IN THE MAG

ไม่ผอมก็ช่างปะไร ! ในเมื่อตอนนี้แบรนด์ใหญ่ต่างพากันพิชิตใจสาวพลัสไซส์

เมื่อสาวพลัสไซซ์กลับมาเป็นประเด็น 'ใหญ่' อีกครั้ง

17 MAY 2021
Fashion Features Editor

KHANAKON PHETTRAKUL

อาจเป็นความตั้งใจจริงหรือสิ่งที่แบรนด์น้อยใหญ่กำลังทำเป็นเพียงอีกหนึ่งกลยุทธ์ใหม่ เป็นวิธีเรียกแสงแฟลชท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือไม่อย่างไร? ... แต่ที่แน่ๆ ‘สาวพลัสไซซ์’ ได้กลับมาเป็นประเด็นหลักของโลกแฟชั่นอีกครั้งใน พ.ศ. นี้ หลังจากที่เมื่อเกือบทศวรรษที่ผ่านมา Rick Owens นำเสนอคอลเล็กชั่นฤดูร้อนประจำปี 2014 ที่สร้างความฮือฮา โดยทั้งโชว์มีแต่สาวนักเต้นรูปร่างพลัสไซซ์เป็นผู้แสดงแบบเสื้อผ้าของแบรนด์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้นางแบบ-นายแบบร่างผอมบาง (มาก!) ซึ่งจะว่าไปแล้วโชว์ในครั้งนั้นอาจไม่ได้ตั้งใจชูให้เรื่องขนาดรูปร่างของนางแบบเป็นประเด็นหลัก หรือแสดงผลงานเพื่อเป็นการขานรับกระแส diversity เป็นเพียงต้องการพิสูจน์ความทนทานของสนีกเกอร์คู่ใหม่ที่ได้ร่วมงานกับทาง Adidas หรือแค่ดึงเอาคาแร็กเตอร์ของ Missy Elliott  ไอคอนสไตล์ฮิปฮอปคนดังที่เคยร่วมงานกับแบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่มาใช้ก็เพียงเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ได้นำเสนอเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลานั้นสามารถชนะใจสาวพลัสไซซ์ที่อยากใส่เสื้อผ้าของ Rick Owens ได้มากขนาดไหนก็ตาม

Rick Owens Spring/Summer 2014

Photo: Getty Images

เสื้อผ้าสำหรับสาวพลัสไซซ์จึงกลายเป็นเพียงแคปซูลคอลเล็กชั่นเฉพาะกิจ ทั้งๆที่บนโลกแห่งความเป็นจริงมีผู้หญิงจำนานมากที่ไม่ได้มีขนาดรูปร่างอย่างนางแบบไซซ์ 0 แต่สิ่งที่แบรนด์น้อยใหญ่อาจคำนึงถึงมากกว่าคงเป็นเรื่องของภาพลักษณ์และคาแร็กเตอร์ของแบรนด์แฟชั่น เราจึงนับครั้งได้ว่ามีการใช้นางแบบไซซ์ใหญ่บนรันเวย์และออกแบบเสื้อผ้าสำหรับพวกเธอโดยเฉพาะกี่ครั้งกัน เพราะเมื่อพ้นเวลาของกระแสแฟชั่นเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ที่ Beth Ditto เคยสร้างไว้เมื่อราว 10 ปีที่แล้ว (เธอร่วมงานกับ Jean-Paul Gaultier โดยไปปรากฏกายบนรันเวย์ในช่วงฟินาเล่ฤดูสปริง/ซัมเมอร์ 2011 ก่อนที่จะลอนช์คอลเล็กชั่นพิเศษร่วมกันตามออกมาในปีค.ศ. 2015 และเธอยังสวมเสื้อผ้าของ Versus Versace ผลงานการออกแบบโดย Christopher Kane แสดงสดในโชว์ฤดูสปริง/ซัมเมอร์ 2013 เป็นชุดดีไซน์เดียวกับที่นางแบบเอวบางร่างน้อยสวมใส่บนรันเวย์เพื่อแสดงให้เห็นว่ารูปร่างแบบใดก็ใส่ออกมาดูดี) กระแสเสื้อผ้าสำหรับสาวพลัสไซซ์ก็ห่างหายจากโลกแฟชั่นไปนานจนกระทั่งปีที่ผ่านมาเมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 และธุรกิจแแฟชั่นจำเป็นต้องปรับตัวขนานใหญ่ เสื้อผ้าขนาดพิเศษจึงกลับมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้อีกครั้ง

Beth Ditto และ Donatella Versace ในช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ของโชว์ Versus Versace Spring/Summer 2013

Photo: Getty Images

โดยปีที่ผ่านมามีทั้ง Chanel, Fendi, Alexander McQueen และอีกหลายแบรนด์ดังที่ใช้กลยุทธ์นี้ แต่เซอร์ไพรส์ที่สุดคงต้องยกให้กับการที่ Versace ใช้นางแบบพลัสไซซ์สำหรับหลายลุคเด่นบนรันเวย์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์นับตั้งแต่ก่อตั้งมา 42 ปี เพราะในอดีตนั้นเป็นที่ทราบกันว่า “ถ้าจะใส่ Versace ให้ดูดีแค่มีเงินอย่างเดียวคงไม่พอ แต่รูปร่างต้องผอมบางด้วย!” สอดคล้องกับเสื้อผ้าที่วางจำหน่ายในร้านซึ่งไม่ได้ตอบสนองความต้องการของสาวไซซ์ใหญ่เท่าใดนัก แต่ในวันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังจะเลือนหายไปเมื่อ Donatella Versaceให้สัมภาษณ์กับสื่อแฟชั่นชั้นนำว่าจะจริงจังกับเสื้อผ้าสำหรับสาวพลัสไซซ์หลังแบรนด์ร่วมชาติอย่าง Dolce & Gabbana ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ เธอกล่าวว่า “สำหรับ Versace คุณจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นของขนาด” ซึ่งขนาดที่ว่าคงไม่ได้หมายความถึงขนาดของเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่คงจะหมายถึงผลกำไรที่ได้จากเสื้อผ้าไซซ์พิเศษเหล่านี้

Precious Lee นางแบบพลัสไซซ์บนในชุดจาก Versace Spring/Summer 2021

Photo: Courtesy of the brand

Dolce & Gabbana กลายเป็นแฟชั่นเฮ้าส์สุดหรูรายแรกที่นำเสนอเสื้อสำเร็จรูปที่มีขนาดใหญ่กว่าไซซ์ 16 ตามตารางเทียบไซซ์แบบอเมริกัน (US Sizes) โดยมีขนาดใหญ่สุดถึงไซซ์ 18 ในปี ค.ศ. 2019 ซึ่งเป็นการปรับการผลิตสินค้าให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นตามความต้องการของลูกค้าหลังได้ผลตอบรับที่ดีต่อเนื่องหลายปี สอดคล้องกับแนวคิดของสองคู่หูผู้ก่อตั้งที่ว่าทั้งคู่ไม่ได้มองในเรื่องของมาตรฐานความงาม (ที่สังคมวางไว้) เพราะสิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญคือการแต่งตัวให้ผู้หญิงดูงดงามอย่างแท้จริงโดยไม่ขึ้นกับกฎเกณฑ์ใดๆ (แต่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละรายบุคคล) และแม้ทางแบรนด์ไม่เปิดเผยตัวเลขยอดขายแต่ผู้ค้าปลีกออนไลน์ชื่อดังอย่าง 11 Honoré ที่มากประสบการณ์ในเรื่องของเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ก็เห็นถึงผลลัพธ์อันน่าทึ่ง เมื่อสินค้าขนาดพิเศษในสองคอลคอลเล็กชั่นแรกของ Dolce & Gabbana ขายได้มากถึง 70% และ 80% ตามลำดับ ซึ่งผลตอบรับที่ดีนี้เองที่ทำให้อีกหลายแบรนด์อยากเดินรอยตาม มีการทดลองเพิ่มขนาดของเสื้อผ้าแล้วนำไปแขวนในร้านเพื่อชิมลาง และวางจำหน่ายผ่านทาง 11 Honoré ที่เพิ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2016 กับเพียง 15 แบรนด์ แต่ในปัจจุบันนี้มีสินค้าให้เลือกมากกว่า 80 แบรนด์ในขนาด US 12- 22

Lizzo สวมเดรสจาก Balmain และเครื่องเพชรจาก Bulgari

Photo: Courtesy of the brand

ผลสำรวจที่ออกมารองรับกลยุทธ์ ‘พิชิตใจสาวพลัสไซซ์’ ของธุรกิจนี้คือ มากกว่า 65% ของผู้หญิงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าหลักของธุรกิจแฟชั่นนั้นสวมใส่เสื้อผ้าอย่างน้อยไซซ์ US 12 และยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Gen Z ต้องการเห็นเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่เหล่านี้เพื่อแสดงถึงด้านจริยธรรมของแบรนด์ ซึ่งแบรนด์แฟชั่นที่คุ้นเคยกับการออกแบบชิ้นงานเพียงครั้งเดียวแล้วผลิตออกมาหลายขนาดจึงไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก (มีเพียงบางดีไซน์ที่อาจจะถูกจำกัดไซซ์สำหรับสาวร่างบาง) อย่างสายการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปของ Versace ที่มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ไซซ์ 52 (IT Sizes) บนอีคอมเมิร์ซ และไซซ์ 50 ในบูติกทั่วโลก (เทียบเท่า US 16 และ US 14 ตามลำดับ) แม้ตอนนี้ยังมีแบบให้เลือกไม่มากนัก แต่จากความคิดเห็นและความต้องการของลูกค้าก็ดูมีแนวโน้มว่าอาจมีการเพิ่มรูปแบบของเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ให้มากขึ้นในอนาคต โดยหากวัดจากกระแสด้านบวกที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดียที่มีต่อโชว์ฤดูร้อนประจำปี 2021 และแอดแคมเปญที่ได้ Precious Lee นางแบบพลัสไซซ์คนดังแห่งยุคมาเป็นผู้แสดงแบบด้วยแล้ว เราเชื่อว่าทิศทางคงเป็นเช่นนั้น

Yseult สวมชุดจาก Mugler

Photo: Getty Images

และจากผลพวงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิดภาวะ revenge spending หรือ ‘ช็อปล้างแค้น’ เพื่อระบายความเครียดและความอัดอั้นด้วยการช็อปสินค้าแฟชั่นเพื่อเพิ่มความสุข จนทำให้ยอดขายสินค้าหรูเพิ่มขึ้นราว 25-30% ตามการรายงานของบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลกอย่าง Bain จึงอาจเป็นช่องทางและเปิดโอกาสให้อีกหลายแบรนด์กระโจนลงสนามประลองเพื่อคว้าชัยในการเป็นผู้นำด้านสินค้าแฟชั่นสำหรับสาวพลัสไซซ์ แม้ว่าต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นแต่ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยงเพื่อผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจอย่างที่ Dolce & Gabbana ได้ทำไว้ โดยอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นรายใหญ่ H&M ที่มีการเพิ่มขนาดของไซซ์ในปี ค.ศ. 2019 โดยเน้นไปที่ US 18/20 และขยายในหมวดพลัสไซซ์ไปที่ขนาด US 28 ผลปรากฏว่าสินค้าพลัสไซซ์ขายได้เพิ่มขึ้นราว 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเรื่องนี้ Sujay Seetharaman นักวิจัยของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ PipeCandy มองว่าเป็นสัญญาณการเติบโตของตลาดในเชิงบวก ขณะที่ภาพรวมของธุรกิจแฟชั่นยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอันเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตโควิด และที่แน่ๆ H&M มีผลกำไรเป็นประวัติการณ์ในปี ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา

ถึงแม้ภาวะการช็อปล้างแค้นที่เกิดขึ้นอาจส่งผลดีต่อธุรกิจแฟชั่นเป็นการชั่วคราว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนให้แก่แบรนด์ แต่แบรนด์ก็สามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ส่งผลต่อความยั่งยืนได้ในอนาคต เพราะการลงทุนในธุรกิจสินค้าแฟชั่นสำหรับสาวไซซ์ใหญ่ทำให้แบรนด์ดังต่างประสบความสำเร็จ ไม่เพียงแค่ในส่วนของผลกำไรที่กลายมาเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ยังรวมถึงเรื่องของชื่อเสียงและด้านจริยธรรมที่กลุ่ม Gen-Z ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ Sujay Seetharaman ได้อธิบายเพิ่มเติมนั้นสอดคล้องกับที่นิตยสารแอล ประเทศไทย ได้นำเสนอไว้ตลอดปีที่ผ่านมาว่า “ผู้บริโภคกลุ่ม Gen-Z ที่มีกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญกับเรื่องของการที่แบรนด์แฟชั่นลุกขึ้นมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม พวกเขายืนหยัดเพื่อความเท่าเทียม ความหลากหลาย ซึ่งเรื่องของขนาดรูปร่างก็เป็นหนึ่งในนั้น แม้ว่าพวกเขาไม่ได้มีรูปร่างอย่างสาวพลัสไซซ์ก็ตาม”

Ashley Graham ในโชว์ของ Fendi Spring/Summer 2021

Photo: Courtesy of the brand

สิ่งที่น่าจับตาต่อแต่นี้ไปคือเราต้องมาดูกันว่ากระแสการ ‘พิชิตใจสาวพลัสไซซ์’ ที่กลับมาอีกครั้งต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 2 นี้จะเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ชั่วคราวเพื่อเพิ่มกำไรในช่วงที่วิกฤตโควิด-19 ยังส่งผลให้โลกแฟชั่นและภาวะเศรษฐกิจยังไม่นิ่ง หรือจะกลายเป็นวิถีแห่งความยั่งยืนในยุค ‘ชีวิตวีถีใหม่’ ที่แบรนด์แฟชั่นรายใหญ่ต่างพากันแสดงความจริงใจและเคารพผู้บริโภค โดยเอาภาพลักษณ์ของแบรนด์ไว้เป็นเรื่องรอง แต่ที่แน่ๆในเมื่อแฟชั่นเป็นการออกแบบเพื่อผลทางธุรกิจ ตราบใดที่คอลเล็กชั่นสำหรับสาวพลัสไซซ์สามารถทำกำไรให้จนเป็นที่น่าพอใจ จะด้วยเรื่องจริยธรรมในแบรนด์ที่เกิดขึ้นจริงหรือแสร้งว่ามีก็ตาม เราคงได้เห็นการขยายตัวของธุรกิจสินค้าสำหรับสาวไซซ์ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม “สิ่งสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจนี้คือการปฏิบัติต่อลูกค้า (สาวพลัสไซซ์) อย่างเท่าเทียม” Patrick Hering ผู้ก่อตั้ง 11 Honoré กล่าวตรงใจกับที่ Abby Bible อินฟลูเอนเซอร์สาวพลัสไซซ์ที่ได้ร่วมงานกับหลายแบรนด์คิดไว้ และรู้สึกเสียดายที่ยังมีนักออกแบบจำนวนมากและแฟชั่นเฮ้าส์อีกหลายหลังไม่เข้าร่วมตลาดนี้ด้วยหลายเหตุผล “มีประชากรสาวพลัสไซซ์ไม่น้อยที่กำลังมองหาสินค้าแฟชั่นเพื่อพวกเธอ พวกเธอภักดีต่อแบรนด์ที่ตอบสนองความต้องการ และที่สำคัญพวกเธอมีกำลังซื้อ”... ซึ่งการที่พวกเธอ ‘มีกำลังซื้อ’ นี่ละที่หอมหวนชวนให้แบรนด์แฟชั่นที่ไม่เคยสนใจพากันหันมามองในอีกไม่ช้า อย่างที่ Versace เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ไปแล้วในทศวรรษนี้

Lizzo บนหน้าปก ELLE US ฉบับเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019 สวมแจ็คเก็ตจาก Gaultier Paris, ยกทรงจาก Savage x Fenty, บอดีสูทจาก Christian Siriano และสร้อยคอเพชรจาก De Beers.

Photo: Courtesy of the brand

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH