Save My Rights: Nicklas von Bueren ทายาทรุ่น 2 ของแบรนด์หัวใจไทย Lotus Arts de Vivre

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซฝืมือคนไทยที่ดังไกลไปทั่วโลก

08 JUL 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

แอลเดินทางไปเยือนบูติก Lotus Arts de Vivre ในโรงแรมอนันตรา สยาม และโรงงานย่านพระราม 3 เพื่อจะได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ Nicklas von Bueren ทายาทรุ่นที่ 2 ของแบรนด์หัวใจไทยซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้ที่ชื่นชอบศิลปะมาเกือบ 40 ปี เจาะลึกถึงรายละเอียดในกระบวนการผลิตกว่าจะได้มาซึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นแบรนด์ฝีมือคนไทยที่ไปสร้างชื่อไกลทั่วโลก

ELLE: จุดเริ่มต้นในการก่อตั้งแบรนด์
NICKI VON BUEREN: คุณแม่เริ่มก่อตั้งแบรนด์เมื่อประมาณ 37 ปีที่แล้วครับ เพราะว่าพี่ชาย (ศรี วอน บูเรน) กับนิกกี้ไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วพ่อแม่ก็ชอบสะสมผลงานศิลปะ และชอบเดินทางในแถบทวีปเอเชีย ถือเป็นงานอดิเรกให้คุณแม่มาทำช่วงที่ลูกอยู่โรงเรียนประจำที่เมืองนอก

ELLE: มุมมองที่มีต่อ Lotus Arts de Vivre ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2
N.V.B.: ตอนแรกที่นิกกี้จัดนิทรรศการ เขาบอกว่าโอ้! มาจากเมืองไทยทำไมถึงแพง ผมก็จะตอบตลอด ทำไมล่ะ มาจากรุงเทพฯ หรือมาจากเมืองไทยทำไมต้องถูก จิวเวลรี่ของเราถ้าคุณลองจับดูคุณจะรู้ถึงฝีมือ เราเริ่มจากดีไซน์ที่แข็งแรง ชอบทำชิ้นพิเศษน้อยชิ้น เวลาลูกค้าซื้อเขาจะมีความรู้สึกว่าซื้ออะไรที่คนอื่นไม่มี คู่แข่งของเราส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ใหญ่ที่ผลิตชิ้นเยอะ ดังนั้นเราก็ต้องหาแนวทางของเราให้สู้แบรนด์ใหญ่ได้

ELLE: การออกแบบในแบบฉบับของแบรนด์
N.V.B.: ทุกดีไซน์เริ่มจากดูวัตถุดิบก่อน เราสะสมวัตถุดิบจากทั่วโลก เราชอบรูปทรงแปลกๆ ทุกอย่างล้วนเป็นรูปแบบธรรมชาติ ดีไซน์มันจะเริ่มจากตรงนั้น เราอาจจะเป็นบริษัทแรกที่ทำแบบนี้ วันนี้ถ้าเดินตามห้างคุณจะเริ่มเห็นมากขึ้น นอกจากนี้เรื่องสำคัญคือคุณภาพของชิ้นงาน เราอยากให้เป็นดีไซน์ที่ใส่ได้ทุกเจนเนอเรชั่น เป็นไทม์เลสดีไซน์ ผมใช้ตัวอย่างเป็น ‘งู’ นะครับ แต่งูของเราเป็นคอแมลงทับ ไม่ได้เป็นปีก เราชอบสีแมลงทับ มันสามารถใส่เป็นสร้อยคอได้ หรือกำไลข้อมือได้ เป็นจิวเวลรี่ที่สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ อันนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ Lotus Arts de Vivre พยายามที่ผสมผสานหลายชิ้นส่วนให้เป็นดีไซน์ที่สวมใส่ได้หลายแบบ

Nicklas von Bueren

Photo: อรรคพล คำภูแสน

ELLE: สิ่งสำคัญที่ Lotus Arts de Vivre มุ่งมั่นมาโดยตลอด
N.V.B.: หน้าที่ของเราพยายามทำให้เป็นแบรนด์ไทยระดับโลก ในวงการจิวเวลรี่มีแบรนด์เยอะมาก เราเป็นแบรนด์ไทย ร้านของเราก็เป็นทรงไทย ผมเป็นคนไทย เกิดเมืองไทย ใช้เมืองไทยเป็นจุดขายว่าสินค้าพวกนี้ทำที่เมืองไทย เป็นแบรนด์ไทย การเป็นแบรนด์ระดับโลกมันไม่ง่ายเพราะว่ามันแพงมาก เราต้องหาวิธีของเรา มันมีหลายองค์ประกอบครับก่อนจะได้รับสถานะให้คนบอกว่าเป็นแบรนด์ระดับโลก

ELLE: ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 อยากเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
N.V.B.: จริงๆก็ไม่อยากเปลี่ยนอะไรมาก ดีเอ็นเอของแบรนด์จะเป็นของที่ทำด้วยมือ แรงบันดาลใจส่วนใหญ่จะมาจากวัตถุดิบกับการทำงาน คนส่วนใหญ่เวลาเขาเห็นสินค้าของเราหรือเห็นดีไซน์ของเราเขาจะรู้ว่าเป็นของ Lotus Arts de Vivre อันนี้เป็นดีเอ็นเอแล้วก็จุดแข็งของ Lotus Arts de Vivre ทั่วโลกเลยครับ 

ELLE: อะไรคือหัวใจของแบรนด์ระดับโลก
N.V.B.: ถ้าจะเป็นแบรนด์ระดับโลกเราต้องมีดีเอ็นเอของเราเอง เวลาคุณเห็นสินค้าคุณจะบอกได้ว่าอันนั้นเป็นของแบรนด์อะไร Lotus Arts de Vivre มาถึงจุดนั้นแล้ว การจะเป็นแบรนด์มันอยู่ที่สินค้า อยู่ที่ดีไซน์ และวิธีการผลิต นั่นคือจุดสำคัญที่สุดในมุมมองของผม

ELLE: เคยมีคนคัดลอกผลงานของเราไหม
N.V.B.: เคยครับ แน่นอนว่า Lotus Arts de Vivre นำทางในการออกแบบจิวเวลรี่และของแต่งบ้าน ผมเข้าใจว่าการเป็นดีไซเนอร์มันไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้ คุณก็ต้องดูจากที่อื่นแล้วก็เอามาผสมกับไอเดียของคุณ เราก็อยากให้คนอื่นหาจุดเด่นของเขา แต่อย่ามาออกแบบเหมือนกันเลย ใช้เราเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่เรื่องก๊อปปี้มันเป็นอะไรที่อ่อนไหวนิดหนึ่ง

ELLE: อยากฝากอะไรถึงเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์ผลงาน
N.V.B.: ดีใจที่ชวนให้มาคุยเรื่องนี้ เพราะสรุปแล้วเหมือนที่อธิบายไปว่าดีไซน์มันสำคัญที่สุด ถ้าจะเป็นแบรนด์ไทยในระดับโลกคุณต้องมีดีเอ็นเอของคุณเอง ใครเห็นก็บอกว่าเอ๊ะ! อันนี้ของ Lotus Arts de Vivre หรืออันนี้เป็นของแบรนด์อื่นๆ ในเมืองไทยความท้าทายของดีไซน์มันยังมีอีกเยอะ ถ้าเริ่มใหม่วันนี้มันไม่ง่าย แนะนำว่าถ้าชอบอะไรแล้วมั่นใจในตัวเองก็ต้องพยายามไปเรื่อยๆอย่ายอมแพ้ ถ้าคุณเชื่อในสินค้า ในดีไซน์ของคุณ ถ้ามีความเชื่ออะไรก็เกิดขึ้นได้

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH