LIFESTYLE

จากสยามสู่เมืองเว้ วิลล่าเก่าที่ร.9 เคยเสด็จฯ ประทับสู่โรงแรมหลังงามริมแม่น้ำเพอร์ฟูม

บินไปเวียดนาม เช็คอินเข้าพักที่ Azerai La Residence, Hué

07 AUG 2019

เราออกเดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์สในเวลาเช้าตรู่เพื่อไปลงที่ดานัง จากนั้นโดยสารรถเช่าอีกประมาณสองชั่วโมงต่อมายังเมืองเว้ แม้ระยะทางจากดานังถึงเว้จะแค่เกือบร้อยกิโลเมตร แต่รถเร่งทำความเร็วไม่ได้มากเนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีการปรับสร้างลัดเลาะไปตามแนวภูเขา ทว่ากลับเป็นข้อดีที่ทำให้เราสามารถมองเห็นภูมิทัศน์หลังจากนี้ได้เต็มตา ต้นไม้พันธุ์หายากตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าแจ่มแจ้งได้ใจ รถบัสคันนี้กำลังพาเราพุ่งเข้าหาฉากธรรมชาติที่เริ่มสวยขึ้นเรื่อยๆ 

หลังจากลอดผ่านอุโมงค์หายเวินที่มีความยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัญจรผ่านถนนทั้งแคบและคดเคี้ยว หุบเหวและโตรกผา คลอเคล้าด้วยเสียงแตรรถยนต์ที่ขับสวนมาและแซงไป คล้อยบ่ายเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางจนได้ พนักงานหญิงสาวในชุดอ๋าวหญ่ายออกมายืนคอยท่าหน้าตึกเฟรนช์โคโลเนียลสีขาว ทุกคนถูกต้อนรับด้วยเวลคัมดริ้งก์เย็นเฉียบ น้ำอัญชันมะนาวสดชื่นช่วยดับกระหายและคลายร้อนจากอากาศภายนอกได้ชะงัด

อาคารแบบตะวันตกแสนสง่างามหลังนี้ตั้งเด่นเป็นแลนด์มาร์กดึงดูดสายตาผู้คนที่ผ่านไปมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษแล้ว สร้างขึ้นเมื่อปี 1930 ในอดีตใช้เป็นเรือนรับรองราชวงศ์และขุนนางชั้นสูง รวมถึงพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 ก็เคยเสด็จฯ มาประทับที่นี่ ปัจจุบันได้รับการบูรณะใหม่จนกลายมาเป็น Azerai La Residence, Hue โรงแรมขนาดใหญ่ที่เปิดให้บริการห้องพักจำนวน 122 ห้อง แม้บริเวณส่วนกลางอย่างโถงต้อนรับ บันได และทางเดินจะมีภาพวาดบุคคลในตำนาน ข้าวของเก่าเก็บ และเรื่องราวประวัติศาสตร์บอกเล่าอยู่ทุกซอกมุม แต่ภายในห้องพักก็มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เครื่องสุขภัณฑ์เป็นดีไซน์สมัยใหม่ เตียงและที่นอนสั่งทำพิเศษเพื่อความเคยชินของชาวต่างชาติที่คุ้ยเคยกับการนอนสูง สัญญาณไวไฟต่อติดไม่มีสะดุด

ไฮไลต์หลักที่ผู้เข้าพักชอบอกชอบใจกันมากคือโซนสระว่ายน้ำบนทำเลแนบชิดติดริมแม่น้ำหอม (Perfume River) ซึ่งไม่มีใครก็อปปี้วิวนี้ได้ แม่น้ำสายนี้ทอดยาวไหลผ่านกลางเมืองเว้ ว่ากันว่าจะส่งกลิ่นหอมกล่อมผู้คนในยามค่ำคืนโดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม บรรยากาศจะโรแมนติกมากหากได้มานั่งจิบไวน์ดูพระอาทิตย์ตกกระทบผืนน้ำ อ่อ เราสามารถใช้เส้นทางนี้ล่องเรือไปชมความสวยงามของวัดเทียนมู่ (Thien Mu Pagoda) ได้ด้วยนะ หากใครอยากสัมผัสมรดกโลกให้ถึงแก่นก็ต้องไปเยี่ยมเยือนสักครั้งเพื่อให้เห็นรถออสตินคันสีฟ้าที่มอดไหม้ในประวัติศาสตร์ด้วยตาตัวเอง แล้วค่อยขยับไกลออกไปหน่อยที่พระราชวังเมืองเว้ (The Imperial City of Hue) ประตูเฮียนยาน (Tu Hieu Pagoda) และสุสานจักรพรรดิไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh)

ส่วนเรื่องอาหารการกิน แม้เว้จะเป็นเมืองที่ไม่มีบาร์ คาเฟ่เก๋ๆ หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชม. แต่เราจะเห็นชาวบ้านพากันหอบผลหมากรากไม้มาวางขาย โดยเฉพาะมะม่วงสุกหอมน่ากินกับเม็ดบัวจะเห็นเยอะหน่อย ถ้าแวะเวียนไปตลาดดองบาช่วงเช้าและเย็นจะพบว่าเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาเหลือเกิน พอตกหัวค่ำกิจกรรมยอดฮิตหนีไม่พ้นการนั่งสามล้อซิโคล่ชมเมืองให้ลมพัดตีหน้า ขอบอกว่าเพลินดีทีเดียว

อยู่ที่นี่ไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง คุณสามารถสูดหายใจเข้าออกลึกๆ เดินช้าๆ หิวก็ลงมาหาของอร่อยกินได้ที่ Le Parfum Restaurant เสิร์ฟตั้งแต่เมนูตะวันตกไปจนถึงเฝอต้นตำรับ ถ้าชอบดื่มให้จับจองเคาน์เตอร์หรือมุมโซฟาที่ Le Gouverneur Bar มีคนผลัดเปลี่ยนแวะเวียนมานั่งอ้อยอิ่งละเลียดจิบค็อกเทลรสคลาสสิกไม่ขาดสาย ได้ฟีลเหมือนอยู่ในคลับย้อนยุคยังไงยังงั้น ถือเป็นเดสทิเนชั่นที่รุ่มรวยด้วยกลิ่นอายในอดีต เติมเต็มช่วงเวลาการพักผ่อน จบทริปนี้ทำเอาตกหลุมรักเวียดนามได้ง่ายๆ เลยแหละ

TRAVEL INFO:

- ฤดูท่องเที่ยวของเมืองเว้อยู่ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ถ้าเป็นอากาศในช่วงนี้จะค่อนข้างร้อนชื้น มีเมฆฝน แนะนำให้เตรียมเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี    
- การสัญจรเพื่อมาเมืองเว้อย่างสะดวกสบายแนะนำให้เริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบิน Bangkok Airways ซึ่งมีเที่ยวบินให้บริการสัปดาห์ละ 4 ไฟลท์ สอบถามรายละเอียดของเที่ยวบินได้ที่ Call Center โทร. 1771 ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเช็คอินล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ www.bangkokair.com  
- โรงแรม Azerai La Residence, Hue สามารถสำรองห้องพักได้ที่ info.laresidence.hue@azerai.com

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH