนเว็บไซต์ mulberry.com เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ควบคู่ไปกับการร่วมเป็นพันธมิตรกับ Vestiaire Collective เพื่อให้การขายต่อแบบรีเซลกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การหมุนเวียนอย่างไม่สิ้นสุด

Photo: Mulberry

กระเป๋าหนึ่งใบสามารถช่วยอนุรักษ์โลกได้หรือไม่ ?

ส่วนคำถามที่ว่า Mulberry จะสามารถฟื้นคืนสภาพ นำกลับมาใช้ใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้หรือไม่ ? … ใช่ กระเป๋าของ Mulberry จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน แบรนด์ยึดถือความเชื่อนี้เพื่อเป็นแนวทางสู่อนาคต และสนับสนุนการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังความในเพลงของ Marvin Gaye ที่ว่า “You know, we’ve got to find a way” หรือ “คุณรู้ว่าเราต้องหาหนทางต่อไป” เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นจากความเต็มใจที่จะถามตัวเองด้วยคำถามที่ยาก และแสวงหาคำตอบที่เปี่ยมความหมายอย่างไม่ลดละ

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH