SIGNATURE

10 เรื่องราวร้อนแรงในโลกแฟชั่นที่แอลยกให้เป็นที่สุดประจำปี 2019

ไปดูกันว่า 10 เรื่องนี้จะตรงใจกับคุณหรือไม่

10 DEC 2019
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ เรามาหวนรำลึกถึงความประทับใจที่มีต่อโลกแฟชั่นในปี 2019 กับ 10 เรื่องราวในโลกแฟชั่นที่จะส่งผลสู่ทศวรรษหน้า

The Craftsmanship
สิ่งที่ทำให้แบรนด์ลักชัวรี่สามารถสร้างความแตกต่างจากบรรดาแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นที่เข้ามามีบทบาทสำคัญตลอดยุค 2010s คือการถ่ายทอดศักภาพของทีมช่างมากประสบการณ์ผ่านขั้นตอนต่างๆในการรังสรรค์ผลงานแต่ละครั้ง อีกทั้งยังเป็นการเชิดชูคุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์ หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาของสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกนั้นค่อนข้างสูง แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย รายใหญ่ที่หันมาให้ความสำคัญในส่วนนี้มีทั้ง Alexander McQueen ที่เปิดเซกชั่น Unlocking Stories บนร้านโฉมใหม่ในกรุงลอนดอนเพื่อให้ความรู้แก่ผู้สนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่น รวมทั้งนำชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซเก่าๆมาจัดแสดง Louis Vuitton ที่ตลอดทั้งปีนำเสนอคุณค่าของงานฝีมือซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางความคิดจากรุ่นสู่รุ่น ไม่เพียงแต่ในส่วนของกระเป๋าที่ลอนช์ออกมาในแต่ละซีซั่นเท่านั้น แต่คอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่เผยโฉมออกมาในปีนี้ยังอัดแน่นไปด้วยเทคนิคและรายละเอียดการตัดเย็บสุดประณีต รวมทั้งแบรนด์ระดับกูตูร์เฮ้าส์ที่สันทัดในเรื่องของการตัดเย็บชั้นสูงอย่าง Dior และ Givenchy ต่างก็เนรมิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปออกมาได้งดงามเทียบเท่ากับอาภรณ์ชั้นสูงด้วยเช่นกัน

The Landmark
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมืองที่ได้รับฉายา ‘นครแห่งแสงไฟ’ อย่างกรุงปารีสสร้างแรงบันดาลใจให้นักออกแบบมาทุกยุคสมัย โดยความพิเศษของปีนี้คือการที่แลนด์มาร์กต่างๆของเมืองพากันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบปีสำคัญ เช่น การครบรอบ 30 ปีของ 'Louvre Pyramid' พีระมิดที่สร้างขึ้นจากกระจกและโลหะ ทำหน้าที่เป็นทางเข้าหลักของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ การครบรอบ 130 ปีของ 'Moulin Rouge' หรือที่รู้จักกันในนาม 'บ้านกังหันแดง' หนึ่งในโรงละครคาบาเรต์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และผู้คนส่วนใหญ่รู้จักสถานที่แห่งนี้จากภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของผู้กำกับคนดัง Baz Luhrmann และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือการครบรอบ 130 ปีของ 'La Tour Eiffel' หรือ 'หอไอเฟล' 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่กรุงปารีสได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าโลกในปี ค.ศ. 1889 และเพื่อฉลองการครบรอบ 100 ปีของการปฏิวัติฝรั่งเศส หอคอยโครงเหล็กความสูง 324 เมตรนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ Demna Gvasalia นักออกแบบคนดังแห่งยุคนำมาถ่ายทอดผ่านผลงานของทั้งแบรนด์ Vetements และ Balenciaga

The Iconic
วันเวลาผ่านไปไวเผลอแป๊บเดียวเรากำลังจะโบกมือลาทศวรรษเก่าเพื่อเตรียมก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ดังนั้นตลอดทั้งปีนี้จึงมีหลายแบรนด์พร้อมใจทิ้งทวนยุค 2010s ด้วยการนำชิ้นไอคอนนิกกลับมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าวันเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แฟนๆต่างก็ยังรักและหลงใหลในชิ้นเลื่องชื่อจากแบรนด์เหล่านั้นอยู่เสมอ และที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือแบรนด์หรูของอิตาลีที่มีสารพัดชิ้นไอคอนนิกให้นำกลับมาเล่าใหม่ได้บ่อยครั้งตามต้องการอย่าง Versace กับ 'เข็มกลัดซ่อนปลาย' ที่นอกจากกลายเป็นโมทีฟหลักของคอลเล็กชั่นพรีฟอล และฟอล/วินเทอร์ 2019 แล้ว ยังได้รับความสนใจจากแฟชั่นนิสต้าทั้งรุ่นเล็กและใหญ่ เมื่อเหล่าคนต่างดังเลือกสวมชุดตกแต่งเข็มกลัดซ่อนปลายจากแบรนด์นี้ไปปรากฏกายบนพรมแดงงานสำคัญระดับโลก โดยหนึ่งในนั้นคือ 'ปู-ไปรยา' นักแสดงสาวชาวไทยที่สวมชุดราตรีสีแดงสั่งตัดพิเศษจากไลน์ Atelier Versace ไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เป็นชุดราตรีสุดเซ็กซี่ดีไซน์เดียวกันกับชุดที่ Liz Hurley นักแสดง/นางแบบคนดังใส่ไปร่วมงานรอบพรีเมียร์ของภาพยนตร์เรื่อง Four Weddings and a Funeral ในปี ค.ศ. 1994 ถือเป็นการฉลอง 25 ปีของ 'That Dress' ได้อย่างน่าประทับใจเลยทีเดียว

The Collaboration
ยุค 2010s คือยุคแห่งการคอลลาบอเรชั่นอย่างแท้จริง เสน่ห์ของคอลเล็กชั่นพิเศษเหล่านี้คือนอกจากเป็นการเอาใจแฟนคลับทั้ง 2 (หรืออาจมากถึง 3 และ 4) แบรนด์ที่มาร่วมงานกันแล้ว ยังเป็นการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นที่ช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันเพื่อเป็นการชูจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ออกมา ดังนั้นอย่าแปลกใจหากคอลเล็กชั่นที่ว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อจำหน่ายหมดไปจากร้านค้าและทางออนไลน์ เพราะความต้องการในท้องตลาดสูงเกินกว่าจำนวนผลิต Off-White แบรนด์สายสตรีตสุดฮิปแห่งยุคกลายเป็นหนึ่งในตัวพ่อของสายนี้เมื่อการร่วมงานกับ Nike ยังคงมีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สนีกเกอร์ Nike x Off White ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดสีใดก็ตามกลายเป็นที่หมายปองจนทำให้ราคารีเซลพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว Supreme อีกหนึ่งแบรนด์ขวัญใจสายสตรีตทั่วโลกก็จับมือกับกูตูริเยร์รุ่นใหญ่ Jean Paul Gaultier เพื่อนำคอลเล็กชั่นฤดูหนาวปี 1997 ของเขากลับมาปัดฝุ่นใหม่ให้แลดูร่วมสมัย รวมทั้งเซอร์ไพรส์ที่ไม่คิดว่าจะมีการโคจรมาพบกันทั้ง Valentino x Undercover, Fendi x Porter และล่าสุดกับการร่วมงานของดีไซเนอร์คนเก่งจาก 2 ยุคคือ Dries Van Noten และสุดยอดกูตูริเยร์อย่าง Christian Lacroix

The Genderless
หนึ่งในกระแสหลักจากช่วงปลายยุคนี้ที่เราเชื่อว่าจะร้อนแรงยิ่งขึ้นคือ 'genderless' หรือสินค้าที่ไม่มีการระบุเพศ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ถูกยกระดับให้น่าสนใจ โดยวิวัฒนาการมาจากกระแส androgyny และความนิยมสินค้ารูปแบบ unisex ที่มีอยู่ก่อนหน้า เพียงแต่เมื่อแอนโดรจีนีคือการนิยามถึงลักษณะภายนอกที่แสดงออกทั้งเรื่องกายภาพ การแต่งกาย สไตลิ่ง และบุคลิกที่ตรงข้ามกับเพศสภาพ จึงอาจทำให้ผู้หญิงและผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ชอบเมื่อถูกมองว่าเข้าข่ายลักษณะนี้ เพราะกลัวโดนกล่าวหาว่าเป็นเลสเบี้ยนหรือเกย์ 'genderless' จึงเข้ามาแทนที่โดยไม่ต้องกำหนดว่าสิ่งของเหล่านี้มีไว้สำหรับเพศใด ดังเช่นนาฬิการุ่นล่าสุดของ Gucci ที่ถูกตั้งชื่อว่า 'Grip' ซึ่งเป็นนาฬิกาแบบไม่ระบุเพศเรือนแรกภายใต้วิสัยทัศน์ของ Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนปัจจุบัน รวมทั้งคอลเล็กชั่นของนักออกแบบมากความสามารถอีกหลายรายที่นำเสนอผลงานลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงฤดูกาลล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นงานของ J.W. Anderson ทั้งสำหรับแบรนด์ตัวเองและที่ Loewe ผลงานของ Nicolas Ghesquière สำหรับแบรนด์หรู Louis Vuitton และแบรนด์แฟชั่นสายดาร์ก Avant-Garde อย่าง Rick Owens

The Art
โลกของแฟชั่นเดินทางขนานไปกับโลกของภาพยนตร์ ดนตรี และศิลปะ เพราะศาสตร์แขนงต่างๆเหล่านี้คือแรงบันดาลใจชั้นดีให้นักออกแบบจากแบรนด์ชั้นนำรังสรรค์ชิ้นงานอันแสนงดงามออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่ Hedi Slimane ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนล่าสุดของ Celine ปัดฝุ่นแบรนด์เก่าแก่แบรนด์นี้โดยนำเรื่องราวของดนตรีและศิลปะที่ตนเองชื่นชอบอย่างผลงานของ Christian Marclay ศิลปินและนักแต่งเพลงคนดังมาถ่ายทอดเป็นคอลเล็กชั่นตั้งแต่งานเดบิวต์เปิดตัวจนถึงฤดูกาลล่าสุด Raf Simons กับสองคอลเล็กชั่นทิ้งทายสำหรับ Calvin Klein 205W39NYC ที่เป็นการนำเรื่องราวของวัฒนธรรมเยาวชนและวัฒนธรรมกระแสนิยมของชาวอเมริกัน ทั้งเรื่องความนิยมในการเสพภาพยนตร์ระทึกขวัญและผลงานศิลปะมาถ่ายทอดในคอลเล็กชั่น โดยมีภาพยนตร์เรื่อง Jaws ปี ค.ศ. 1975 และผลงานศิลปะของ Sterling Ruby เป็นตัวแทนรสนิยมการเลือกเสพสิ่งเหล่านั้น แม้แต่แบรนด์หรูระดับยอดพีระมิดของโลกอย่าง Hermès, Louis Vuitton, Dior และ Fendi ก็ขอร่วมเอาใจคนรักงานศิลป์ โดยการร่วมงานกับศิลปินมากหน้าหลายตาเพื่อร่วมกันรังสรรค์ทั้งผลงานในคอลเล็กชั่น ไปจนถึงโปรดักชั่นโชว์ และภาพโฆษณา

The Logo
กระแสวัฒนธรรมการโชว์ความมั่งมีโดยสื่อผ่านสินค้าแฟชั่นที่เต็มไปด้วยลวดลายโมโนแกรม หรือที่เรารู้จักกันในนามของกระแส Logomania ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องกันอีกปี และเราคาดว่ากระแสนี้ยังคงไม่แผ่วไปในเร็ววัน เมื่อแบรนด์แฟชั่นในซีกโลกตะวันตกที่อยู่มานาน หรือแม้แต่แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ระดับโลกต่างลอนช์ไอเท็มเด็ดออกมาโดยมีโลโก้เป็นโมทีฟหลัก ทำให้คนที่หลงรักรูปแบบแฟชั่นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานอย่างในวันวานอีกครั้ง Louis Vuitton แบรนด์หรูผู้คว้าตำแหน่งแบรนด์แฟชั่นและสินค้าหรูหราที่มีมูลค่าสูงสุดประจำปี 2019 กลับมาชนะใจสาวๆอีกครั้งด้วยคอลเล็กชั่น The Monogram Giant ที่เป็นการนำลวดลายโมโนแกรมขึ้นชื่อมาขยายใหญ่ และยังมีสีสันให้เลือกมากมายทั้งน้ำตาลสุดคลาสสิก ไปจนถึงการจับคู่สีให้อารมณ์สนุกสนานอย่างสีแดง ส้ม เขียว ชมพู ซึ่งการขยายขนาดของลวดลายโมโนแกรมลักษณะนี้ยังเห็นได้เช่นเดียวกับที่แบรนด์หรูแห่งอิตาลีอย่าง Gucci ที่นำลวดลายโมโนแกรมขนาดใหญ่ไปใช้กับทั้งในส่วนของเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ซึ่งทั้งคู่ต่างสร้างความประทับใจให้แฟชั่นนิสต้าที่ชื่นชอบความหรูหราและหลงใหลในกระแส Logomania

The Fashion Pact
อุตสาหกรรมแฟชั่นต่างพากันแสดงความรับผิดชอบในเรื่องซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดผลเสีย หรือส่งผลให้เกิดความรู้สึกในเชิงลบ เช่นเมื่อปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่แบรนด์ชั้นนำซึ่งเคยรังสรรค์ชิ้นงานที่ทำมาจากขนสัตว์ได้งดงามไม่เป็นสองรองใครพากันแสดงจุดยืนว่าขอ 'Fur-Free' ก่อนที่รายใหญ่อื่นๆจะร่วมด้วยในเวลาต่อมา ส่วนเรื่องสำคัญในปีนี้คือสนธิสัญญาแฟชั่น 'Fashion Pact' ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อ 32 บริษัทแฟชั่นและสิ่งทอร่วมลงนามสนธิสัญญาอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพและมหาสมุทรในการประชุม G7 ณ เมืองบิอาร์ริตซ์ เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยวัตถุประสงค์หลักของสนธิสัญญาที่ว่านี้มีแนวคิดมาจาก Science-Based Targets (SBT1) มุ่งเน้นการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกทั้ง 3 ด้านคือการหยุดสภาวะโลกร้อน การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และการพิทักษ์มหาสมุทร ซึ่งพันธมิตรส่วนหนึ่งก็เป็นที่รู้จักกันดีมีทั้ง Adidas, Armani, Burberry, Capri Holdings Limited, Chanel, Ermenegildo Zegna, H&M Group, Hermès, Inditex, Karl Lagerfeld, Kering, Nike, Nordstrom, Prada, Puma, PVH Corp. เป็นต้น

Fashion Pact

The Beginning
ในขณะที่เกมส์เก้าอี้ดนตรีระหว่างแบรนด์ชั้นนำและดีไซเนอร์ยังคงเกิดขึ้น เแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกจึงได้พบกับช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งการเริ่มต้นที่ว่านั้นมาพร้อมกับเดบิวต์คอลเล็กชั่นของบรรดาแบรนด์ดังที่ได้ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนเก่งเข้ามากำหนดทิศทางให้กับแบรนด์เก่าแก่ได้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงในทศวรรษหน้า ที่เป็นที่น่าจับตาจนเหล่าแฟนคลับพากันเฝ้ารอสินค้าในสโตร์กันตั้งแต่เปิดตัวคงหนีไม่พ้นคอลเล็กชั่นฤดูร้อน 2019 ของแบรนด์ดังทั้ง Celine และ Burberry ที่รายแรกนั้นได้ Hedi Slimane นักออกแบบคนดังจากปลายยุค ’90s มาปัดฝุ่นชนิดที่แทบจะไม่เหลือเค้าเดิม ส่วนรายหลังก็ได้ Riccardo Tisci เข้ามาแปลงโฉมให้ Burberry กลายเป็นแบรนด์ที่มีกลิ่นอายของ street-couture อย่างที่เจ้าตัวถนัด จนกระทั่งในฤดูกาลล่าสุด ฟอลl/วินเทอร์ 2019 นี้ก็ยังได้พบกับการเริ่มต้นของอีก 2 แบรนด์ดังทั้ง Lanvin และ Bottega Veneta โดยรายแรกได้ Bruno Sialelli ผู้เคยรับผิดชอบในส่วนคอลเล็กชั่นชายของ Loewe เข้ามากุมบังเหียน ส่วนรายหลังนั้นได้ Daniel Lee ผู้ที่เคยทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Phoebe Philo นักออกแบบผู้เป็นที่รักของสาวๆทั่วโลกเข้ามาปรับโฉมให้แบรนด์หรูจากอิตาลีแบรนด์นี้ดูสดใหม่ขึ้น

The Anniversary
ปีนี้คือปีสำคัญของ 'ELLE Thailand' นิตยสารแฟชั่นและไลฟ์สไตล์หัวนอกเล่มแรกของไทย เนื่องในโอกาสที่แอล ประเทศไทยมีอายุครบ 25 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2537 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้นำเสนอเนื้อหาสุดเข้มข้น เอ็กซ์คลูซีฟ ครอบคลุมทุกเรื่องราวแฟชั่น ความงาม และไลฟ์สไตล์ เพื่อให้โดนใจคุณผู้อ่านมากที่สุด ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามมาตั้งแต่ฉบับแรกจนถึงฉบับปัจจุบันที่คุณกำลังถืออยู่ในมือขณะนี้ รวมถึงคุณผู้อ่านรายใหม่ที่อาจเพิ่งมาเป็นแฟนคลับของแอล เราสัญญาว่าจะนำเสนอเรื่องราวน่าสนใจเช่นนี้ต่อไป โดยหวังว่าจะได้รับความรักจากคุณผู้อ่านทุกท่านเช่นเดิม แล้วพบกันใหม่ปีหน้า

25X25

Photo: Akkapon Kumpusan


บทความจากคอลัมน์ แอลสเปเชี่ยล นิตยสารแอล ฉบับเดือน ธันวาคม พ.ศ.2562
เขียน: ฆนากร เพชรตระกูล / บรรณาธิการฝ่ายพิสูจน์อักษร: วรวีร์ ภูมี / พิสูจน์อักษร: เลวี เจริญสวัสดิ์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH