FASHION

ร่วมรำลึกถึงนักออกแบบผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครๆก็หลงรัก ... Alber Elbaz

ELLE พาย้อนรอยเส้นทางชีวิตของนักออกแบบมากความสามารถจากจุดเริ่มสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต

22 JUL 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

บทความจาก ELLE France โดย Pascale Nivelle, แปล: Rasita Crouzatier, เรียบเรียง: Wattakul N.

ย้อนกลับไปในห้วงแห่งความทรงจำเมื่อปี ค.ศ. 2006 เช้าวันนั้นฉันอยู่ในคาเฟ่แห่งหนึ่งไม่ไกลจากชองป์เซลิเซ่มากนัก คอลัมนิสต์มือใหม่อย่างฉันนั่งถัดจากโต๊ะคลุมด้วยผ้าสีฟ้าอ่อน เบื้องหน้ามีชั้นวางขนมเป็นทรงพีระมิดสูง เต็มไปด้วยขนมอบราดช็อกโกแลตและคาราเมลกลิ่นหอมอบอวล บรรยากาศโดยรอบชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ฉันกลับกังวลจนท้องไส้ปั่นป่วน เพราะกำลังจะได้พบกับนักออกแบบคนโปรดผู้ปลุกให้เจ้าหญิงนิทรานามว่า Lanvin ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน และแปลงโฉมให้เธอกลายเป็นเจ้าหญิงผู้พร้อมจะเฉิดฉายในทุกงานเต้นรำ ระดับความประหม่าในวันนั้นพุ่งสุดขีดปรอทจนเผลอแทะเล็บตัวเอง พลางเช็กเครื่องอัดเสียงซ้ำไปซ้ำมา… แล้วจู่ๆ ‘เจ้าหนู’ ก็ปรากฏตัวขึ้น นักออกวัย 45 ปีผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มมาพร้อมกางเกงสั้นเต่อ โบว์ไทด์ไซซ์ใหญ่เห็นมาแต่ไกล และแว่นตากรอบหนาที่เขาชอบใส่นั้นเน้นย้ำถึงบุคลิกอารมณ์ดีอันเป็นมิตร หากแต่ภายใต้เสียงหัวเราะและท่าทีอันอบอุ่นเป็นกันเอง ฉันทราบดีว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เป็น ‘เจ้าหนูแสนรั้น’ ที่มีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ นี่ละคือความประทับใจแรกที่มีต่อนักออกแบบผู้ไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรค ... Alber Elbaz

อัลแบร์เสียชีวิตในกรุงปารีสเมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา สาเหตุของการเสียชีวิตนั้นเป็นเพราะโควิด-19 “เห้อ! เจ้าเชื้อไวรัสร้ายพรากชีวิตของคนที่เรารักไปอีกแล้ว” เราทราบข่าวการเสียชีวิตในวันถัดมาเช่นเดียวกับทุกคน รู้สึกใจหายจนพูดไม่ออก และไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ เพราะอีกไม่ถึง 2 เดือนเขาก็จะฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุ 60 ปี และสำหรับโลกแฟชั่นแล้วเขาเพิ่ง ‘เกิดใหม่’ อีกครั้งพร้อมกับแบรนด์ของตัวเองในนาม AZ Factory ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมในช่วงโอต กูตูร์วีก การเสียชีวิตของเขาจึงเหมือนกับมัจจุราชกำลังเล่นตลกชนิดที่คงไม่มีใครขำด้วย

อัลแบร์คือนักออกแบบที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากหลากหลายวัฒนธรรม เขาเกิดในเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโกในปี ค.ศ. 1961 หลังจากนั้นเพียงแปดเดือนครอบครัวก็พากันย้ายไปตั้งรกรากในประเทศอิสราเอล และใช้ชีวิตเติบใหญ่ในเมืองเทลอาวีฟ โดยมีความฝันในวัยเด็กที่อยากจะเป็นหมอ แต่พรสวรรค์ด้านศิลปะอันไม่ธรรมดาไม่สามารถรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของผู้เป็นมารดา เธอส่งเสริมให้เขาวาดรูปและสิ่งที่หนูน้อยอัลแบร์ชอบวาดเอามากๆก็คือชุดเดรส จึงตัดสินใจเข้าศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นในสถาบัน Shenkar College of Engineering, Design and Art และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1980 หลังจากนั้นได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้ชีวิตอยู่ในนครนิวยอร์ก...7 ปีกับตำแหน่งผู้ช่วยของ Geoffrey Beene นักออกแบบคนดังบนถนน 7th avenue ที่มีลูกค้าเป็นนักแสดงชั้นนำอย่าง Glenn Close และ Faye Dunaway รวมทั้งสุภาพสตรีหมายเลข 1 อย่าง Nancy Reagan และ Pat Nixon เมื่อมีประสบการณ์มากพออัลแบร์จึงเก็บกระเป๋ามุ่งหน้าสู่กรุงปารีสในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 เพื่อปัดฝุ่น Guy Laroche (แบรนด์ต้นฉบับของ Paris ไม่ใช่ Guy Laroche ที่จำหน่ายในประเทศไทย) แม้ได้ร่วมงานกับเมซงหลังนี้ไม่ถึงปี แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาอันแสนคุ้มค่า เพราะทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับโอกาสทอง วันหนึ่งของปี ค.ศ. 1997 เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น และปลายสายในวันนั้นคือ Pierre Bergé โดยจุดประสงค์ของเมอซิเออร์แบร์เชคือต้องการให้เขามาดูแลคอลเล็กชั่นเสื้อสำเร็จรูปสตรีแทนตัวเมอซิเออร์ Yves Saint Laurent ที่ต้องการไปดูแลในส่วนของโอต กูตูร์แบบเต็มตัว

Guy Laroche Fall/Winter 1997 ผลงานการออกแบบโดย Alber Elbaz

Photo: Getty Images

ผลงานของอัลแบร์สำหรับ Yves Saint Laurent Rive Gauche ที่จำได้ติดตาคือนางแบบระดับท็อปแห่งยุคเดินออกมาในกระโปรงทรงดินสอ โค้ตขนสัตว์ กางเกงทรงเทเลอร์ และสวมถุงมือ Stella Tennant เดินออกมาในชุดซีทรูสีดำโชว์หน้าอก Gisele Bündchen วัยทีนมาในชุดปักระยิบระยับทั้งตัว Audrey Marnay สวมชุดเก๋ ท่อนบนเป็นทรงอสมมาตร ส่วนท่อนล่างตกแต่งโบขนาดยักษ์ และ Erin O’Connor ที่ไม่สวมอะไรเลยภายใต้ชุด Le Smoking ของเธอ...เป็นช่วงเวลา 3 ปีที่น่าจดจำก่อนแบรนด์จะเปลี่ยนมือเจ้าของและนำมาสู่การเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ โดยผู้ที่เข้ามาแทนอัลแบร์นั้นคือ Tom Ford ซึ่งกำลังเนื้อหอมจากการทำผลกำไรอย่างมหาศาลให้ผู้ถือครอง YSL รายใหม่

Yves Saint Laurent Rive Gauche Fall/Winter 1999 ผลงานการออกแบบโดย Alber Elbaz

Photo: Getty Images

เรื่องราวที่ตามมาจึงถือเป็นฉากอันน่าผิดหวังที่สุดในชีวิตการทำงานของเขา เริ่มจากเดือนสิงหาคมปี ค.ศ. 2000 ที่เข้าไปดูแลไลน์ระดับบนชื่อ Krizia Top ของ Krizia แบรนด์เก่าแก่ของอิตาลีในมิลาน โดยคอลเล็กชั่นที่เผยโฉมในเดือนตุลาคมของปีนั้นถือว่าผ่านไปด้วยดี แต่ไม่กี่วันให้หลังกลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่อเขาตัดสินใจลาออกด้วยเหตุผลง่ายๆว่าไม่ประทับใจมิลานเอาเสียเลย และไม่มีอารมณ์จะทำงานอีกต่อไป เพราะใจของเขาอยู่ที่ ‘บ้าน’ นั่นก็คือกรุงปารีส โดยก่อนหน้านี้ทาง Krizia ปฏิเสธการตั้งสตูดิโอให้เขาได้ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในปารีสด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่าย และความจำเป็นที่ต้องอยู่ใกล้ชิดกับทีมสร้างสรรค์

อัลแบร์จึงจบการร่วมงานกับทาง Krizia และให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “อย่างไรก็ตาม หลังเรื่องที่เกิดขึ้นกับ Yves Saint Laurent ผมต้องขอพักสักหน่อยละ” แต่ก็พักได้เพียงไม่นาน เมื่อในปี ค.ศ. 2001 Shaw Lan Wang นักธุรกิจหญิงชาวไต้หวันที่เพิ่งเป็นเจ้าของ Lanvin ได้ทาบทามให้เขาไปดูแลเมซงเก่าแก่หลังนี้ ซึ่งเวลานั้นไม่ใช่แบรนด์ที่ทุกคนให้ความสนใจเท่าไรนัก เรียกว่า Lanvin ในยุคนั้นเทียบไม่ได้เลยกับ Lanvin ที่เคยเฟื่องฟูในช่วงรอยต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยมี Jeanne Lanvin เป็นผู้กุมบังเหียน และประจำการอยู่ในร้านบนถนนโฟบูร์-แซงตอนอเร่

สำหรับเขาแล้ว Lanvin เปรียบได้กับสถานที่ในการเปิดโลกทัศน์ ทำให้ค้นพบ ‘สไตล์แบบอัลแบร์’ อย่างแท้จริง และถือเป็นการสร้างตัวตนใหม่ให้แบรนด์เลยก็ว่าได้ การผสมผสานดีเอ็นเอของทั้งคู่เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบชนิดที่ว่าถ้าเอาชื่อของเขาขึ้นไปติดบนป้ายหน้าร้านเลยก็ยังได้ เมซงแห่งนี้เปรียบได้กับตัวแทนและจิตวิญญาณของอัลแบร์ ซึ่งในแต่ละคอลเล็กชั่นเขาได้แสดงฝีมือด้วยเทคนิคโปรดแบบไม่ยั้ง ไม่ว่าจะเป็นเดรป พลีต ปักลวดลาย ทำระบาย ใช้วัสดุหลากหลายตั้งแต่ซาตินไปจนถึงนีโอพรีน คู่กับสีสันฉูดฉาดบาดตา อย่างเขียวมรกต แดงป๊อบปี้ มิดไนต์บลู ชมพูลูกกวาด แต่ละสีที่ถูกคัดสรรมาล้วนแล้วแต่ดึงดูดสายตาทั้งสิ้น ขนาดว่าสีดำของ Lanvin ยังดูเปล่งประกายมากกว่าสีดำจากเมซงอื่น ๆ สำหรับเขานั้นธรรมชาติของเพศหญิงคือความเร่าร้อนและทรงพลัง แม้บางครั้งพลังที่ว่าจะมากจนเอ่อล้นก็ตาม เพราะมันสื่อถึงความกล้า ท้าทาย บ้าบิ่น สาว Lanvin คือผู้หญิงแสนมั่นที่เมื่อทำอะไรแล้วใครเห็นก็ต้องอึ้งไปตามๆกัน… เพราะถ้าแต่งตัวแล้วหาความสนุกกับมันไม่ได้ก็น่าเบื่อตายเลย!

ในบรรดาโชว์ทั้งหมดของ Lanvin ที่น่าจดจำมากที่สุดเห็นจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากโชว์ฉลองครบรอบ 10 ปีการร่วมงานกับเมซง ในคืนหนึ่งของเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2012 เราทุกคนไปรวมตัวกันที่ Halle Freyssinet ซึ่งเคยเป็นโกดังขนส่งสินค้าทางรถไฟ ตั้งอยู่บริเวณเขต 13 ของกรุงปารีส “เราจะไปงานฉลองของอัลแบร์กัน” คือประโยคที่เราพูดเล่นสนุกกันทั้งวัน หลังจากโชว์คอลเล็กชั่นที่ถ่ายทอดตัวตนของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบจบลง จู่ๆม่านก็เปิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เราพบกับวงออร์เคสตร้าพร้อมดีไซเนอร์เจ้าของผลงานยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางด้วยอาการที่สัมผัสได้ถึงอารมณ์แห่งความซาบซึ้ง เขากล่าวขอบคุณและเริ่มร้องเพลง ‘Que Será, Será’ ด้วยเสียงแปร่งๆ บวกกับท่าทีเก้ๆกังๆ การแสดงในวันนั้นทั้งชวนให้ตื้นตันใจและเรียกเสียงหัวเราะในคราเดียวกัน ผู้ชมในฮอลล์ประทับใจจนลุกขึ้นยืนปรบมือต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งผู้ชมที่ว่านั้นรวมถึง Tilda Swinton, Pharrell Williams, Maggie Cheung และ Dita Von Teese ... แล้วหลังจากนั้นล่ะ? ก็ได้เวลาปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยงอย่างไรล่ะ!

Spring/Summer 2016 ผลงานการออกแบบสุดท้ายของ Alber Elbaz สำหรับ Lanvin

Photo: Getty Images

ช่วงเวลาอันแสนหวานระหว่างอัลแบร์และ Lanvin ปิดฉากลงในปี ค.ศ. 2015 (ซึ่งดูจากกันไม่ค่อยดีนัก ก็อย่างที่เราๆทราบข่าวสารกันอยู่นั่นล่ะ) และเราต่างก็อยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป เพราะการก้าวออกมาครั้งนี้มันให้ความรู้สึกราวกับกำลังเห็นหอยทากโดนไล่ออกจากเปลือก เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือนแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเห็นเขาออกมาปรากฏตัวเป็นบางครั้งในการร่วมงานเฉพาะกิจกับ Converse และ Tod’s เพื่อรังสรรค์คอลเล็กชั่นพิเศษ กว่าจะได้เห็นเขากลับมาอย่างจริงจังอีกทีก็ต้องรอจนถึงสิ้นปี ค.ศ. 2019 เมื่อเจ้าตัวออกมาประกาศว่ากำลังปั้นแบรนด์ของตัวเองในชื่อ AZ Factory ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ของกลุ่ม Richemont (เจ้าของ Cholé และ Cartier) และจะเปิดตัวในต้นปี ค.ศ. 2021 ไม่กี่วันก่อนการเปิดตัวคอลเล็กชั่นแรกของ AZ Factory เขาให้สัมภาษณ์กับ Elle สำหรับบทความที่ตีพิมพ์ไปเมื่อ 29 มกราคม เราสัมผัสได้ว่าการกลับมาครั้งนี้เขาดูแกร่งขึ้นมาก และดูมีความสุขกับช่วงเวลา 5 ปีที่ได้ใช้ชีวิตไปกับการท่องโลก พบปะ และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้คน อีกทั้งยังได้ใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับโลกที่เขาตัดขาดมาเป็นเวลานาน

“ผมต้องการช่วงเวลาสำหรับหยุดพักจริงๆ มันทำให้ผมคิดถึงและกลับไปตกหลุมรักโลกแฟชั่นอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมลืมไปแล้วละ” อัลแบร์สาธยายให้เราฟังราวกับว่าเขากำลังพูดถึงชีวิตโสดหลังการหย่าร้าง ในการกลับมาครั้งนี้เขาจึงทำอะไรอย่างที่อยากทำจริงๆ ให้เวลากับตัวเองและสร้างสรรค์ผลงานตามวิถีทางที่เขาเห็นสมควร เพราะนี่คือมุมมองที่เขามีต่อการสร้างแบรนด์ AZ Factory เปรียบได้กับการเดินทางจากจุดเริ่มต้น A (ตัวอักษรแรกจากชื่อต้น Alber) ไปจนสุดทาง Z (อักษรสุดท้ายของชื่อท้าย Elbaz) เป็นแบรนด์ดิจิทัลที่จะวางจำหน่ายคอลเล็กชั่นย่อยหลายครั้งต่อปี เขาต้องการให้เป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนเพื่อสังคมและทำออกมาสำหรับทุกคน (เพราะมีไซซ์ให้เลือกตั้งแต่ XXS ถึง 4XL) ด้วยราคาเข้าถึงง่ายและสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส (ทำให้หลายชิ้นสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่าย) “ใส่ได้ตั้งแต่คลาสเรียนโยคะไปจนถึงการประชุมผ่าน Zoom ... หรือใส่ไปออกเดตก็ยังได้”

Alber Elbaz

Photo: AZ Factory

พูดง่ายๆก็คือ AZ Factory ทำมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในยุคนี้ และด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังเผชิญกับโรคระบาดจึงบีบบังคับให้แบรนด์ไม่สามารถจัดโชว์ได้ แบรนด์จึงใช้วิธีการปล่อยคลิปภาพยนตร์สั้นออกมาในรูปแบบรายการล้อเลียนข่าวทีวีโดยนักออกแบบมากฝีมือเทียบชั้นกูตูริเยร์ ซึ่งก็คืออัลแบร์ที่มานั่งตำแหน่งผู้ดำเนินรายการด้วยตัวเอง ช่วงท้ายมีฉากตัดเข้ารายการเป็นหน้าจอโฟนอินของเหล่าเพื่อนพ้องในวงการเพื่อร่วมแสดงความยินดี อาทิ Rick Owens, Maria Grazia Chiuri ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Dior, Pierpaolo Piccioli จาก Valentino หรือแม้แต่ Marc Jacobs ก็มาร่วมแสดงความยินดีด้วย “อดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นผลงานเริ่ดๆของเธอในเร็วๆนี้...เรารักคุณนะ...เราคิดถึงคุณ”

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH