IN THE MAG

แอลลี่ อชิรญา กับการปฏิเสธการเป็นไอดอลในความหมายของบุคคลแบบอย่าง หรือมนุษย์สุดสมบูรณ์

แต่กลับกันเธอเลือกที่จะอยากให้ทุกคนยอมรับความเปราะบางและไม่สมบูรณ์ของตัวตน

10 AUG 2021

หลังใช้ชีวิตในฐานะไอดอลมา 1 ปี แอลลี่ อชิรญา นิติพน ปฏิเสธการเป็นไอดอลในความหมายของบุคคลแบบอย่าง มนุษย์สุดสมบูรณ์ กระทั่งศิลปินอันไร้ที่ติ หากเป็นวัยรุ่นที่อยากนั่งเรียนหนังสือกับเพื่อนและทำงานอย่างมืออาชีพก็เท่านั้น

เป็นเด็กไทยที่ผ่านระบบการฝึกไอดอลของเกาหลีซึ่งขึ้นชื่อว่าเข้มและโหด แอลลี่เองยอมรับว่าไม่ง่าย แต่สิ่งที่เธอว่ายากกว่าในเวลานี้กลับเป็นสิ่งเดียวกับที่เพื่อนร่วมวัยเดียวกันกำลังเผชิญ

“เหลืออีกวิชาเดียว ถ้าผ่านก็ถือว่าจบ ม.6 แล้วค่ะ” น้ำเสียงเธอติดแววกังวล “ถ้าจบค่อยเอาคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัย ก็หวังว่าหนูจะได้เข้าเรียน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนที่ไหนดี ด้วยความที่ต้องกลับเกาหลีด้วยเลยวางแผนยาก แต่ถ้าสามารถเรียนที่เมืองไทยได้หนูอยากเรียนนิเทศ อยากเรียนที่เมืองไทยนะคะ หนูออกจากโรงเรียนไปฝึกตั้งแต่อายุ 13-14 แล้วเรียนออนไลน์มาตลอด ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศโรงเรียนมานานแล้ว อยากกลับไปอยู่กับเพื่อนๆ ไปนั่งเรียนในห้องเรียน”

ตลอดชีวิตวัยรุ่นแอลลี่ยึดโยงตัวเองกับภาพๆนี้อย่างแนบแน่น เป็นภาพที่ในช่วงใจท้อ ร่างล้า เธอยังลุกขึ้นมาซ้อมต่อได้วันแล้ววันเล่า

“หนูชอบดูคอนเสิร์ตมากๆ ชอบที่ได้เห็นศิลปินแสดงบนเวที เขาทำให้เราร้องตาม เต้นตามได้ หนูเคยดูคอนเสิร์ต BTS ที่เมืองไทย หนูกดบัตรไปดูที่อิมแพ็กและที่ราชมังคลาฯเลย เห็นเขาแล้วได้แรงบันดาลใจมากๆ เขาทำเพลงเอง ออกความคิดเห็นของตัวเองในการทำงาน ทั้ง 7 คนเติมบางอย่างให้กับวง แต่ตัวหนูชอบฟังเพลงเศร้าๆ เพลงทำให้เรารู้สึกหลายๆอย่างได้ มันทำให้เราอินตาม หนูเลยอยากถ่ายทอดอารมณ์ตัวเองผ่านเพลง”

ตั้งแต่เช้าตรู่จนค่ำ แอลลี่ไม่มีสักแอะที่จะบอกว่าขอพักแป๊บ ทั้งไม่ได้พยายามจะชื่นมื่นเกินจำเป็น พลังที่เธอใช้ในการทำงานต่อเนื่องเกิน 10 ชั่วโมงนั้นสม่ำเสมอ

“หนูอยากเป็นพลังงาน เป็นแบตเตอรี่ให้คนฟัง เพราะตอนฝึกที่เกาหลีมันยากมาก พูดว่าเหนื่อยก็ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครช่วยเราได้ ตอนนั้นหนูไม่รู้ว่ามันคือการทดสอบ หนูเลยอยากทำเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนที่มีความรู้สึกเดียวกัน คนที่ฟังเพลงหนูจะได้รู้สึกว่าหนูฟังเขาอยู่นะ หนูสะดวกใจมากกว่าที่จะพูดผ่านเพลง แต่เวลาใครถามว่าเป็นอะไรก็จะไม่พูดความรู้สึกตัวเองออกมา จะคิดในหัวตลอดว่าจะทำอย่างไรดีที่จะไม่ให้คนอื่นมาเครียดไปกับเรา” 

ทำไมถึงคิดแบบนั้น?

“โอ้ deep talk ค่ะ (หัวเราะ) หนูกลัวคนรำคาญ ด้วยความที่ตอนเด็กๆหนูมีความซน โดนคอมเมนต์ในอินเทอร์เน็ตว่าเด็กคนนี้น่ารำคาญ คนที่ไม่เคยเจอหนูมาก่อนยังมีความคิดเห็นแบบนี้ แล้วถ้าคนที่เคยเจอหนูล่ะ เขาจะไม่คิดว่าหนูน่ารำคาญเหรอ” แล้วคิดว่าพี่รำคาญหนูไหม “(อึ้งและหัวเราะแห้ง) มะ…ไม่แน่ใจค่ะ คือหนูก็…มีบ้างที่…ต้องการตรวจสอบนิดหนึ่งว่ายูไม่รำคาญใช่ไหม” เราบอกว่าไม่รำคาญ แอลลี่ยังทำหน้ากังขา เลยเปลี่ยนเรื่องให้เธอหายหน้าแดง

ใจจริงอยากเป็นศิลปินเดี่ยวหรือศิลปินกลุ่ม?

“หนูอยากอยู่ในวงค่ะ ชอบอยู่กับเพื่อนๆมีช่วงหนึ่งที่หนูบอกกับทางค่ายว่าอย่าแยกหนูเลยแต่ตอนนั้นแปลนมันยังไม่แน่นอนแล้วหนูเป็นคนแรกในค่ายที่ไปฝึกที่เกาหลีพอถึงจุดหนึ่งทางค่ายเห็นว่าพร้อมแล้วก็ให้เดบิวต์หนูก็ตกใจเคว้งเลยอยากมีคนที่สนิททำงานด้วยแต่ณตอนนี้ที่หนูทำงานแล้วก็มองว่าพี่ๆสตาฟฟ์ก็เหมือนเป็นเมมเบอร์ของเราเหมือนกัน การเทรนเป็นกลุ่มมันสนุกค่ะ (ยกมือขอเวลานอก) ขอหนูคิดแป๊บหนึ่ง การเทรนโซโล่จุดโฟกัสจะอยู่ที่คนตรงกลางตลอด ถ้าซ้อมเต้นแล้วเราเต้นผิดมันจะชัดมาก ทุกสายตามองเราตลอด แต่พออยู่ในกลุ่มแต่ละคนมีสิ่งที่ตัวเองถนัด และมาช่วยกันจนเป็นหนึ่งกลุ่มที่เพอร์เฟ็กต์เมื่ออยู่ด้วยกัน ซึ่ง ณ ตอนนั้นหนูได้อยู่กับเพื่อนๆแล้ว มองว่าแต่ละคนมีด้านที่ตัวเองเก่ง เช่น หนูอาจจะไม่เก่งแร็พแต่หนูเห็นพี่เชอแตม (ณมน สวาทยานนท์ วง AR3NA) ทำได้ก็รู้สึกว่าเท่เว่อร์ งั้นพี่รับด้านนี้ไปเลยนะ แต่พอมาเป็นศิลปินเดี่ยวเราต้องซ้อมให้มากๆ เราต้องทำให้ได้หลายๆอย่าง”

ถามว่าอะไรคือแรงขับของแอลลี่?

‘ถ้าพี่เห็นเพื่อนแร็พเก่งพี่จะอิจฉาเขา ความอิจฉาคือแรงขับเคลื่อนของพี่ค่ะ’ แอลลี่ฟังจบก็เอนตัวไปดิ้นขลุกๆบนโซฟาอย่างเห็นขำ “ถ้าหนูรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นหนูจะไม่อยากเป็นตัวถ่วง อยากช่วยให้ได้มากที่สุด หนูกับเพื่อนๆเราไม่เคยแข่งกันเอง” เขาแข่งกับเราแล้วเราไม่รู้หรือเปล่า แอลลี่หัวเราะให้กับคนขี้อิจฉา “ไม่น่าๆ มันอาจเป็นแรงผลักดันที่ไม่เวิร์กสำหรับหนู ถ้าหนูคิดแบบนั้นหนูอาจจะไม่ได้ซ้อมเยอะขึ้น แต่ตีกับคนอื่นมากขึ้นหรือเปล่า” 

แล้วถ้าเป็นคนที่ต้องประเมินศิลปินที่ชื่อแอลลี่ แอลลี่จะประเมินว่า…

“โอ้ว ตอนนั้นหนูไม่เข้าใจค่ะ หนูคิดแค่ในมุมตัวเองว่าครูคอมเมนต์ว่าเรายังไม่ดี แปลว่าไม่ดี จบ หนูต้องไปซ้อม แต่ถ้ากลับไปดูวิดีโอตัวเองตอนนี้ หนูก็มองว่าไม่ถึงมาตรฐานของตัวเองค่ะ ต้องทำให้ดีกว่านี้และต้องพัฒนาอีก ตอนนั้นแค่ครูบอกว่า ‘โอเคนะ’ นี่คือเสียงสวรรค์มาก หนูไม่อยากชมตัวเองหรอกค่ะ แต่ถ้าเห็นเพื่อนทำอะไรก็ตามหนูจะชม ‘ดีมากเลยนะ ถ้าปรับตรงนี้อีกนิดมันจะดีแบบสุดๆไปเลย’ แต่วิธีนั้นไม่เวิร์กกับหนู ถ้าไม่ชมแต่แรกหนูจะคิดว่าหนูต้องดีให้มากว่านี้ วิธีพัฒนาตัวเองของหนูก็เลยเป็นการลืมให้กำลังใจตัวเอง หนูเคยถามสตาฟฟ์ที่เกาหลีว่า Why are you guys so intimidating? ถามแบบนี้เลยค่ะ เพราะตอนนั้นสนิทกันแล้ว เราอยู่ในจุดที่กำลังจะเดบิวต์แล้วเลยเปิดใจคุยกัน หนูถามเขาว่าทำไมเย็นชากับหนูกันจัง เขาบอกว่าต้องทำอย่างนั้นเพื่อให้ยูมีแรงฮึดมากขึ้น ถ้าเกิดไม่ทำยูก็จะคิดว่าผ่านแล้ว เขาเลยส่งพลังกดดันมาให้ ก็เวิร์กอยู่นะคะ”

แอลลี่พูดบ่อยตลอดการสนทนาว่าขอให้ได้มีส่วนร่วมในผลงานที่ตัวเองทำ โชคดีที่ได้ทำบ้างแล้ว และเธอก็ชอบผลลัพธ์ที่ออกมามากเสียด้วย

“ก่อนจะทำซิงเกิ้ลแรก หนูเคยส่งเพลงสไตล์ที่ตัวเองชอบไปให้ทางค่าย ให้เขารู้ว่าหนูชอบเพลงสไตล์ไหน หนูก็ส่งเพลง Put Your Head On My Shoulder (ของ Paul Anka) ไปให้ ทีมงานก็ โอ้ว โอเค ชอบสไตล์นี้ใช่ไหม หลังจากนั้นเขาก็ส่งเดโม่เพลง How to Love มาให้ (เต้นไฟแล่บเลย เราแซว) เขาคงเห็นว่าด้านที่หนูแสดงออกให้คนเห็นคือความสดใส เฮ้! เย้! แต่เวลาอยู่คนเดียวจะชอบฟังเพลงเศร้าๆ ช้าๆ อย่างเพลงของ Jeff Bernat เขาทำให้หนูอยากแต่งเพลงเอง”

“หนูรู้สึกว่าถ้าเราให้คนมามีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากๆมันจะกลายเป็นว่าไม่ใช่ชีวิตของเรา แต่เป็นชีวิตที่คนอื่นมาสั่งว่าเราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ควรคิดหรือไม่ควรคิดอะไร ถ้ามีคนบอกว่าสิ่งนี้ไม่ดี อย่าทำ หนูจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไม การให้คนใช้ชีวิตเองแล้วเราแค่อยู่ข้างๆเพื่อคอยซัพพอร์ตในเวลาที่มีอุปสรรคเข้ามา แค่นั้นพอแล้ว ไม่ต้องไปบอกว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นจะไปก้าวก่ายชีวิตเขาเกินไป เราอยู่ของเราและให้เขาใช้ชีวิตของเขาไปดีกว่า”

แอลลี่วัย 17 จึงอยากย้อนเวลาไปคุยกับแอลลี่วัย 13 ด้วยมีความในใจบางอย่างที่ลืมพูดกับตัวเองไป

อยากบอกว่า ‘ชิลไปเหอะ ไม่ต้องคิดมากนะ’ อยากกลับไปให้กำลังใจตัวเองบ้างตอนนั้นไม่มีใครอยู่ในจุดที่จะเข้าใจว่าแรงกดดันมาจากอะไร อยากคุยกับตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเพื่ออะไร ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรังแกยู หรือว่ายูไม่ดี

แอลลี่วัย 17 ปรารถนาจะเห็นภาพแอลลี่วัย 20 กำลังทำในสิ่งที่เธอจินตนาการถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หนูคงอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว…ใช่ไหม หนูหวังว่าตอนนั้นหนูจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่ มีโอกาสเติบโตหรือทำงานด้านอื่นๆมากขึ้น หวังว่าจะได้มีประสบการณ์และมีสติในการใช้ชีวิต” แอลลี่ให้พรตัวเอง “หนูไม่มีเป้าหมายว่าอยากได้รางวัลนั้นนี้หรืออยากชนะอะไรแค่ได้ปล่อยผลงานที่ชอบได้ออกความคิดเห็นบ้างขอใส่ความเป็นตัวเองในเพลงก็รู้สึกว่าสำเร็จไปอีกก้าวแล้ว แล้วหนูไม่เคยคิดว่าอยากจะเป็นแบบอย่างให้ใคร หนูมองว่าไอดอลก็คือคนที่มีข้อบกพร่องกันทั้งนั้น ไม่อยากให้คนคิดว่าไอดอลต้องเพอร์เฟ็กต์ตลอด ซึ่งไม่มีใครเป็นแบบนั้นหรอกค่ะ อยากให้มองไอดอลเป็นคนคนหนึ่งที่มีความชอบด้านร้องเพลงและการเต้น อยากให้เอ็นจอยผลงานกัน” เธอจึงอยากใช้เสียงเร่งวอลูมให้เรื่องนี้เป็นที่ได้ยินกัน ดังขึ้น ในวงกว้างขึ้นว่า “ตั้งแต่เด็กๆที่หนูเห็นคอมเมนต์คนที่มาว่าก็เลยทำให้หนูมีกำแพง เลยอยากแชร์กับทุกคนว่าเราควรยอมรับความเปราะบางในตัวเอง แล้วก็มอบความรักและพลังบวกให้คนรอบข้าง มันอาจจะทำให้วันๆหนึ่งของคนคนหนึ่งดีขึ้นก็ได้"

Photographer: Kritsada Hasapark
Fashion Editor: Tanwa Tiammek
Make-up: จีรวิชญ์ เจริญธมะสุข
Hair: พูนทัศน์ เลิศมโนรัตน์
Assistant Stylist: นราวิทย์ เพ็งบุญตรู
Assistant Photographer : อุดมศักดิ์ เอมอู่สิน, ณัฐพล ชีพชล

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH