LIFESTYLE

ANAORI จับมือกับ เชฟโบและเชฟดิลลัน เนรมิตรอาหารไทยเลิศรสจากหม้อคาร์บอน-กราไฟท์ราคาหลักแสน!

วัฒนธรรมผสานนวัตกรรมสู่เครื่องครัวที่จะเนรมิตอาหารรสชาติสมบูรณ์แบบ

15 OCT 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

แอลได้รับเชิญจาก ANAORI kakukuma (อะนะโอริ คะคุกะมะ) เพื่อร่วมรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหาร ‘โบ.ลาน’ ที่เปิดเป็นการเฉพาะกิจ โดยต้อนรับสื่อผู้มีเกียรติร่วมโต๊ะอาหารที่มีเพียง 8 แห่งในประเทศไทยเท่านั้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในการลิ้มรสอาหารภายใต้โปรเจ็คระดับนานาชาติ ANAORI Naturality Tour: From Soil to Dining การร่วมงานกับเชฟผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับสากล จำนวน 24 ท่าน อาทิ Alexandre Coillon จาก La Marine ประเทศฝรั่งเศส Emrico Crippa จาก Piazza Doumo Alba ประเทศอิตาลี Victor Liong จาก Lee Ho Fook ประเทศออสเตรเลีย Virgillo Martinez จาก Cental ประเทศเปรู Eijio Taniguchi จาก L’évo ประเทศญี่ปุ่น และอีกมากมาย ภายในระยะเวลา 6 เดือน

ร้านอาหารโบ.ลาน

Photo: Courtesy of the brand

ANAORI Naturality Tour: From Soil to Dining

โปรเจ็คระดับนานาชาติภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘จากผืนดินสู่โต๊ะอาหาร’ สะท้อนความเรียบง่าย งดงาม เป็นธรรมชาติ โดยทางแบรนด์ได้เฟ้นหาผู้มีปรัชญาในการทำอาหาร ความละเอียดอ่อน และแรงบันดาลใจเช่นเดียวกันเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคนิคทำอาหารใหม่ ๆ ผสานเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตน และเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งการร่วมงานกับเชฟระดับโลกทั้ง 24 ท่านนี้ ใช้ระยะเวลากว่า 6 เดือน สำหรับการออกทัวร์ไปตามประเทศต่าง ๆ (ใครจะเชื่อว่าหม้อทำอาหารจะมี World Tour กับเขาได้) อาทิ เชฟ Eiji Taniguchi Alexandre Coillon จาก La Marine ประเทศฝรั่งเศส Emrico Crippa จาก Piazza Doumo Alba ประเทศอิตาลี Victor Liong จาก Lee Ho Fook ประเทศออสเตรเลีย Virgillo Martinez จาก Cental ประเทศเปรู Eijio Taniguchi จาก L’évo ประเทศญี่ปุ่น และอีกมากมาย

ANAORI kakukuma

Photo: ANAORI

The Tale of Banana: Trunk to Blossom and In Between

โบ-ดวงพร ทรงวิศวะ และดิลลัน โจนส์ สองเชฟมากฝีมือผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหาร ‘โบ.ลาน’ ในปี 2009 เป็นผู้ได้รับการยอมรับในระดับสากลทางด้านการทำงานร่วมกับท้องถิ่น ได้รับการยกย่องด้านการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ได้รับการจัดอันดับจาก The World's 50 Best Restaurants Academy ให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชีย และเป็น 1 ใน 50 อันดับแรกของโลก อีกทั้งยังได้รับดาว 1 ดวงจาก Michelin Guide เป็นระยะเวลายาวนาน (จนถึงการปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2021) โดยทั้งคู่จะเนรมิตเมนูอาหารไทย ‘เรื่องกล้วยๆ กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว’ เลือกสรรวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วไทย อีกทั้งยังคงปรัชญาการรังสรรค์อาหารที่เน้นความยั่งยืนของชุมชน ลดปริมาณขยะ ใช้วัตถุดิบให้เกิดคุณค่าสูงสุด และแน่นอนว่าทุกเมนูนั้นปรุงด้วยหม้อ kakukuma จาก ANAORI

ดวงพร ทรงวิศวะ และ ดิลลัน โจนส์ โจนส์

Photo: Courtesy of the brand

The New Cooking Tool Shaking Up the Culinary World

ANAORI Carbon คือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคาร์บอน-กราไฟต์มาานานกว่าหนึ่งทศวรรษ จากแรงบันดาลใจในวัยเด็กที่คุณพ่อของ Eiichi Anaor ผู้ก่อตั้ง มักจะนำถ่านคาร์บอนจากโรงงานมาย่างมันเทศให้เขากิน และความทรงจำอันสดใสเกี่ยวกับรสชาติในช่วงเวลานั้นนำมาสู่แรงผลักดันให้เขาก่อตั้ง ANAORI Inc. โดยร่วมมือกับเชฟชาวญี่ปุ่นระดับตำนาน Hirohisa Koyama พัฒนาอุปกรณ์ทำอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาการทำอาหารญี่ปุ่น ผสมผสานระหว่างประเพณีและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ส่วนของ ANAORI kakukuma คือหม้อกราไฟต์ออกแบบขึ้นอย่างประณีตในรูปทรงเต๋าลบขอบมุม ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมในพิธีชงชาของญี่ปุ่น ภายในทรงกลมอ้างอิงถึงรูปทรงของหม้อก้นกลม imo-gata ที่ได้รับความนิยมมาจนถึงช่วงกลางของยุคเอโดะ (1603-1868) เป็นรูปทรงที่ช่วยกระจายความร้อนได้อย่างทั่วถึงและยังทำให้อาหารสุกเร็วขึ้น มาพร้อมฝาไม้สนฮิโนกิที่ให้กลิ่นหอมอ่อนๆยามปรุงอาหาร ภายในไม่มีระบบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ กลไกที่แสนเรียบง่ายคือการใช้คุณสมบัติเฉพาะของวัสดุและเทคโนโลยีการออกแบบให้เกิดการกระจายความร้อนและเพื่อการรักษาอุณหภูมิ สามารถใช้ได้กับทั้งเตาถ่านและเตาแก๊ส เหมาะสำหรับใช้ปรุงอาหารเกือบทุกประเภท และใช่ได้กับทุกแหล่งกำเนิดความร้อน

ปลีกล้วยจากบ้านปางมะกล้วย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อบใน ANAORI kakukuma

Photo: Courtesy of the brand

Amuse Bouche

บรรยากาศยามเย็นภายในรั้วอันแสนสงบตัดขาดจากความวุ่นวายของโลกภายนอกยานทองหล่อ อาคารไม้ที่ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะไทยร่วมสมัยมอบความอบอุ่นให้กับผู้มาเยือน ช่วงเย็นฝนที่มีพรำในวันนั้นเราสัมผัสได้ถึงการต้อนรับอย่างเป็นกันเองของสองสามี-ภรรยา เชฟโบและดีแลนด์ ด้วยการกล่าวต้อนรับแขกทั้ง 8 ท่าน เป็นความรู้สึกยินดีที่ได้กลับมาทำอาหารในร้านอีกครั้งหลังปิดร้านแล้วไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในต่างจังหวัดเป็นเวลานาน เมื่อสองเชฟได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็คนี้ทั้งคู่ไม่รอช้าที่จะทำการทดลองกับหม้อปรุงอาหารค่าตัวหลักแสนเพื่อจะดึงรสชาติแห่งความเป็นไทยสากล นำเสนอเทคนิคการปรุงด้วยความพิถีพิถัน คัดสรรวัตถดิบท้องถิ่นชั้นเลิศ ‘เรื่องกล้วยๆ กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว’ เป็นเมนูคอร์สพิเศษที่คิดค้นมาเพื่อเสิร์ฟทุกท่านในวันนั้นโดยเฉพาะ … เปิดด้วยจานแรกเป็นอาหารเรียกนำ้ย่อย ‘เริ่มแรกระเริงรส’ ของคาวเรียกน้ำย้อย 3 ประเภท จัดวางอย่างสวยงาม เริ่มต้นที่ ‘ซาวน้ำสับปะรดอินทรีย์’ การนำผลไม้รสเปรี้ยวหวานมาตัดกับกลิ่นคาวปลาอินทรีย์เสริมด้วยรสเค็มของกะทิและรสเผ็ดจากพริกขี้หนูซอยบวกกับกลิ่นอโรมาของผักใบเขียว เสริมด้วยความสว่างสดชื่นด้วยมะนาว ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ต่อด้วย ‘ข้าวทอดปลาอินทรีย์ปัตตานี’ ที่นำข้าวสวยคลุกเคล้ากับปลาอินทรีย์จากจังหวัดปัตตานี ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัว และเมื่อนำไปจี่กับหม้อช่วยเพิ่มสัมผัสของการเคี้ยวและมีกลิ่นหอมจากการเบิร์นชวนให้นึกถึงการทานปลาย่างคลุกข้าวร้อน ๆ ที่มีความกรุบกรอบคล้ายข้าวจี่ ปิดท้ายจานนี้ด้วย ‘เนื้อไทยแบ็คโคราชย่างแจ่วแห้ง’ เนื้อวัวย่างสุกให้เนื้อสัมผัสกรอบและนุ่มเคี้ยวขาดง่าย จิ้มกับซอสแจ่วแห้งรสชาติกลมกล่อมมีความเผ็ดกำลังดี (ทานเคียงคูกับไวน์แดงแล้วเข้ากันอย่างที่ไม่เคยลองมาก่อน) ความหอมของพริกผสานกับกลิ่นของเนื้อวัวได้อย่างลงตัว การไล่เรียงจากอาหาร (กึ่ง) ของหวานสู่ของคาวช่วยเรียกน้ำย่อยให้กับกระเพาะ และพร้อมรับจานต่อไปได้

เริ่มแรกระเริงรส

Photo: Courtesy of the brand

Palate Opening

หลังวอร์มลิ้นกันแล้ว จานนี้จะเป็นการเปิดต่อมนำ้ลาย เรียกน้ำย้อยให้มากขึ้น กับเมนู ‘ปลีกล้วยนวล จากบ้านปางมะกล้วย อบในหม้ออะนะโอริ แม่แตงเชียงใหม่’ ปลีกล้วยให้สัมผัสอ่อนนุ่มจากการอบในหม้อ จากที่ไม่ค่อยมีรสชาติมากนักแต่เมื่อนำมาปรุงคู่ดอกเอื้องหมายนาที่มีรสเปรี้ยวมัน ให้รสชาติครบถ้วนด้วยรสเค็มแซมหวานจากดอกเกลือ ความเผ็ดจากพริกที่ปลูกเองในสวนของร้าน และกะปิที่ใส่เพียงปริมาณปลายเล็บ หอมอบอวลไปทั่วทั่งปาก มัน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ครบในหนึ่งคำ จึงกลายเป็นอีกจานที่รสชาตอิกลมกล่อมเลยทีเดียว

ปลีกล้วยนวล จากบ้านปางมะกล้วย อบในหม้ออะนะโอริ แม่แตงเชียงใหม่

Photo: Courtesy of the brand

Main affair

เข้าสู่ช่วงจานหลักกันแล้ว … จากแรกมีกลิ่นหอมของมะนาวทำให้น้ำลายสอนั้นคือ ‘ยำมะม่วงหลากพันธุ์อย่างอัมพา ใส่กุ้งอ่าวพังงาย่างบนถ่านโกงกาง’ มะม่วงหลากชนิดมอบกลิ่น ผัสผัส และรสที่แตกต่างนำมาสับเป็นเส้นขนาดยาวกำลังดี คลุกเคล้ากับเครื่องปรุงรสรสชาติกลมกล่อม เสริมด้วยกุ้งอ่าวพังงาย่างบนถ่านโกงกางที่หอมหวลชวนให้ลิ้มรสจนหมดจาน ต่อด้วย ‘น้ำพริกขี้กา แนมผักพื้นบ้านตามฤดู และไก่ต้มน้ำปลากงไกรลาส’ เนื้อไก่ต้มน้ำปลาเนื้อเนียนนุ่มชุ่มลิ้น ทานพร้อมกับน้ำพริกรสจัดจ้าน ผักพื้นบ้านนานาชนิด และไข่ต้มยางมะตูม ‘ผัดฉ่าตับหมู กึ๋นไก่อินทรีย์ หมึกปากบารา ใบจันทน์และสุรากลั่นลุงบุญมี’ เป็นเมนูที่เชฟดีแลนนำหม้อ ANAORI kakukuma มาตั้งบนเตาจนร้อนได้แล้วนำมาตั้งบนเค้าเตอร์เพื่อสาธิตการปรุงอาหาร (แบบไม่ตั้งบนเตาต่อเพื่อโชว์คุณสมบัติด้านการรักษาอุณหภูมิ) กลิ่นของพริกและกะเพราหอมอบอวลไปทั่วทั้งร้าน ส่วนความอร่อยของเครื่องปรุงแบบผัดฉ่าก็แทรกซึมเข้าไปในเนื้อนุ่มเด้ง จานต่อมาคือ ‘แกงหยวกกล้วยคอหมูย่างผลกล้วยดิบ และใบเพี้ยฟาน อย่างท่านผู้หญิงเปลี่ยน’ กลิ่นหอมโชยมาสัมผัสปลายจมูกก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นถ้วยดินเผาเสียอีก ความข้นและความเข้มของเครื่องแกงคือสิ่งที่ต้องปรบมือให้กับความคิดสร้างสรรค์ เชฟกล่าวว่ายังมีอีกหลายสูตรที่อร่อยไม่แพ้กัน แต่เชฟโบอยากนำเสนอความอร่อยตามตำหรับ ‘ท่านผู้หญิงเปลี่ยน’ ซึ่งเป็นสูตรตำหรับชาววังโดยแท้ที่หารับประทานได้ยาก และ ‘แกงแตงโมเมืองชลอย่างตำรับสายปัญญา’ ต้มยำนำ้ใสใส่แตงโมอ่อน ซุปมอบความรู้สึกโปร่งและทำให้โล่งหัวด้วยความเผ็ดของพริก และเนื้อไม่หนักเท่าถ้วยก่อน เป็นชามที่ทานง่ายแต่สดชื่นอย่างบอกไม่ถูก โดยกับข้าวทุกจากนั้นทานคู่กับ ‘ข้าวอินทรีย์ จากศรีสะเกษ’ เนื้อเม็ดพองโตร่วนสวย มีความแข็งด้านนอก (คล้ายข้าวกล้อง) แต่ด้านในนุ่มฟู มีกลิ่นหอมจากขั้นตอนในการหุง ช่วยทำให้อาหารมื้อนี้พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก

ยำมะม่วงหลากพันธุ์อย่างอัมพา ใส่กุ้งอ่าวพังงาย่างบนถ่านโกงกาง

Photo: Courtesy of the brand

น้ำพริกขี้กา แนมผักพื้นบ้านตามฤดู และไก่ต้มน้ำปลากงไกรลาส

Photo: Courtesy of the brand

ผัดฉ่าตับหมู กึ๋นไก่อินทรีย์ หมึกปากบารา ใบจันทน์และสุรากลั่นลุงบุญมี

Photo: Courtesy of the brand

แกงหยวกกล้วยคอหมูย่างผลกล้วยดิบ และใบเพี้ยฟาน อย่างท่านผู้หญิงเปลี่ยน

Photo: Courtesy of the brand

แกงแตงโมเมืองชลอย่างตำรับสายปัญญา

Photo: Courtesy of the brand

Sweet Finale

ปิดท้ายอย่างสวยงามด้วยเมนูอาหารหวานไทยโบราณ ‘ตะโก้สาคูพัทลุง กระยาสารทอบควันเทียน แนมกล้วยเล็บมือนาง’ ตะโก้ทำจากสาคูจากต้นสาคูแท้ ๆ ให้สัมผัสนวลลิ้นราวกับจะละลายได้ในปากไม่เหมือนกับเม็ดสาคูจากโรงงานที่มีความเหนียวมากจนต้องเคี้ยวนาน ท็อปด้วยกล้วยเล็บมือนางหั่นแว่นเนื้อหวานสุกกำลังดี และกระยาสารทหอมกลิ่นอบควันเทียนขนาดที่ว่ากลืนลงคอแล้วยังได้กลิ่นหอมจาง ๆ อยู่ในปาก เป็นความอร่อยที่เหมือนจะหาทานได้ทั่วไปแต่กลับหาทานได้ยากยิ่ง

ตะโก้สาคูพัทลุง กระยาสารทอบควันเทียน แนมกล้วยเล็บมือนาง

Photo: Courtesy of the brand

“อะนะโอริ คะคุกะมะ คือความสนุกที่แท้จริง! ตั้งแต่เราได้รับอุปกรณ์เหล่านี้มา เราก็ทึ่งไปกับความงดงามเหนือชั้น อย่างแรกเลยที่นึกถึงคือข้าว และแน่นอนว่ามันสามารถใช้หุงข้าวออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ที่เราทึ่งมากที่สุดคือความอเนกประสงค์ของอุปกรณ์ที่ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในครัวที่บ้าน แถมเรายังสนุกกับการนำไปใช้ปรุงอาหารที่ร้าน โบ.ลาน ด้วย ตั้งแต่ทอดไปถึงย่าง และทุกสิ่งเท่าที่อุปกรณ์นี้จะมอบให้ได้” ดิลลัน โจนส์ เชฟผู้ก่อตั้งร้านอาหารโบ.ลาน กล่าวปิดท้าย

ดิลลัน โจนส์

Photo: Courtesy of the brand

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH