IN THE MAG

เปิดมุมมองสีเขียวของ 'เฌอเอม-ชญาธนุส ศรทัตต์' ที่หยั่งรากลึกในจิตใจของเธอ

เรื่องราวของการสูญหายที่นำมาซึ่งความคิดใหม่กับธรรมชาติ

14 JUN 2021

Chayathanus Saradatta - Model, Activist & Nyctophile

ไม่ได้สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมแต่แรก แต่สนใจการสูญหายของคุณบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นักกิจกรรมชาวกะเหรี่ยง ซึ่งดึงให้ เฌอเอม-ชญาธนุส ศรทัตต์ ขุดลึกลงไปพบว่าการถกเถียงเรื่องบิลลี่มีแง่มุมด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างที่พยายามหาคำตอบของความเกลียดชังที่ชาวบางกลอยได้รับ เธอได้ขุดรื้อความคิดหลายประการที่เคยรับรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและได้ทำความเข้าใจอคติทางชาติพันธุ์และแนวคิดเรื่องป่าในกิ่งก้านสาขาต่างๆ

Photo: AKKAPON KUMPUSAN

ELLE: คุณได้เห็นอะไรเป็นครั้งแรก และอะไรที่เห็นซ้ำๆเดิมๆที่หมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ
CHERAIM: เห็นความลำบากที่ชาวบ้านไม่ควรได้รับค่ะ เราเห็นความเย็นชาจากคนในเมืองหลวงที่คิดจะทิ้งพวกเขาเอาไว้ที่นี่ เพียงเพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ในที่ทำกินและไม่มีความรู้พอที่จะรักษาป่าด้วยตนเอง มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจมาก ความจริงแล้วคนในหมู่บ้านเข้าใจทุกอย่างดีมาก เพียงแต่ไม่มีใครเปิดใจฟังเสียงของชาวกะเหรี่ยงจริงๆ มันเป็นอคติของคนที่รักความเป็นเมืองและเป็นใหญ่ที่คิดว่าชนพื้นเมืองไม่ใช่เจ้าของทรัพยากรในประเทศ เรื่องของบางกลอยความจริงแล้วเป็นเรื่องของมนุษยธรรมมากกว่าธรรมชาติ แต่เป็นเคสตัวอย่างที่มีการอ้างธรรมชาติเพื่อมาทำร้ายกลุ่มคนจนบาดเจ็บเสียชีวิต เสียบ้านเรือน เสียภูมิปัญญา ทั้งยังได้รับความเกลียดชัง คำถามก็คือ ต่อให้พวกเขาขาดความรู้จริงๆแล้วเราเป็นใครถึงจะตัดสินให้เขาต้องดิ้นรนในความลำบากแร้นแค้นแบบนั้น เราเป็นใครกันถึงคิดว่าชีวิตของคนอื่นควรจะมีแค่นี้?

ELLE: เมื่อได้เห็นวิถีชีวิตที่คนอยู่กับป่า คุณคิดว่าเราใช้ชีวิตแบบผิดธรรมชาติกันอยู่หรือเปล่า
CHERAIM: เอมคิดว่าการใช้ชีวิตไม่มีคำว่าผิดธรรมชาติ มีแต่พึ่งพากับไม่พึ่งพาธรรมชาติ เพราะถ้าคุณเลือกที่จะไม่พึ่งพาหรือโอนอ่อนตามธรรมชาติอยู่แล้ว คุณก็คงไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด แน่นอนว่าคนที่พึ่งพาจะรู้จักสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่พวกเขาใช้โดยตรงได้ดีกว่า ทุกวันนี้ในเมืองความเป็นธรรมชาติมีน้อยมาก ความสะดวกสบายหรือปัจจัยต่างๆในชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ได้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมมากเท่าคนในชนบท ทำให้คนส่วนใหญ่ใส่ใจน้อยลงตามไปด้วย เอมคิดว่าชีวิตที่พึ่งพาและเป็นไปตามธรรมชาติให้ผลที่ดีกว่า เพราะมีหลายอย่างที่มนุษย์ควรได้รับโดยไม่ต้องพยายาม ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ดี น้ำที่สะอาด ความสมดุลของพื้นที่ป่าและพันธุ์พืช แต่ปัจจุบันเราต้องจับจ่ายเพื่อสิ่งเหล่านี้ เพราะเราคิดว่าคนกับป่าไม่สามารถอยู่รวมกันได้ และมนุษย์ก็มีความทะนงตัวแค่สองแบบเท่านั้น คือการคิดว่าต้องอยู่เหนือธรรมชาติ และไม่แตะต้องธรรมชาติ เอมอยู่ในแวดวงที่ถกเถียงเรื่องนี้มาสักพัก ก็ไม่เห็นใครคิดว่าเราควรอ่อนโอนตามลักษณะธรรมชาติเลย 

ELLE: เหตุการณ์ที่กินใจที่สุดจากที่ได้ไปใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอคือเรื่องอะไร
CHERAIM: เป็นตอนที่เอมดื่มน้ำตรงกำแพงของยักษ์ แล้วชาวปกาเกอะญอที่เป็นคนนำทางก็ดีใจมาก ดีใจจริงๆ ขอถ่ายรูปใหญ่เลยค่ะ เขาบอกว่าใครๆขึ้นมาก็บอกว่าน้ำเขาสกปรก ดื่มไม่ได้ ต้องเอาน้ำ เอาอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมาเอง มีเอมคนเดียวที่ดื่มน้ำเหมือนชาวกะเหรี่ยง ช่วงนั้นในหมู่บ้านบางกลอยล่างมีการซ่อมท่อส่งน้ำด้วย ทำให้น้ำในหมู่บ้านไม่ไหล พอเอมมาใช้ชีวิตกับแม่น้ำอยู่ 2-3 วันก็เลยเข้าใจว่าพวกเขาต้องดูแลน้ำอย่างไร ตรงไหนที่ใช้ซักล้าง ตรงไหนใช้อาบ ใช้ดื่ม ตรงไหนกินไม่ได้ ลงไม่ได้ ทุกอย่างมันมีระบบในตัวของมันเอง นอกจากนั้นก็มีแหล่งอาหารในน้ำที่เก็บกินได้ตลอดปีด้วย 

เราเดินไปเกือบถึงผาน้ำหยดก็กินแรงหมดแล้ว ถ้าต้องแบกของขึ้นไปเยอะๆคงไปไม่ถึงไหน แต่ชาวกะเหรี่ยงเดินตัวปลิวเพราะเขาใช้ลักษณะของป่ามาเกื้อหนุน ตอนนั้นถึงเข้าใจว่าเราจะเอาสายตาของคนเมืองมาตัดสินเขาไม่ได้ น่าตลกที่กลับมากรุงเทพฯก็ยังมีคนมาว่าไปดื่มน้ำในแม่น้ำคือการกระทำที่ไม่มีหัวคิด เอมเห็นคนเหล่านั้นเคยมาสนใจ #saveบางกลอยด้วย ก็เลยถามไปว่า “ถ้าต้องขึ้นใจแผ่นดินถึง 7 วัน คุณจะอยู่อย่างไร? คุณจะแบกเมืองขึ้นไปเหรอ?”

ELLE: การรักษาสิ่งแวดล้อมคือสิทธิหรือหน้าที่ เป็นทางเลือกที่จะมองเห็นหรือมองข้ามไปก็ได้
CHERAIM: ควรจะเป็นหน้าที่นะคะ (หากไม่ติดว่าเอมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ประเทศไทยตีความคำว่าสิทธิอย่าไร มันก็อาจจะเป็นสิทธิได้ แต่ความเข้าใจเรื่องสิทธิของคนในสังคมต้องไปในทางเดียวกันเสียก่อน) สิ่งที่สร้างประโยชน์และผลกระทบต่อคนส่วนรวมเท่าๆกันคงไม่สามารถที่จะเป็นแค่ทางเลือกของคนบางคนได้ มีชนพื้นเมืองมากมายที่ใช้ชีวิตกับธรรมชาติแล้วได้รับผลกระทบจากมลภาวะที่สร้างขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของคนเมือง คนที่รับความเจริญมุ่งรักษาสิทธิที่จะเจริญยิ่งขึ้นและตีกรอบว่าบ้านของคนควรจะเป็นปอดของตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเราควรดูแลทรัพยากรเท่าๆกัน ทั้งต้องเผื่อพื้นที่ให้วิถีชีวิตแบบอื่นดำรงต่อไปด้วย

ELLE: อะไรคือสิ่งที่เราจะทำได้อย่างน้อยที่สุด และทำได้อย่างมากที่สุดในการปกป้องสิ่งแวดล้อม
CHERAIM: เอมคิดว่าทุกคนควรหันมาสนใจโครงสร้างของนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมต่างๆให้มากขึ้น ทุกวันนี้เรายังหลงอยู่ในภาพลวงแบบเดิมๆว่าพฤติกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมต้องมีอะไรบ้าง เผาป่า เผาขยะ ทิ้งขยะลงแม่น้ำ การสัญจรด้วยรถยนต์ส่วนตัวหลายๆคัน ใช้หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก ความจริงแล้วหัวข้อพวกนี้เป็นสิ่งที่เล็กมากและเริ่มต้นที่ตัวเองได้ แต่เราไม่สามารถทำหลายๆอย่างด้วยตัวเองได้ เช่น หยุดการสร้างเขื่อน ควบคุมปริมาณของโรงงานถ่านหิน ตรวจสอบกระบวนการผลิตของเกษตรอุตสาหกรรม จัดการระบบทิ้งขยะและจัดการขยะ หรือทำให้คนที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและขาดความรู้มีอาชีพที่ยั่งยืนได้ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยหน่วยงานที่ใหญ่กว่านั้นทั้งสิ้น เอมอยากให้คนเลิกมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใกล้ตัวในแบบที่คุณเปลี่ยนมามี eco lifestyle แล้วจะแก้ไขได้ทั้งหมด มันใกล้ตัวเราแน่นอน แต่ไม่ใช่ความผิวเผินแบบนั้น

ELLE: อะไรคือเรื่องที่คุณมองว่าคนเข้าใจแบบผิดๆ หรือถูกทำให้โรแมนติกเกินไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
CHERAIM: คงจะเป็นคำว่า ‘เริ่มที่ตัวเอง’ คำนี้ไม่ได้มีอะไรผิด แต่ในปัญหาสิ่งแวดล้อมมักมีคนตั้งแง่ว่าทำไมผู้ประสบปัญหาถึงไม่แก้ทุกอย่างด้วยตนเอง เราต้องเข้าใจก่อนว่าคนที่จะแก้ไขทุกอย่างได้จากตัวเองต้องเป็นคนที่ร่ำรวยพอสมควร คุณต้องมีเงินซื้อกระติกน้ำ ขึ้นรถไฟฟ้าได้ ซื้อผลิตภัณฑ์ที่แพงกว่า มีเครื่องฟอกอากาศ มีพื้นที่พอจะปลูกสวน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทุกคนจะหามาได้ ธรรมชาติจะอยู่ได้ก็ต้องอยู่ที่คนด้วย เพราะคนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการและปัจจัยอื่นๆจะต้องพึ่งพาธรรมชาติมาก คนกลุ่มนี้ต้องรู้จักที่จะดูแลที่ที่เขาอาศัย ไม่อย่างนั้นเขาจะอยู่ต่ออย่างไร? ตอนที่อยู่ต่างประเทศเอมสามารถพกกระติกไปเติมน้ำดื่มได้ ประหยัดทั้งค่าน้ำและขวดพลาสติก แต่ในไทยต่อให้พกออกไปจากบ้านก็ไม่มีที่ให้เติมอยู่ดี นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆว่าเมืองของเราเอื้อต่อการให้คนทุกชนชั้นดูแลและเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติมากแค่ไหน

ELLE Special June 2021 
เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Photo: AKKAPON KUMPUSAN

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH