SIGNATURE

Stuart Vevers ผู้ทำให้แบรนด์แฟชั่นธรรมดาอย่าง Coach กลายเป็นดาวเด่นบนตารางแฟชั่นโลก

ไม่ว่าจะ Mulberry, Loewe หรือ LV ก็ผ่านมือเขามาหมดแล้ว!

24 SEP 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE UK โดย Farrah Storr, แปล: Phurich Sittikul, เรียบเรียง: Wattakul N.

ย่านที่ชายผู้ถูกกล่าวถึงว่าเป็น ‘คนเก๋ที่สุดในชั่วโมงนี้’ อาศัยอยู่อาจดูไม่เก๋เท่ากับตัวเขา เพราะมันเป็นเพียงแค่ย่านๆหนึ่งที่อยู่ห่างจากเซ็นทรัลปาร์คไปเพียงแค่ช่วงตึก เป็นย่านที่ไม่โดดเด่นทั้งในแง่ของทำเลและสถาปัตยกรรม เป็นเพียงชุมชนสำหรับอยู่อาศัยทั่วไป คุณสามารถเห็นบรรดาพ่อๆกำลังยืดเส้นยืดสายข้างรถเข็นเด็ก ในขณะที่เหล่าแม่ๆเดินอุ้มลูกในชุดกางเกงเลกกิ้งของ Lululemon พร้อมสะพายเสื่อโยคะแนบไปกับแผ่นหลังราวกับกำลังสะพายสายปืนไรเฟิล มีนักท่องเที่ยวประปรายที่เดินเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกา บ้างก็แวะร้านขายอาหารปรุงสำเร็จ และนั่งเอื่อยเฉื่อยกินเบเกิลในร้านดังระดับตำนาน Barney Greengrass ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นนักท่องเที่ยวที่แค่เดินหลงแล้วเลี้ยวผิดซอยระหว่างทางที่จะไปยังสวนสาธารณะเสียมากกว่า

แต่มันก็คือย่านที่ ‘Stuart Vevers’ ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายแบรนด์ดังระดับโลกเรียกมันว่าบ้าน ซึ่งถ้าจะขยายภาพให้เห็นชัดขึ้นมันคือบ้านที่ดูโอ่อ่า สร้างมาจากหินสีแดงน้ำตาล มีบันไดหินเลื้อยวนขึ้นไป และนี่ก็คือ...บ้านที่ดูดีที่สุดในย่านนั้น! มีผ้าม่านที่ถักอย่างประณีตแขวนอยู่ตรงโถงประตูทางเข้า เมื่อคุณกดกริ่งสจวร์ตจะแอบส่องจากหลังม่านพร้อมกับรอยยิ้มที่เปล่งประกายแห่งความสุข ดูอบอุ่น แต่แฝงด้วยความทะเล้น

Stuart Vevers

Photo: Liam Goslett

‘หวัดดี! ไง…เข้ามาเลย’ เขาทักพร้อมกางแขนออกเป็นเชิงเรียกให้ฉันเข้าไป เป็นที่รู้กันดีว่าสจวร์ตนั้นเป็นคนอบอุ่น และหากไปตระเวนถามใครต่อใครคุณก็จะได้คำตอบแนวเดียวกันว่า ‘สจวร์ตน่ะเหรอ ... เขาน่ารักและเป็นคนที่ฮามาก ใครๆก็อยากอยู่ใกล้เขาทั้งนั้นแหละ’ แต่ตัวเขาไม่ได้มีดีเพียงแค่นั้นน่ะสิ คราวนี้เขาจะมาบอกเล่าเรื่องราวอีกมุมให้เราได้รับรู้ นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 เมื่อสจวร์ตได้นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Coach แบรนด์เครื่องหนังและเครื่องประดับที่ชาวอเมริกันโปรดปรานมานานนับตั้งแต่ก่อตั้งในปีค.ศ. 1941 เราจะเห็นตั้งแต่บัณฑิตสาวป้ายแดงไปจนถึงสาวออฟฟิศที่อยู่ในช่วงขาขึ้นของโลกธุรกิจมีกระเป๋า Coach ติดไว้ในตู้ กระเป๋ารุ่นต่อรุ่นที่บรรดาคุณแม่เลือกสรรแล้วส่งต่อให้ลูกสาว และบรรดาลูกสาวก็ยังคงซื้อกระเป๋าประทับตรารูปรถม้าสีทองให้แก่ลูกสาวของลูกสาวต่อไปเรื่อยๆ...คิดว่าพวกเราคงเห็นภาพดีว่านานหลายทศวรรษที่ Coach ยืนหยัดและเป็นมากกว่าแบรนด์ที่สะท้อนรสนิยมในแบบฉบับชาวอเมริกัน เพราะเหนือสิ่งอื่นใดนั้น Coach สะท้อนให้โลกได้รับรู้ถึงความเป็นตัวคุณ

อาจดูหลงประเด็นไปบ้างนะ ถ้าจะบอกว่าไม่ใช่เพียงแค่ Coach หรอก แต่กระเป๋าทุกใบต่างก็เป็นมากกว่าเพียงแค่กระเป๋า มันคือเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ดูงามสง่า บ่งบอกสถานะ และดูราวกับมีชีวิตเมื่อคล้องอยู่บนแขนด้วยท่าทีมาดมั่น กระเป๋าเหล่านั้นมีบุคลิกในตัวของมันเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว Coach จึงไม่เพียงสะท้อนตัวตนของคุณให้โลกได้รับรู้ แต่ยังป่าวประกาศถึงจุดยืนของคุณอีกด้วย

ฟังแล้วอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อเมื่อชายคนหนึ่งสามารถทำให้กระเป๋าหลายใบที่เขารังสรรค์เป็นที่ถูกพูดถึงและกลายเป็น ‘it-bag’ ได้ในที่สุด (สจวร์ตออกแบบกระเป๋ารุ่น Emmy ให้ Mulberry ออกแบบกระเป๋ารุ่น Giselle ให้ Luella ปรับโฉมกระเป๋ารุ่น Amazona ให้ Loewe และกำลังสร้างกระแสให้กับ Coach ด้วยรุ่น Tabby) โดยเริ่มจากการร่างภาพของการเปลี่ยนแปลง สู่ผลลัพธ์การก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งการ ‘พลิกโฉม’ วงการเครื่องหนังของอเมริกา และไม่ใช่ว่าเป็นเพราะในเวลานั้น Coach กำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างที่หลายคนเข้าใจหรอกนะ กลับตรงกันข้าม! ตอนที่เขาเข้ารับตำแหน่งนั้นถือว่าเป็นงานที่หินเลยทีเดียว (เนื่องด้วย Coach มีร้านแบบสแตนด์อโลนมากกว่า 960 แห่งทั่วโลก แถมยังมีข่าวลือด้วยว่าเป็นหนึ่งในงานออกแบบที่ได้รับค่าตอบแทนดีที่สุดในประเทศ) เพราะตัวแบรนด์เองก็ไม่ได้ถูกพูดถึงเท่าใดนัก แต่ ‘Tapestry’ บริษัทที่เป็นเจ้าของ Coach (รวมทั้ง Kate Spade และ Stuart Weitzman) ต้องการให้ Coach กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ทั้งถูกกล่าวถึงบนทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และเป็นที่ต้องการของคนทุกวัย

ช่างน่าประหลาดใจที่สจวร์ตสามารถไต่ขึ้นสู่จุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จได้ภายในช่วงระยะเวลาอันสั้น เพียงแค่ 7 ปีเท่านั้นนับตั้งแต่เข้าร่วมงานกับแบรนด์ในปีค.ศ. 2013 ก็ได้พา Coach ไปอยู่ในจุดที่ผู้คนพูดถึง กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่บรรดาเซเลบริตี้หวังว่าจะมี ‘สายตรง’ ถึงพวกเธอเพื่อชักชวนให้ไปร่วมงาน เขาทำให้ผู้คนประทับใจและสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างผู้ครอบครองผลิตภัณฑ์และทางแบรนด์ เราอยากให้คุณลองกลับไปดูโชว์ที่ผ่านมา (อย่างคอลเล็กชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2016 ที่สจวร์ตแนะนำด้วยตัวเอง) แล้วคุณจะเห็นว่าลูกค้าของ Coach นี่แหละคือกุญแจดอกสำคัญที่นำไปสู่การรังสรรค์คอลเล็กชั่น นั่นคือแนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายทอดจิตวิญญาณเสรีแบบอเมริกันชนให้ออกมาดูร่วมสมัย ด้วยการเป็นผู้บุกเบิกเทรนด์ในอีกรูปแบบที่แหวกออกไปเล็กน้อย นางแบบสวมชุดลายดอกโททัลลุค มีกลิ่นอายของโบฮีเมียนหน่อยๆ แต่โดยรวมแล้วดูเจ๋งสุดๆตามแบบฉบับผู้หญิงของ Coach ซึ่งเป็นสาวเก๋ที่เติบโตแบบมีพัฒนาการทางด้านสไตล์

เมื่อพูดถึงสจวร์ตแล้วนิยามของคำว่า ‘เก๋’ อาจจะผุดขึ้นและถูกตีความได้ไม่รู้จบ แต่มันก็มาพร้อมภาระที่หนักอึ้งเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้วจะมีใครสักกี่คนที่สามารถอ้างได้ว่า ‘ฉันนี่แหละ เหมาะที่จะเป็นเจ้าแห่งนิยามอันแสนคลุมเครือนี้?’ แต่อย่างไรก็ดีตัวเขาต้องมนตร์สะกดของคำๆนี้เข้าอย่างจัง เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งเคยจ้างให้ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแขนงที่เรียกว่า ‘ความเก๋แบบฉบับอเมริกัน’ มาช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวและร่างนิยามใหม่ให้แก่ Coach ยิ่งไปกว่านั้นสจวร์ตก็มีความฮิปพอตัวเลยทีเดียว เขาแต่งงานกับ Benjamin Seidler นักวาดภาพประกอบแฟชั่น และยังมีเหล่าคนสร้างสรรค์มากความสามารถทั้ง Gabriela Hearst, สาวๆแห่ง Rodarte และซูเปอร์สไตลิสต์ Katie Grand เป็นเพื่อนสนิท อีกทั้งบ้านของเขาก็เป็นที่บ่มเพาะความสำเร็จในระดับหนึ่ง บ้านที่เต็มไปด้วยไม้สีเข้มดูอบอุ่น บันไดที่ดูคล้ายสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรียน และหนังสือศิลปะที่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบบนชั้น ทั้งหมดนั้นหล่อหลอมและก่อให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นมา

Stuart Vevers และ Benjamin Seidler

Photo: Liam Goslett

สจวร์ตในวัย 46 ปี (แต่เขาดูหนุ่มกว่านั้นมาก) ดูเป็นคนสุขุม มีใบหน้าชวนมอง งดงามราวกับตัวละครที่หลุดมาจากภาพวาดในยุคกลาง ตอนที่เราพบกันเขาอยู่ในชุดลำลองที่สลัดภาพลักษณ์ของคนแฟชั่นทิ้งไป ชายที่ใส่เสื้อจัมเปอร์สีดำเรียบๆแต่ดูหรู สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตและยีนส์กลายเป็นภาพจำเมื่อเรานึกถึงนักออกแบบคนนี้ ‘เรียบหรูและดูไม่เสแสร้ง’ ฉันถามเขาว่าคุณคิดว่าตัวเองยังดู ‘เก๋’ อยู่หรือไม่ เพราะอายุก็ใกล้ 50 เข้าไปเต็มที เขาหัวเราะและตอบเพียงแค่ว่า “มันค่อนข้างยากที่จะติต่างว่าตัวเองเป็นคนเก๋ ผมคิดว่ามันต้องมีบางอย่างที่แน่ชัดมากพอที่จะทำให้ผมหลงใหล ซึ่งนั่นจะกลายเป็นสิ่งที่นำผมไปเกี่ยวข้องกับคำๆนี้” แล้วเขาก็นิ่งไปครู่หนึ่ง

“ผมรู้ตัวว่ากำลังหลงใหลในเสน่ห์ของการปะทะกันระหว่างขนบแบบเก่าและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการตีความคำว่า ‘เก๋’ สำหรับผมจึงหมายถึงการที่ดูไม่พยายามมากจนเกินไป มันต้องเริ่มจากความเชื่อมั่นในตัวเอง และจะดีมากถ้ามีแนวคิดขบถที่ต้องการปลดแอกจากอะไรก็ตามที่ดูซ้ำซาก”

ความเชื่อมั่นในตัวเองและแนวคิดขบถที่มีอยู่ในสายเลือดเช่นนี้อาจเป็นเพราะเขาเติบโตในตอนเหนือของอังกฤษ แต่ไม่ใช่เมืองที่คึกคักอย่างแมนเชสเตอร์ หรือเมืองที่เต็มไปด้วยคลับเก๋ๆสไตล์ยุค ’90s แต่อย่างใด สจวร์ตเติบโตในเมืองเล็กๆอย่างดอนคาสเตอร์ ก่อนจะย้ายไปอยู่เมืองคาร์ไลส์ พ่อของเขาเป็นช่างทาสีควบคู่กับรับงานตกแต่งภายใน ขณะที่แม่ยังคงทำงานเป็นคนทำความสะอาด “พ่อและแม่มักสอนผมถึงเรื่องจรรยาบรรณในวิชาชีพ” เขาเล่าด้วยสำเนียงสไตล์อังกฤษตอนเหนืออันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสำเนียงที่สามารถปรับใช้กับการร้องเพลงได้ดีเลยทีเดียว

Stuart Vevers

Photo: Liam Goslett

“เมื่อผมแน่วแน่ว่าจะทำงานในวงการแฟชั่น พ่อก็ค้านหัวชนฝาทันที” เขาเท้าความหลัง “ทั้งพ่อและแม่ของผมออกจากโรงเรียนเมื่อตอนอายุ 15 ก่อนที่ภายหลังพ่อจะกลับเข้าไปเรียนภาคค่ำอีกครั้งเพราะรู้สึกอยากชดเชยโอกาสทางการศึกษาที่เคยปล่อยให้หลุดมือไป และต้องการทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับครอบครัวและตัวเองบ้าง พ่อได้ปลูกฝังความรู้สึกผิดที่ไม่ยอมฉกฉวยโอกาสไว้ในหัวของผม แต่ผมเชื่อว่าเรื่องจริงๆแล้วคือปู่และย่าไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียนให้พ่อใส่ไปโรงเรียนต่างหาก” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลง

ความสนใจในเรื่องราวเกี่ยวกับแฟชั่นของสจวร์ตเกิดขึ้นสองระลอกด้วยกัน ครั้งแรกคือตอนที่เห็นคุณย่าออกแบบเสื้อผ้าให้กับสมาคมการละครสมัครเล่น หลังจากนั้นก็เกิดขึ้นอีกครั้งในยุค ’90s ช่วงชีวิตที่เขาตระเวนเที่ยวไนต์คลับ “ผมซึมซับเรื่องราวของแฟชั่นจากการเที่ยวไนต์คลับนี่แหละ” เขาเล่าแบบเปิดเผย “ผมตัวสูงตั้งแต่เด็ก จึงเข้าไนต์คลับได้ตั้งแต่อายุ 15”

เขายังคงรำลึกความหลังเล่าเรื่องราวบนฟลอร์ในต์คลับต่างๆ เช่น The Haçienda ในแมนเชสเตอร์ สถานที่ที่เปรียบได้กับประตูสู่โลกแฟชั่น เขาจำได้ว่าสวมชุดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอลเล็กชั่นฤดูร้อนปี 1990 ของ Rifat Ozbek “ผมใส่สีขาวแบบโททัลลุค ทั้งฮู้ดดี้ กางเกงยีนส์และรองเท้าบู๊ตของ Timberland ... ถ้าจำไม่ผิดนะ แนวๆนั้น” และต่อมาเขาได้ขอช่วยให้คุณย่าตัดกางเกงพีวีซีสำหรับใส่เที่ยวกลางคืน

“นั่นคือช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับแฟชั่น เป็นอารมณ์แบบ อ้อ! มันเป็นแบบนี้นี่เอง โอ้! ดูอุตสาหกรรมนี้สิ เหมือนได้ค้นพบอีกโลก และตั้งใจเลยว่านั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจะทำ และจะไปให้สุดทาง”

เขาย้ายไปกรุงลอนดอนเพื่อศึกษาต่อทางด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ University of Westminster โดยก่อนจบการศึกษาเหล่าบัณฑิตได้รับแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยว่า Calvin Klein ได้ทาบทามให้ส่งตัวแทนไปร่วมงานกับทางแบรนด์ในแผนกเสื้อผ้าสตรี แต่เขาไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น “มันก็สมควรละ” เขาเล่าต่อว่า “สไตล์ในแบบของผม บวกกับผลงานที่ออกแบบ ...ไม่ได้ดูน่าสนใจอะไรขนาดนั้น” แต่ก็ยังไม่หมดหนทางเสียทีเดียว “ผมเกลี้ยกล่อมให้เพื่อนคนหนึ่งที่ถูกเลือกบอกผมว่าสถานที่ที่จะไปสัมภาษณ์อยู่ที่ไหน แล้วจู่ๆผมก็โผล่ไปที่นั่นเลย”

และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ผู้หญิงคนที่สัมภาษณ์เป็นหัวหน้าแผนกเสื้อผ้าสตรีของ Calvin Klein สจวร์ตขอร้องให้เธอช่วยดูผลงานและให้คำแนะนำแก่เขา เธอหยิบแฟ้มผลงานออกมา บรรจงเปิดทีละหน้า และเห็นด้วยกับที่ทางมหาวิทยาลัยแจ้งว่าเขาไม่เหมาะกับ Calvin Klein แต่เดี๋ยวก่อน! เธอบอกเขาว่าจะให้ไปทำงานบางอย่างในอีกฝ่ายซึ่งนั่นก็คือแผนกเครื่องประดับ เธอบอกให้เขาลองทำโปรเจ็กต์มานำเสนอ ซึ่งเขาก็ได้ทุมเทเวลาเกือบ 48 ชั่วโมงในการทำมัน แล้วในอาทิตย์ถัดมาเขาก็ได้ถูกเสนอตำแหน่งให้ทำงานที่ Calvin Klein “ผมไม่เคยเจอกับใครที่ทำงานในแผนกนั้นมาก่อนนะ” เขาหัวเราะ “ก็แค่ถูกจ้างเพราะโปรเจ็กต์ที่ผมนำเสนอ”

View this post on Instagram

tomorrow! #COACHXMBJ #michaelbjordan ????????????

A post shared by Stuart Vevers (@stuartvevers) on

แม้ชายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ากำลังสงวนท่าที่ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม แต่กระนั้นเขาก็เปิดอกว่าแท้จริงแล้ว ‘เป็นคนทะเยอทะยาน’ และความมั่นใจที่อาจดูเกินหน้าเกินตาไปบ้างนั้นมีต้นกำเนิดมาจากความกลัวนั่นเอง

“ผมต้องให้เครดิตคุณพ่อที่ผลักดันให้ผมกลายเป็นคนในแบบที่พ่อต้องการให้เป็น แม้มันจะเสียเวลาไปบ้าง และไม่รู้ว่ามันจะไปจบในรูปแบบใด แต่ผมกลับคิดว่ามันเป็นแรงขับให้ตัวเองเชื่อมั่น โอเค ผมต้องพิสูจน์ว่าสิ่งที่พ่อคิดนั้นผิด ดังนั้นนี่จึงเป็นวิธีแหกคอกในสไตล์ของผม แสดงออกผ่านการเป็นคนหัวรั้นจนบางครั้งอาจทำให้รู้สึกหงุดหงิด”

ความทะเยอทะยานอันแรงกล้าและความหัวรั้นน่าจะเป็นสองส่วนสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ แต่ขอเน้นย้ำว่าอย่างหลังควรเป็นธรรมชาติอันปราศจากการปรุงแต่ง โดยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ได้มอบพลังให้เขาสามารถเนรมิตกระเป๋าที่ไม่เพียงทำให้สาวๆหลงรัก แต่ยังไปกระตุ้นต่อมความหลงใหลและอยากครอบครองผลงานที่เขาออกแบบให้กับหลายแบรนด์ดัง เช่น Luella, Louis Vuitton (ภายใต้การดูแลของ Marc Jacobs) และ Givenchy เขาเล่าให้ฟังว่านั่นคือช่วงเวลาที่แสน ‘ทรหด’ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในโลกแฟชั่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “ผมไม่คิดว่าได้เรียนรู้อะไรในช่วงเวลาที่รู้สึกกดดัน”

Loewe Spring/Summer 2011 ผลงานการออกแบบโดย Stuart Vevers

Photo: Loewe

แล้วก็มาถึงจุดสร้างชื่อ เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Mulberry ในปี ค.ศ. 2004 โดยก่อนหน้านี้ Mulberry แทบไม่อยู่ในความสนใจ หรือเป็นตัวเลือกของผู้คลั่งไคล้กระเป๋าหรู แต่เมื่อเขาเข้ามาพร้อมกับการปฏิวัติภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เด่นชัดมากขึ้น และสร้างความแปลกใหม่โดยออกแบบกระเป๋าที่ดูคลาสสิกแต่โดดเด่นอยู่ในที กระเป๋าเหล่านี้มาพร้อมชื่อรุ่นราวกับเป็นการรวมตัวของกลุ่มสาวซ่าในไฮสกูล (เช่นชื่อรุ่น Emmy รุ่น The Brooke) แล้วเมื่อมันไปปรากฏอยู่บนไหล่ของเซเลบริตี้ที่ฮิปที่สุดในช่วงเวลานั้นอย่าง Alexa Chung, Kate Moss, Kate Bosworth จึงทำให้จากแบรนด์ที่ดูเซบเซาจนเกือบจะเฉาตายคาที่กลับมามีกระแสชนิดที่ไม่มีใครนึกฝัน ด้านสจวร์ตเองก็ได้รับรางวัลนักออกแบบเครื่องประดับแห่งปีจากงาน The British Fashion Awards 2006 เป็นเครื่องการันตี ซึ่งนั่นเป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เขาสร้างไว้ที่แบรนด์แฟชั่นรายถัดมาอย่าง Loewe

เป็นการเปลี่ยนแบรนด์ที่ต้องรับผิดชอบอีกครั้ง แต่เขาก็ยังสามารถทำให้แบรนด์ที่ดูจืดชืด มีรูปแบบผลงานที่ดูพื้นๆกลับมาเป็นที่สนใจ โดยในตอนนั้น Loewe เปรียบเสมือนลูกคนกลางของครอบครัว LVMH สิ่งที่ทางแบรนด์ต้องการคือเพิ่มความรักและดูแลเอาใจใส่อีกสักหน่อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือกระเป๋าและเครื่องประดับที่ดูสะดุดตาและเป็นที่ต้องการ

สจวร์ตร่วมงานกับ Loewe นานกว่า 6 ปีก่อนที่จะได้รับโทรศัพท์จาก Coach แม้มีประสบการณ์การร่วมงานกับแบรนด์เครื่องหนังชั้นยอดมามากมาย แต่ก็อดตื่นเต้นไม่ได้เมื่อได้ยินว่าพวกเขากำลังมองหาผู้ที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของแบรนด์ และนับจากวันนั้นภาพร่างแห่งจินตนาการของ Coach โฉมใหม่ก็เริ่มขึ้น เป็นภาพจากจินตนาการที่เขาเป็นผู้กำหนดทิศทางด้วยตัวเอง

เขานึกย้อนไปถึงตอนที่ได้นัดประชุมกับทาง Coach เป็นครั้งแรก เขาพูดได้เต็มปากว่ามันคือ ‘การพลิกโฉม’ ซึ่งเป็นหนึ่งในคีย์เวิร์ดสำคัญที่เขาใช้ในการสนทนา มันเป็นหนึ่งในคำที่มีเสน่ห์ และเขาเองก็ยอมรับว่าต้องมนตร์สะกดของคำนี้เอามากๆ “ผมคิดว่ามันคือความท้าทาย คุณรู้ไหมว่ามีหลายคนที่สนใจงานนี้ และเมื่อเขาถามผมว่าคุณแน่ใจนะที่จะทำงานนี้ นั่นแหละคือสิ่งที่ผมเรียกมันว่า ‘โอกาส’ ในตอนที่ผมลาออกจาก Louis Vuitton เพื่อจะไปร่วมงานกับ Mulberry มีหลายคนถามผมตรงๆเลยว่า “คุณจะบ้าหรอ?” แต่สำหรับผมขอย้ำคำเดิม มันคือความท้าทาย!”

View this post on Instagram

???? #coachsignature #jlo RG @robzangardi

A post shared by Stuart Vevers (@stuartvevers) on

หนึ่งในโปรเจ็กต์สำคัญของเขาคือการรังสรรค์ไลน์เสื้อผ้าสำเร็จรูปให้กับ Coach ซึ่งเดิมทีแบรนด์นั้นเป็นที่รู้จักในฐานะของแบรนด์เครื่องหนังและเครื่องประดับ แต่ถ้าหากต้องการจะกลับมาอยู่ในจุดสนใจบนตารางแฟชั่นโลกจำต้องมีในส่วนของเสื้อผ้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างคาแร็กเตอร์ให้เป็นที่จดจำและเชื่อมโยงกับผู้บริโภค คอลเล็กชั่นที่ว่านี้ถูกจัดขึ้นในนครนิวยอร์กเมื่อปี ค.ศ. 2016 ประกอบด้วยเดรสเนื้อผ้าบางเบา ใส่คู่กับรองเท้าพื้นยาง และเชียร์ลิ่งแจ็กเกต ดูราวกับทั้งหมดหลุดออกมาจากภาพยนตร์แนวธรรมชาตินิยมของผู้กำกับ Terrence Malick ไม่น่าเชื่อว่านักออกแบบผู้มีแนวคิดขบถจะสามารถหยิบอัญมณีที่งดงามจากมุมมองทางวัฒนธรรมมาใช้ นักออกแบบคนที่เมินต่อคำพูดถากถางและการถูกตั้งข้อสงสัย นักออกแบบที่ปราศจากความลังเลใดๆ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่จะมาขวางกั้นในการเป็นผู้บุกเบิก สจวร์ตได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งความเป็นอเมริกันในวัยเด็กที่เกิดจากการเสพภาพยนตร์และหนังสือเล่มต่างๆให้ออกมาโลดแล่นอยู่ในชีวิตจริงและเป็นสิ่งที่จับต้องได้ จากวันนั้นมา Coach ก็ประสบความสำเร็จกับไลน์เสื้อผ้าสำเร็จรูปจนถึงปัจจุบัน

สจวร์ตได้เชิญเหล่าเซเลบริตี้ที่ดูมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาร่วมงานด้วย Michael B. Jordan นักแสดงนำจากภาพยนตร์ Black Panther ก็เป็นหนึ่งในนั้น ไมเคิลไม่ได้เป็นเพียงแบบให้กับไลน์เสื้อผ้าผู้ชาย แต่ยังออกแบบเสื้อผ้าสไตล์ยูนิเซ็กซ์ให้กับ Coach อีกด้วย (เขาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Coach’s Dream It Real โครงการการกุศลที่ช่วยเหลือเด็กๆให้ทำตามความฝัน โดยไมเคิลทำหน้าที่เป็น ‘Dream Director’ ซึ่งเขาจะรอคอยช่วงเวลาที่ได้ไปตามโรงเรียนต่างๆเพื่อพูดคุยกับเด็กๆไปพร้อมๆกับ Dream Director อีกคนนั่นก็คือ Selena Gomez และที่ดูน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันคือการที่ J. Lo ก็ถูกดึงมาร่วมในการสานฝันครั้งนี้…ช่างเป็นเวลาประจวบเหมาะก่อนที่เจโล จะแวบไปโชว์ตัวในงาน Super Bowl และกลายเป็นดาวเด่นของโชว์ในวันนั้น สจวร์ตได้เซ็นสัญญากับเจโลเพื่อให้เธอเป็นโฉมหน้าของ Coach โดยยังมีเหล่าบุคคลผู้มีชื่อเสียงอื่นๆอีก เช่น Jemima Kirke, Yara Shahidi และ Chloë Grace Moretz เหล่าเซเลบริตี้กลุ่มนี้คือตัวจริงที่มีความพิเศษมากกว่ารายอื่นๆและยากที่ใครจะเลียนแบบ

Stuart Vevers

Photo: Liam Goslett

เขาทำให้ตัวเองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? และเขาคาดเดาถึงความเป็นไปของ ‘จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย’ อย่างแม่นยำได้อย่างไร? เป็นการล่วงรู้ก่อนที่วัฏจักรแฟชั่นจะเวียนมาบรรจบด้วยซ้ำ

ก่อนที่จะขอตัว ฉันได้ถามเกี่ยวกับบ้านของเขาว่า “ทำไมถึงเป็นที่นี่?” เพราะก่อนหน้านี้เขาและเบนจามินอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านในย่านเวสต์และทริเบกาซึ่งเป็นจุดที่ผู้คนพลุกพล่าน เขาเล่าว่า Trish Goff ได้จัดหาบ้านให้ และพวกเขาก็ตกหลุมรักบ้านหลังนี้เอามากๆ...แต่เดี๋ยวนะ “Trish Goff ?  นางแบบคนดังจากยุค ’90's น่ะเหรอ?” พวกเขาหัวเราะเบาๆเป็นการตอบกลับ

หลังจากวันนั้นฉันได้ถามพนักงานโรงแรมเกี่ยวกับค่าที่พักในเขตอัพเปอร์เวสไซด์ ซึ่งเป็นย่านที่สจวร์ตอาศัยอยู่ “อ๋อ ที่นั่นนะเหรอ ... มันเป็นย่านที่ดีมาก” ซึ่งถ้าจะพูดให้ถูก มันเป็นย่านที่ ‘เก๋มาก’ (เหมือนตัวสจวร์ต) ต่างหาก!

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH