SIGNATURE

แฟชั่นและการเมือง! ที่ร่วมกันขับเคลื่อนให้กระเป๋า Telfar กลายเป็น it-bag ใบล่าสุด

นี่ใช่แค่กระเป๋า แต่มันคือเครื่องมือแสดงออกถึงจุดยืนทางสังคม

14 MAY 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE France โดย Noémie Leclercq, แปล: Rasita Nawan Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N.

เหล่าอัจฉริยะนั้นก็มีเรื่องให้ปวดหัวไม่ต่างจากคนธรรมดา หลัก ๆ ก็คงหนีไม่พ้นการมีไอเดียล้ำยุคเกินกว่าที่คนในช่วงเวลาปัจจุบันจะเข้าใจ แต่สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเรื่องที่บรรดาสื่อโปรดปรานเพราะสามารถนำไปสร้างเป็นเรื่องราวสวย ๆ ในการนำเสนอข่าวได้ชนิดถูกใจผู้อ่าน อย่างเรื่องของ Telfar Clemens ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Telfar ที่ก็หนีไม่พ้นพลอตเรื่องทำนองนี้ ...ในปี ค.ศ. 2005 ขณะมีอายุเพียง 19 ปีเขาเปิดตัวแบรนด์ของตัวเองเป็นครั้งแรก ผลงานในตอนนั้นเรียกได้ว่า ‘อยู่คนละขั้ว’ กับสินค้าแฟชั่นทุกอย่างที่มีขายอยู่บนหน้านิตยสารชั้นนำ แต่เมื่อเวลา 15 ปีผ่านไปเขากลับกลายเป็นคำนิยามของสิ่งที่วงการแฟชั่นถวิลหา “ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทุกคน” Gloria Despioch จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดอย่าง REC ได้รวบรัดคำนิยามผลงานของ Telfar Clemens ให้เราฟัง สินค้าของเขาขาดตลาดไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่วิกฤตโควิดพาให้เศรษฐกิจโลกซบเซา “อะไร ๆ ในตัวเขาที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคกลับกลายเป็น ‘จุดแข็ง’ และเอกลักษณ์ของแบรนด์”

จะว่าไปแล้วเทลฟาร์ไม่ได้เริ่มต้นการทำงานในสายแฟชั่นจากศูนย์ หากแต่ติดลบด้วยซ้ำ เขาเป็นลูกผู้อพยพชาวไลบีเรียที่มาอาศัยอยู่ย่านควีนส์ ในขณะที่โลกแฟชั่นของช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นพื้นที่สำหรับคนขาว และคนมีเงินที่ไม่ค่อยยอมรับความเปลี่ยนแปลงสักเท่าไร พวกเสื้อผ้ายูนิเซ็กซ์สไตล์มินิมัลของเขาจึงดูเหมือนแกะดำในช่วงเวลาที่ชุดจ๊อกกิ้งผ้ากำมะหยี่สีชมพูของ Juicy Couture กำลังได้รับความนิยม อย่างไรก็ตามด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองและความคิดที่ว่าหากอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ก็จงเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียเอง อีกทั้งยังต้องการทำให้แบรนด์ที่สร้างมากับมือกลายเป็น ‘สื่อกลาง’ และพื้นที่สำหรับทุกคนที่อาจไม่ได้อยู่บนโลกกระแสหลัก ตามสโลแกน ‘Not for you, for everyone’ ทำให้หลังลอนช์คอลเล็กชั่นออกมาก็มีผู้กลุ่มผู้ติดตามทันที เป็นแฟนคลับที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายกับเขา อาทิ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เหล่าดีเจ ศิลปิน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม LGBTQ+ และชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน อีกทั้งเมื่อได้ Babak Radboy และ Avena Gallagher สองดีไซเนอร์เพื่อนซี้เข้ามาเสริมทัพในปี ค.ศ. 2013 ทำให้งานของเขามีสไตล์ที่ชัดเจนขึ้น เสื้อผ้ามีกลิ่นอายของสปอร์ตแวร์ในทศวรรษที่ 1970 และเน้นการใช้โทนสีนู้ด แม้ได้กลายเป็นผู้นำสไตล์ใหม่ แต่ผลงานก็ยังไม่เข้าตาวงการแฟชั่นของอเมริกาซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดดีไซเนอร์ดังอย่าง Alexander Wang และ Proenza Schouler อยู่ดี...แต่ก็ใช่ว่าโอกาสที่มีจะนานเกินรอ เพราะคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิประจำปี ค.ศ. 2015 ได้รับคำชมที่น่าประทับใจจากนิตยสารโว้ก อเมริกา และ 2 ปีหลังจากนั้นเจ้าตัวก็ได้ใช้เวลาเพื่อพัฒนาให้แบรนด์ก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าที่ทุกคนต้องติดตาม

“เราไม่เคยขายไอเดียเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะเราคือตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง”

ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 2016 เมื่อ Donald Trump ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ทรัมป์ที่มาด้วยท่าทีขึงขังและพูดจาสไตล์ขวานผ่าซาก พร้อมคำพูดที่ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่ากำลังเหยียดเพศหญิง เหยียดเชื้อชาติ และยังเซ็นคำสั่งล้มนโยบายต้านภาวะโลกร้อนจนทำให้เกิดกระแสต่อต้านเป็นอย่างมาก เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงพากันออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้อง ปกป้องสิทธิ และคิดทบทวนวิธีการอุปโภคบริโภคของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้ใจกลุ่ม Gen-Z (ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่) ไปเต็ม ๆ เพราะในขณะที่แบรนด์อื่นพยายามหาจุดขายเรื่องแนวคิด ‘รักษ์โลก’ และยอมรับความแตกต่างของผู้คนเพื่อจะตีตลาดคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้ ทางด้านเทลฟาร์เองแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร สิ่งที่ต้องทำก็คือแค่เป็นตัวของตัวเองต่อไป ตามที่ Babak Radboy ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแบรนด์ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ The Business of Fashion “เราไม่เคยขายไอเดียเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะเราคือตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ เทลฟาร์ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย และออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มตัว

ในปี ค.ศ. 2017 ทางแบรนด์ได้จับมือกับ White Castle ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเจ้าดังเพื่อสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นร่วมกัน โดยนำกำไรที่ได้ไปมอบให้โครงการปฏิรูปและพัฒนาสถานกักกันเยาวชน สิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเปลี่ยนแปลง และเทลฟาร์ก็เป็นส่วนหนึ่งในวัฏจักรนั้นก็คือ ในปีเดียวกันเขาได้รับรางวัล CFDA/Vogue Fashion Fund รางวัลที่เป็นกำลังใจและส่งเสริมนักออกแบบอเมริกันหน้าใหม่ โดยนำเงิน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนกับการพัฒนาผลงานซึ่งต่อมาได้กลายเป็นรากฐากอันมั่นคง มี ‘shopping bag’ กระเป๋ายูนิเซ็กซ์ทรงสี่เหลี่ยมทำจากหนังวีแกน มีให้เลือก 3 ขนาด หลากสีสัน เป็นชิ้นเด็ดมัดใจลูกค้า ทุกใบมีการปั๊มนูนโลโก้ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาจากตัวอักษรย่อ T และ C อย่างภาคภูมิใจ ‘It-Bag’ ใบนี้อาจไม่ได้มีอะไรที่ดูพิเศษมากมาย แต่ด้วยความเรียบง่ายที่เหมาะแก่การใช้งานในชีวิตประจำวันและใช้งานได้หลายโอกาสนี่เองที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

“เรามีภาพร่างในหัวเกี่ยวกับกระเป๋าใบนี้ในช่วงคริสต์มาสของปี ค.ศ. 2013” Babak Radboy ได้ให้สัมภาษณ์กับอีกสื่อชั้นนำ Dazed เราเห็นคนช็อปปิ้งและถือถุงกระดาษพะรุงพะรังที่เต็มไปด้วยของขวัญ ตอนนั้นจึงคิดว่าน่าจะทำกระเป๋าทรงนี้ออกมาตอบสนองไอเดียเกี่ยวกับกระเป๋ายูนิเซ็กซ์ของเรา ว่าแล้วก็จับถุงของ Bloomingdale’s มาวัดขนาดเป็นต้นแบบ และเริ่มดีไซน์ส่วนต่าง ๆ” ราคาของมันตกอยู่ที่ประมาณ 120-310 ยูโร ขึ้นอยู่กับขนาด ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ไม่สูงมากหากเทียบกับราคากระเป๋าในตลาดสินค้าลักชัวรี่ เจ้า ‘shopping bag’ ใบนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ขนาดที่ว่าผลิตออกมาเท่าไรก็ไม่เคยพอ เราจะเห็นว่ามันขึ้น ‘sold out’ อยู่เสมอ จนได้รับฉายาแบบเก๋ ๆ ว่า ‘Bushwick Birkin’ ที่อิงชื่อย่านที่ตั้งของแบรนด์ในบรูกลิน และกระเป๋าไอคอนนิกในตำนานของ Hermès ที่ผู้ซื้อต้องลงชื่อจองนานข้ามปี กลอเรียยังเสริมต่ออีกว่า “มันคือกระเป๋าที่เกิดมาเพื่อเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ไม่สามารถซื้อ หรืออาจไม่ต้องการถือกระเป๋าจากแบรนด์หรู และไม่อิงกระแสหลัก” การเดินถือกระเป๋าของเทลฟาร์จึงเปรียบได้กับการประกาศว่า “ฉันคือคนเก๋แห่งยุค เพราะฉันรู้จักแบรนด์ใหม่ ๆ และเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของผู้ออกแบบเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจของคนดำซึ่งนับว่ามีจำนวนน้อยมากในธุรกิจแฟชั่น และถึงแม้ ‘shopping bag’ ใบนี้มีสาวกเป็นคนดังทั่วทั้งวงการ อาทิ Selena Gomez, Solange Knowles และ A$AP Ferg แต่แรงขับเคลื่อนกระแสความดังที่แท้จริงกลับเป็นบรรดาลูกค้าธรรมดาทั่วไป ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 ทาง New York Magazine ได้ทำการรวบรวมสาวกขอแบรนด์เพื่อทำการวิเคราะห์ “ฉันรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนดำมาโดยตลอด แต่วันไหนที่ฉันได้ถือกระเป๋าใบนี้ก็จะยิ่งรู้สึกภูมิใจที่เป็นคนดำอย่างที่สุด” Raven Baker คอมมูนิตี้เมเนเจอร์วัย 24 ปีที่อาศัยอยู่ในบรูกลินเล่าความรู้สึกเมื่อใช้ ‘it-bag’ ใบนี้ให้ฟัง

Alexandria Ocasio-Cortez สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต

Photo: Getty Images

‘shopping bag’ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่กลัวการออกมาเรียกร้องหรือป่าวประกาศรสนิยมของตัวเองที่ต้องการทำอะไรก็ได้ที่ไม่สร้างความเสียหายให้โลกและทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน “สิ่งที่ทำให้กระเป๋าใบนี้แตกต่างอย่างชัดเจนคือ การแสดงออกถึงสถานะของผู้ถือ ซึ่งสถานะที่ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราคาเลยสักนิด” เทลฟาร์พูดถึงสิ่งที่ทำให้กระเป๋าของเขากลายเป็นไอเท็มชิ้นพิเศษที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กระเป๋าทำกำไรให้แบรนด์จาก 102,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีค.ศ. 2016 เพิ่มขึ้นมามากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2019 ซึ่งจุดที่ทำให้ได้รับความนิยมถึงขีดสุดเกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของ George Floyd โดยในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมามีภาพของนักการเมืองสาว Alexandria Ocasio-Cortez เดินออกมาจากอาคารรัฐสภาสหรัฐฯพร้อมเจ้ากระเป๋าใบนี้ สำหรับเธอแล้วมันคือ ‘fashion statement’ ชิ้นเด็ด ใช้เพื่อการสื่อสารแนวคิดด้านการเมือง ซึ่งต่างกันลิบลับกับแจ็กเกตมีฮู้ดของ Zara พิมพ์ประโยค ‘I really don’t care’ ด้านหลังที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 อย่าง Melania Trump ใส่ไปเยี่ยมค่ายผู้อพยพในปี ค.ศ. 2018 การที่นักการเมืองสาวโพสต์กระเป๋าใบโปรดของเธอลงอินสตาแกรม ทำให้ไซซ์ขนาดกลางสีเบอร์กันดีกลายเป็นรุ่นฮิตไปโดยปริยาย สีเบอร์กันดีเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ ‘The Squad’ กลุ่มสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรผู้หญิงผิวสีรุ่นใหม่ 4 คนแห่งสภาคองเกรสที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ประกอบด้วย Alexandria Ocasio-Cortez, Ilhan Omar, Ayanna Pressley และ Rashida Tlaib โดยพวกเธอมักทาลิปสติกสีเบอร์กันดีในวันที่เข้าประชุมสภา เป็นการใช้การแต่งกายเพื่อสื่อสารว่า ‘เราไม่ได้มาเล่น ๆ เราจัดหนักแน่นอน’

แพลตฟอร์มออนไลน์แฟชั่นดังอย่าง Lyst ได้เผยว่า 'shopping bag' ใบนี้คือสินค้าที่มีผู้ต้องการมากที่สุดในไตรมาส 3 ของปี ค.ศ. 2020 และมีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์เพิ่มมากขึ้นถึง 270% ต่อสัปดาห์! ตั้งแต่เดือนสิงหาคม และกระแสความร้อนแรงยิ่งเพิ่มทวีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน เมื่อพิธีกรดัง Oprah Winfrey ยกให้เป็นหนึ่งในไอเท็มโปรดของเธอประจำปี ค.ศ. 2020 แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีการปรับขึ้นราคา หรือจำกัดจำนวนผลิตที่อาจทำให้พ่อค้าหัวใสนำมาขายต่อในราคาที่สูงลิ่ว และเพื่อเป็นการการันตีว่าลูกค้าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้ครอบครอง ‘ในราคาที่ควรจะเป็น’ เทลฟาร์ยังได้เปิดตัว Bag Security Program เพื่อจัดคิวพรีออร์เดอร์ โดยทางแบรนด์ได้อธิบายในอินสตาแกรมถึงเรื่องนี้ว่า “เราไม่มีการใช้โมเดลธุรกิจแบบโฆษณาเกินจริง หรือการตลาดแบบเข้าถึงยากจนทำให้สินค้าเป็นแรร์ไอเท็ม สิ่งสำคัญที่สุดคือกระเป๋าใบนี้เป็นสินค้าที่ทุกคนเข้าถึงได้ อยู่คู่กับคนที่สนับสนุนและมีแนวคิดเดียวกัน” กลอเรียยังเสริมโดยกล่าวชมถึงจุดเด่นของแบรนด์ “มันเป็นการตลาดที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว แถมยังสนับสนุนแนวคิดหลักของแบรนด์ที่ว่าจะไม่ให้ใครต้องรู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างเดียวดาย”

‘ลูกค้าคือจุดศูนย์กลาง’ คือปรัชญาของเทลฟาร์ ทางแบรนด์มักลงรูปลูกค้าผู้ใช้จริงในโซเชียลมีเดียให้เห็นอยู่เสมอ นี่ถือเป็นวิธีการขอบคุณอย่างหนึ่ง และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน (อีกทั้งยังเป็นการป้ายยาให้อยากได้กระเป๋าใบใหม่) การตลาดแบบใกล้ชิด ราคาย่อมเยา จริงใจ และเป็นตัวของตัวเองให้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ปีที่ผ่านมาบริษัท McKinsey คาดการณ์ว่าธุรกิจแฟชั่นจะมีรายได้ลดลงถึง 90% เพราะวิกฤตโควิด-19 แต่แบรนด์ Telfar กลับให้ผลกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมา ในเดือนมกราคมปีนี้ 'shopping bag' ยังได้รับรางวัล Fashion Design of the Year 2020 จาก The Design Museum of London โดยคณะกรรมการพิจารณาว่าแบรนด์ของเขาได้ลงสนามประลองกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในตลาดลักชัวรี่อย่างสมศักดิ์ศรี มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาย่อมเยา “ในช่วงเวลาที่ความหรูหราที่แท้จริงคือการมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ดี สิ่งที่เทลฟาร์ทำออกมาช่างสอดคล้องกับสถานการณ์ทีเดียว” กรรมการท่านหนึ่งอธิบายไว้ นับเป็นอีกหนึ่งรางวัลการันตีหลังจากที่เขาได้รับเลือกจาก CFDA Awards (รางวัลออสการ์ของโลกแฟชั่น) ให้เป็นนักออกแบบเครื่องประดับอเมริกันแห่งปี โดย 1 ปีก่อนหน้ารางวัลนี้ตกเป็นของ The Row แบรนด์ของแฝดสาว Olsen ซึ่งราคาของกระเป๋าตกอยู่ที่ราว 930-41,000 ยูโร และอาจเรียกงานปีนั้นว่าเป็นของ ‘คนใน’ ก็ไม่ผิด เพราะผู้ชนะรางวัลล้วนเป็นดีไซเนอร์ผิวขาว โดยเทลฟาร์ได้โพสต์เรื่องเหล่านี้ลงอินสตาแกรม

เทลฟาร์กลายเป็นมาตรฐานของแฟชั่นสำหรับทุกคน Mehmet Kartal หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อสำหรับเว็บไซต์ของ Printemps ได้กล่าวยืนยันถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์หลังนำ Telfar มาจำหน่ายตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2020 Telfar เป็นมากกว่าแบรนด์ติดกระแส แต่เป็นผู้สร้างกระแส” ขนาดที่ว่าติดโผ ‘100 Next’ ประจำปี ค.ศ. 2021 โดย Time ที่เป็นการรวบรวมผู้ทรงอิทธิพลทั่วโลก ทางนิตยสารได้อธิบายเสริมว่า “วิกฤตการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ปัญหาเหลื่อมล้ำทางสังคม ความอยุติธรรม และสิทธิทางการเมืองที่มีอยู่แล้วกลับย่ำแย่ลงไปอีก บุคคลที่ถูกเลือกให้อยู่ในลิสต์นี้จึงเป็นเสมือนตัวแทนของผู้ถือดวงไฟแห่งความหวัง” โดยเทลฟาร์ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ ‘ผู้ริเริ่ม’ ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญของการทำงานตลอด 15 ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

“ความท้าทายในเวลานี้คือการที่ต้องยังเป็นตัวของตัวเอง ในขณะที่แบรนด์ก็กำลังเติบโตขึ้น อย่างการร่วมงานกับแบรนด์ดัง Converse ที่ถูกวิจารณ์หนาหูว่าดูเข้าหา ‘กระแสหลัก’ มากเกินไป” กลอเรียกล่าวถึงเรื่องที่อาจจะทำให้แบรนด์สะดุด แต่อย่างไรเสียเทลฟาร์ก็สามารถวางใจได้ว่าเหล่าแฟนคลับยังพร้อมที่จะสนับสนุนการตัดสินใจของเขาเสมอ ตัวอย่างที่เห็นก็ตอนที่ Gap เจอกระแสด้านลบบนโลกโซเชียลเพราะออกมาประกาศว่าจะออกแบบร่วมกับ Telfar Clemens แต่สุดท้ายดันเลือกทำงานกับ Kanye West ว่ากันว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมแม้แต่เรื่องค่าตอบแทนสำหรับผลงานที่ทำเสร็จไปแล้ว “พวกเราชาวนักออกแบบผิวดำจำใจตอบตกลงไปออกแบบร่วมกับคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อย ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็ตกเป็นเครื่องมือการตลาดของพวกบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการใช้ภาพลักษณ์ของเราเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเขาให้ดูดีขึ้น ทำให้พวกเขาดูเหมือนสนใจในความแตกต่าง เป็นแฟชั่นเพื่อทุกคน เพราะเราโดนหลอกให้เชื่อว่าหากอยากให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้นก็ต้องร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำ” Babak Radboy กล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่ประสบการณ์อันไม่สู้ดีครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เทลฟาร์ขยาดในการร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ เพราะทางแบรนด์ได้ตอบรับการร่วมงานกับแบรนด์ออสเตรเลีย Ugg เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “ผมทึ่งทุกครั้งที่เห็นของบางชิ้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก” เทลฟาร์อธิบายถึงการตัดสินใจร่วมงานกับ Ugg และหากยังจำกันได้ในปี ค.ศ. 2010 เขาได้ใช้รองเท้า Ugg อย่างไม่เป็นทางการในโชว์ของเขา ซึ่งเป็นการใช้แบบที่ไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากแบรนด์ออสซีรายนี้ แต่แทนที่ Ugg จะจัดการทางกฎหมาย ทางแบรนด์ได้ถือเป็นโอกาสทองและใช้เป็นจุดขายในที่สุด ...เป็นไงล่ะ ไม่ธรรมดาเลยใช่ไหม สำหรับ เทลฟาร์นักออกแบบที่ควรได้รับฉายา ‘ผู้มาก่อนกาล’

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH