SIGNATURE

เผยตัวตนแท้จริงของ Alicia Vikander นักแสดงสาวผู้มีจิตวิญญาณนักสิทธิสตรีอยู่เต็มเปี่ยม

11 NOV 2020

Alicia Vikander กับก้าวต่อไปของเธอ ด้วยการต้องอยู่เฉยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก่อนหน้านี้ ทำให้นักแสดงสาวที่ทำงานจนประสบความสำเร็จมากมายและหลงใหลในการท่องโลกถือโอกาสหยุดเพื่อย้อนมองชีวิตของตัวเอง ตอนนี้เธอได้กลับมาทำงานแล้ว แม้ว่าจะเป็นการทำงานที่ไม่เหมือนปกติเสียทีเดียวก็เถอะ

ถ้าฉันมีวันหยุด ฉันอยากจะไปตะลุยประเทศใหม่ๆสักประเทศหนึ่ง

ฉันอยู่ในโรงรถค่ะ! คือประโยคที่ดาราสาวรางวัลออสการ์อย่าง Alicia Vikander ตะโกนออกมา แล้วหยิบแล็บท็อปขึ้นหมุนให้ฉันดูรอบๆ เพื่อพิสูจน์ ก็แน่นอนว่ารอบตัวเธอเต็มไปด้วยเสาคอนกรีตปูนเปลือย และหลอดไฟที่ติดตั้งแบบดิบๆ สไตล์อินดัสเทรียล เดาได้แค่ว่าเป็นโรงรถสักแห่งที่ซ่อนตัวอยู่ในกรุงปารีส เอาละ เธอกลับมาที่กล้องกับเรือนร่างสะโอดสะอง ผมรวบตึง ทำให้เราได้เห็นหูฟังที่ดูก็เข้ากับเธอ พานให้นึกถึง Ava หุ่นยนต์เอไอที่เธอได้สวมบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง Ex Machina แม้ว่าสถานที่ถ่ายภาพปกแอลเซตนี้จะไม่ใช่โรงรถของเธอ แต่เธอก็ดีใจมากที่ได้ออกกองถ่ายอีกครั้ง และยังบอกอีกว่านี่เป็นวันที่เธอกลับมาลงสนามทำงานครั้งแรกหลังต้องกักตัวมาหลายเดือน

ตั้งแต่เกิดวิกฤตครั้งนี้ ก็ทำให้โลกทั้งโลกหยุดชะงัก Alicia ติดอยู่ในฝรั่งเศสหลังจากไปร่วมงานปารีสแฟชั่นวีก และได้นั่งฟรอนต์โรว์ของโชว์ Louis Vuitton ที่เธอเป็นแบรนด์แอมแบสซาเดอร์มาตลอดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ชายแดนยุโรปทยอยปิดอย่างรวดเร็ว เธอก็ย้ายจากเมืองหลวงไปอยู่ที่บ้านพักตากอากาศในหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทของฝรั่งเศส แน่นอนว่าเธอใช้เวลาช่วงล็อกดาวน์กับ Michael Fassbender สามีนักแสดงของเธอ ภาพสวยๆ ของการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเธอในชนบทฝรั่งเศสที่แสนสงบเป็นส่วนตัว อย่างการเดินไปจ่ายตลาด ซื้อปลามาย่างบนเตาบาร์บีคิว เต้นรำทำครัว จนตกดึกก็เล่นไพ่โป๊กเกอร์กับครอบครัวอย่างครื้นเครง ก็ไม่สามารถจะเอาชนะความอยากกลับไปทำงานของเธอได้ “จริงๆ แล้วฉันตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ” เธอไม่ได้รู้สึกแย่กับ new normal ขนาดนั้นแต่กลับให้ความเห็นว่า “สิ่งที่เราเจอในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาทำให้ฉันคิดได้ว่าการได้กลับมาใช้ชีวิตในรูปแบบที่เราเคยเรียกว่าความปกติมันแตกต่างไป

สำหรับ Alicia ความปกติใน 16 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ต่างจากตอนนี้ขนาดนั้น เพราะเธอก็ไม่ได้ท่องเที่ยวไปไหนมากนัก เมื่อเธออายุ 15 ปีเธอย้ายออกจากโกเธนเบิร์ก เมืองชายฝั่งตะวันตกของสวีเดนที่เธออาศัยอยู่กับแม่ซึ่งเป็นนักแสดงเช่นกันไปอยู่ที่สตอกโฮล์มเพื่อเข้าเรียนที่ Royal Swedish Ballet หลังจาก 3 ปีผ่านไปเธอก็ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยการหยุดเต้นบัลเลต์ “มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก ฉันจะไม่ได้ซ้อมหรือแม้แต่เข้าสตูดิโออีกแล้ว...ร่วม 1 ปีที่ฉันหยุดทุกอย่าง แต่ฉันก็ต้องผ่านมันไปให้ได้

ทว่าการแสดงไม่ใช่สิ่งที่เธอจะทิ้งไปได้โดยง่าย เพราะเมื่อวัยย่างเข้า 20 เธอก็ได้รับบทนำในภาพยนต์สวีดิชเรื่อง Pure ซึ่งทำให้เธอคว้ารางวัลใหญ่มาได้ และถือเป็นรางวัลแรกที่กรุยทางสู่ความสำเร็จมากมายในภายหลัง ดาราสาวคนนี้ทำงานไม่เคยหยุดนับแต่นั้นมา เธอรับแสดงภาพยนตร์อย่างน้อยปีละเรื่อง และในปี 2015 เธอรับแสดงภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ถึง 5 เรื่อง รวมไปถึงเรื่อง The Danish Girl ที่ทำให้เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมมาได้ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เธอก็ได้พบกับไมเคิล นักแสดงหนุ่มชาวไอริช-เยอรมันในกองถ่ายเรื่อง The Light Between Oceans ที่ซึ่งทั้งสองได้ตกลงปลงใจคบหากัน Alicia บอกว่าเธอประทับใจในความเปิดเผยของไมเคิล เช่นการที่เขากล้าเข้ามาขอคำแนะนำจากเธอเกี่ยวกับฉากที่มีความซับซ้อนและเข้าถึงบทยาก ทั้งคู่รักแต่งงานกันเมื่อเดือนตุลาคม 2017 โดยจัดพิธีเล็กๆ ริมชายหาดอิบิซา และเลือกที่จะลงหลักปักฐานที่กรุงลิสบอนเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากลอนดอนและเมืองใหญ่ๆ

เสน่ห์ของ Alicia อย่างหนึ่งคือการเลือกเล่นหนังที่ค่อนไปทางงานศิลปะมากกว่าสไตล์ซูเปอร์ฮีโร่ แต่นั่นก็ก่อนที่เธอจะเข้ารับสืบทอดบท Lara Croft จาก Angelina Jolie กับภาพยนตร์รีเมกฟอร์มใหญ่อย่าง Tomb Raider และการว่างและอยู่นิ่งๆเกิน 1 เดือนครั้งนี้ถือว่ายาวนานที่สุดสำหรับดาราสาววัย 31 ที่ขึ้นชื่อเรื่องวินัยและความทุ่มเทคนนี้ แม้กระทั่ง Joe Wright ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกับเธอเมื่อครั้งรับบทใน Anna Karenina ยังเรียกเธอว่า ‘สาวผู้หลงใหลในความสมบูรณ์แบบที่ไม่เคยหยุดนิ่ง’ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ สำหรับ Alicia

แม่คอยสอนฉันเรื่องเฟมินิสม์มาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

การได้รับบทและมีโอกาสได้เจอตัวเป็นๆ ของกลอเรีย ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสิทธิสตรีของอลิเชียเป็นอย่างดี “ฉันเติบโตมาในบ้านที่แม่สอนให้รู้จักคำว่าสิทธิสตรี ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ” เธอกล่าว “ฉันเคารพเรื่องนี้เสมอ แต่ก็นะ เราทุกคนต่างก็มีอคติต่อสิ่งต่างๆในโลกนี้โดยไม่รู้ตัว 2-3 ปีที่ผ่านมาฉันรู้สึกอย่างนั้น จนฉันได้มาเห็นผลงานของกลอเรียและประวัติของเธอ ฉันรู้สึกเสมือนได้กลับไปร่วมในการเดินทางที่แสนยากลำบากก่อนหน้านี้ของพวกเธออีกครั้งหนึ่ง น่าเสียดายที่การเรียกร้องสิทธิเหล่านี้มันเกิดด้วยตัวมันเองไม่ได้ หากแต่ต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงกายและความคิดมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ จริงอยู่ว่าเวลาเป็นตัวช่วย แต่มันก็ต้องอาศัยบุคคลที่น่าทึ่งหลายๆ คนมาคอยขับเคลื่อน กลุ่มคนที่กล้าพอจะต่อสู้ท่ามกลางแรงต้านจากคนที่ไม่เห็นด้วย

เธอพูดกับกลอเรียเรื่องการไม่กล้าตั้งคำถามกับความเคยชินต่างๆ เราจะได้เห็นในภาพยนตร์เช่นกันว่านักขับเคลื่อนยังกลัวการพูดต่อหน้าฝูงชนช่วงแรกๆ บทสนทนาเหล่านี้ช่วยให้ Alicia สามารถเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเธอเองได้ นักแสดงสาวให้คำจำกัดความช่วงอายุ 30 ของเธอว่าเป็นทศวรรษที่สนุกและสุขมากขึ้นกว่าก่อน “ในที่สุดฉันก็เริ่มที่จะใจดี และทำตัวน่ารักกับตัวเองมากขึ้น เมื่อช่วงอายุ 20 ฉันต้องการจะทำสารพัดสิ่ง ต้องการให้ทุกอย่างคืบหน้า ต้องการให้ฉลาดขึ้น เจ๋งขึ้น และต้องการเรียนรู้อะไรมากมาย แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายหรอก เพราะช่วงอายุนั้นเรายังพยายามค้นพบตัวตนของเราเองให้ได้อยู่เลย”

ฉันได้รับการบ่มเพาะเรื่องจริยธรรมในการทำงานจากโรงเรียนสอนบัลเลต์

"และจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกที่จะแสดงความเห็นออกมา ทุกวันนี้ฉันไม่ได้กลัวที่จะออกความเห็นเหมือนเมื่อก่อน ฉันเคยคิดว่าฉันสามารถเห็นโลกได้เพียงด้านเดียว แต่ฉันเริ่มเปลี่ยนความคิดแล้ว และนั่นก็คือที่สิ่งกลอเรียเคยบอกไว้ว่า มันโอเคนะที่เราจะมีตัวเองในหลายๆ เวอร์ชั่น เพราะคนเราเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา"

Alicia มีช่วงชีวิตที่เธอไม่กล้าลุกขึ้นมาพูดอยู่เหมือนกัน เมื่อตอนที่เธอเพิ่งเริ่มทำงานกับจูลิแอนน์ในปี ค.ศ. 2014 กับภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่อง Seventh Son เธอหวนคิดถึงตอนที่ชายคนหนึ่งในฉากพูดเรื่องตลกเกี่ยวกับตัวเธอต่อหน้าทุกๆ คนซึ่งไม่น่ารักเอาเสียเลย ขณะนั้น Alicia ในวัยเพียง 20 ยังไม่กล้าที่จะพูดอะไร “ฉันแค่รู้สึกดีมากที่มีโอกาสได้ไปอยู่ตรงจุดนั้น มันจึงทำให้ฉันกลัวที่จะมีปากเสียง แล้วเสี่ยงต่อการสูญเสียการยอมรับนับถือ หรืออาจจะถูกเพื่อนร่วมงานมองว่าเป็นคนเรื่องเยอะ” แต่ในตอนนั้นจูลิแอนน์ไม่สามารถเพิกเฉยกับเหตุการณ์ได้ เธอพูดกับชายคนนั้นเลยว่า “ถ้าคุณยังจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นอีก ฉันจะไปจากตรงนี้แล้วนะ พอกันที” และเหตุการณ์นั่นเปลี่ยนทุกอย่างในการเข้าฉากจากนั้นเป็นต้นมา เรื่องนี้มันมีคุณค่าต่อจิตใจฉันมากๆเลยค่ะ”

แม้ว่า Alicia บอกว่าเธอไม่เคยถูกคุกคามทางเพศเลยสักครั้งในการเข้าฉาก แต่เธอก็ยังจำบรรยากาศอันน่าอึดอัดได้บ้างในหลายๆครั้ง “ฉันจำได้ว่าเคยมีทีมงานพูดคุยกันเรื่องเพศอย่างออกรสในระดับที่ฉันคิดว่าเกินเหตุ และไม่เหมาะที่จะคุยในที่ทำงานเอาเสียเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ชายที่ทำแบบนั้น แต่บางครั้งก็มีผู้หญิงร่วมวงด้วยนะ” เธอเผย “คือฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเลย

เธอรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในระดับสังคมตั้งแต่กระแสแฮชแท็ก #Metoo และไม่นานมานี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน โครงการของเน็ตฟลิกซ์กำหนดให้มีการใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงระหว่างกลุ่มนักแสดงเพื่อถกกันประเด็นว่าด้วยเรื่องขอบเขตความเป็นส่วนตัว Alicia บอกแอลว่าเธอเป็นคนชอบการกอด การพูดคุยครั้งนั้นทำให้เธอก็ต้องกลับคิดแล้วว่าไม่ใช่ทุกคนในฉากที่อยากให้เธอกอด นอกจากการถกเถียงกันก็ยังมีการวางกฎเหล็กบางกฎร่วมกัน เช่น การห้ามเพื่อนร่วมงาน 2 คนคุยงานกันในห้องพักโรงแรมเพียงลำพัง ในบทสนทนากลุ่มนั้นอลิเชียนั่งข้างๆ Riley Keough นักแสดงร่วมของเธอ หลังจากเสร็จสิ้นการพูดคุย พวกเขาทั้งสองแทบไม่อยากเชื่อสิ่งเพิ่งทำไป “เราพูดกันว่าถ้าการถกเถียงพูดคุยนี้เกิดขึ้นตอนเราอยู่ช่วงอายุ 20 มันจะต้องเป็นอีกบรรยากาศแน่ๆ”

ก่อนที่ Alicia จะเริ่มทำงานในโลกฮอลลีวู้ด เธอก็ได้ผ่านประสบการณ์การทำงานท่ามกลางความเข้มงวดเรื่องขนบของสังคมนักเต้นบัลเลต์มาแล้ว จริงอยู่ว่าบัลเลต์สอนให้เธอมีระบบระเบียบและจริยธรรมในการทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันให้เธอและส่งผลเสียต่อร่างกายของเธอในวัยเยาว์อยู่ไม่น้อย “ฉันคิดอยู่บ่อยๆว่าถ้าฉันจะมีลูก ฉันจะให้ลูกเข้าโรงเรียนบัลเลต์ดีไหม...ฉันให้ค่ากับจริยธรรมในการทำงาน และอีกหลายๆ เรื่องที่ฉันได้จากช่วงชีวิตตอนนั้นมากจริงๆ แต่ก็นะ ถ้ามันจะไม่สร้างเราให้เป็นคนมีระบบระเบียบ มันก็อาจจะทำให้เราสติแตกไปข้างหนึ่งเลยก็ได้ เราอาจจะได้รับแรงกดดันจนทำให้เราต่อต้านและมีพฤติกรรมตรงกันข้ามจากที่ควรเป็น”

“การต้องโตมากับการสวมชุดรัดรูป มองตัวเองในกระจกวันละ  7 ชั่วโมง เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ โดยมีคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรูปร่างของเราต่อหน้าเรา เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายคนอื่นๆไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อใจเลยค่ะ ถือว่าฉันโชคดีมากที่โตมากับการเรียนบัลเลต์ โดยไม่เสียวินัยเรื่องการกิน คงเป็นเพราะคุณแม่พร่ำเตือนฉันทุกวัน หลังจากฉันหยุดเต้นบัลเลต์ ฉันก็กลายเป็นคนกินจุ จากมีรูปร่างผอมกะหร่องในช่วงเต้นบัลเลต์ กลายเป็นน้ำหนักเพิ่มขึ้น 2-3 กิโลกรัม ฉันแทบเป็นบ้าเมื่อเห็นสารรูปตัวเองในรูปถ่าย คือมันอวบขึ้นจนเห็นได้ชัดเลยค่ะ”

นับแต่นั้นมานักแสดงสาวร่างเล็กคนนี้ก็เริ่มกลับมามีวินัยในการกิน “ก็ธรรมดาของสาวๆ ฉันเองก็อีกคนที่คิดว่าไม่ควรกินแป้ง ฉันเลยหยุดกินขนมปัง” เมื่อครั้ง Alicia เตรียมตัวเข้ารับบทลาร่า ครอฟท์ เธอต้องตื่นมาออกกำลังตั้งแต่ตี 4 แทบจะทุกวันก่อนวันเปิดกล้อง และเธอสามารถสร้างกล้ามเนื้อได้ร่วม 5 กิโลกรัม จุดนี้เองเธอเข้าใจแล้วว่าการควบคุมอาหารและรักษาสุขภาพมันสำคัญต่อการสร้างความแข็งแรงให้กับตัวเธอแค่ไหน

คุณเชื่อในโชคชะตาไหม?

“ฉันคิดว่าสิ่งต่างๆผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป ฉันเล่น (เกมลูกเต๋า) Yahtzee บ่อยมากในช่วงล็อกดาวน์ มันบ้ามากที่เราเล่นเจ้าเกมนี้วนไปได้ถึงพันครั้ง แล้วก็พลันคิดได้ว่าท้ายสุดแล้วจะเล่นเพื่อ? เพราะแต้มก็จะเสมอกันทั้งคู่ตอนจบเกม แต่จะด้วยอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายแล้วฉันโชคดีมากที่สามารถชนะถึง 14 เกมรวดเลยค่ะ” Alicia หัวเราะ “บางครั้งเราก็มัวแต่ยุ่งจนไม่เห็นว่าเราก็กำลังไปได้สวย เรื่องแย่ๆ ที่เราต้องเผชิญมักจะบังตาเรา...ฉันว่าชีวิตมันก็แบบนี้แหละ แต่ก็นะ ตอนนั้นฉันได้แจ็กพอตนี่นา” เธอพูดพลางแกว่งแขนไปยังหน้าจอ แล้วอลิเชียนักแสดงสาวผู้ชนะในเกม ก็เตรียมออกจากโรงรถเพื่อเริ่มไปทำงาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะมีอีกแจ็กพอตรอเธออยู่ข้างหน้าอีกไม่ไกล

PHOTOGRAPHER: HANS FEURER
STYLIST: HORTENSE MANGA
TEXT: HANNAH NATHANSON
แปลและเรียบเรียง: หฤษฎ์ ลักษณะโยธิน เกิดทิพย์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH