IN THE MAG

จากแฟชั่นโชว์สู่ภาพยนตร์ เมื่อระบบนิเวศไม่เอื้อ แฟชั่นคงต้องทดลองหาข้อดีใหม่

การทดลองของเหล่าแบรนด์ในยุคนิวนอร์มอลเวิร์กหรือไม่?

30 MAR 2021

ไม่ต้องพูดเยอะก็รู้กันว่าเรามาอยู่ในจุดที่ตารางเวลาและฤดูกาลในการออกคอลเล็กชั่นของเหล่าดีไซเนอร์และโชว์ของพวกเขาปั่นป่วนถึงที่สุด ไหนจะล็อกดาวน์ที่ทำให้ทำงานตามปกติไม่ได้ ไหนจะพรมแดนปิด และแม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดจะดีขึ้นมากแล้ว แต่คำว่า “ดีขึ้น” ก็แสนจะเปราะบางเหลือเกิน ดูอย่างที่เมืองไทยของเราต้องเจออีกรอบเมื่อต้นปีสิ

แต่ความไม่แน่นอนพวกนี้นี่แหละที่บีบบังคับให้เหล่าดีไซเนอร์ทำงานหนักขึ้น ใส่อารมณ์และความรู้สึกกับงานมากขึ้นจนคั้น “ความสร้างสรรค์” ในการนำเสนอผลงานขึ้นมาได้อีกระดับ ไม่ว่าความสร้างสรรค์ที่ว่าจะเวิร์ก หรือกลายเป็นความสร้างสรรค์ที่ผู้คนมองว่า “หาทำ” เกินไปก็ตาม เราก็ได้เห็นอะไรใหม่ๆในวงการแฟชั่น ตั้งแต่ศัพท์ “Phygital” การเชิญชวนผู้คนมาประชุมด้านแฟชั่นกันทาง Zoom โดยไม่สนใจว่าเนื้อหาที่พูดจะน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ไปจนถึงการประโคมภาพยนตร์แฟชั่นที่หนักหน่วงมากขึ้น เป็นที่มาของเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึง อันที่จริงต้องบอกก่อนว่าเราอยากพูดถึงเพราะมันดูจะเวิร์กที่สุดแล้วในบรรดาทุกข้อที่ยกมา

“Fashion Film” เคยติดอยู่กับภาพของหนังที่คนในวงการภาพยนตร์มองว่าเป็นหนังไร้สาระ เน้นภาพวัยรุ่นในเสื้อผ้าสวยเก๋บนเส้นเรื่องแสนซ้ำซาก แต่ไม่ได้พูดแบบเข้าข้างใคร ตอนนี้หลายแบรนด์แฟชั่นทำลายภาพนั้นทิ้งเสียเกลี้ยงแล้ว ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

ภาพยนตร์แฟชั่นตั้งแต่ความยาวสั้นๆเพียง 2 นาที ไปจนถึงสารคดีสั้นเข้ามาทำหน้าที่แทนแฟชั่นโชว์ที่จัดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างดี ยอดชมในยูทูบและอินสตาแกรมเป็นคำตอบได้ชัดเจน บางแบรนด์ปรับตัวได้อย่างแนบเนียนสร้างแฟชั่นโชว์กึ่งภาพยนตร์ขึ้นมาเสียเลย จากเดิมที่มักเดินกลางปารีส มีหอไอเฟลเป็นฉากหลัง ก็ย้ายไปเดินมันซะกลางทะเลทราย เติมแสงสีเสียงให้ดูเป็นภาพยนตร์ผจญภัยอารมณ์ฟุ้งๆ มีกลิ่นอายโรแมนติกไปเสียเลย คนดูอย่างเราก็สนุกเลยงานนี้

บางแบรนด์ก็ถือว่าชาญฉลาดและโชคดีในเวลาเดียวกัน อย่างดีไซเนอร์สาวชาวไอริช Simone Rocha ที่สามีของเธอทำงานถ่ายทำภาพยนตร์อยู่แล้ว ภาพยนตร์แฟชั่นล่าสุดของเธอในช่วงโควิดที่เน้นถ่ายทอดด้านที่แข็งแกร่งของผู้หญิงผ่านรายละเอียดบนเสื้อผ้าจึงเวิร์กเสียยิ่งกว่าโชว์ที่ผ่านๆมาด้วยซ้ำ จะเรียกว่าสถานการณ์บังคับจนได้ดีก็คงไม่ผิด

กลับมาทางแบรนด์ใหญ่ที่กำลังบูมสุดๆจากบ้าน Kering อย่าง Bottega Veneta อย่าเพิ่งไปนับประเด็นที่แบรนด์เพิ่งลบเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมทิ้งไป แต่เราขอย้อนไปเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้วที่แบรนด์ปล่อยหนังสั้น “Men” ออกมาเพื่อพาผู้ชมสำรวจประเด็น “Toxic Masculinity” ถือเป็นงานสวยๆ ดูเพลิน ที่ Daniel Lee ชวนช่างภาพมือดี Tyrone Lebon มาร่วมสร้าง ภาพยนตร์เล่าเรื่องโดยการให้ศิลปินหลากหลายแขนงมาสวมเสื้อผ้าที่แดเนียลออกแบบ มีทั้งฉากถอดและฉากใส่ พลางพูดถึงนิยามที่แต่ละคนมีต่อคำว่า “Masculinity” เราก็ต้องขอชมว่าเป็นการขายเสื้อผ้าพลางบอกเล่าจุดยืนด้านสังคมของแบรนด์ไปได้อย่างแนบเนียน ซึ่งเขาเข้าใจในโลกสากล ขออนุญาตเน้นคำว่าโลกสากล จุดยืนด้านสังคมของแบรนด์นั้นสำคัญมากเหลือเกินต่อการเลือกซื้อสินค้าของผู้คน

เหล่านี้อาจทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าแฟชั่นโชว์ทั้งแบบที่เคยมีมาและแบบที่ปรับมาแล้วเพื่อให้เข้ากับยุคเว้นระยะห่างยังเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ “ขาดไม่ได้” จริงๆหรือ ในยุคที่ทุกคนแย่งความสนใจจากผู้บริโภคกันอย่างลากเลือด สถานการณ์ที่บีบบังคับก็ได้ผลักแต่ละแบรนด์ไปสู่การทดลองใหม่ที่บางครั้งอาจตอบโจทย์มากกว่าเคยด้วยซ้ำ คิดง่ายๆดูสิว่าแฟชั่นโชว์แบบที่นางแบบมาเดินจะบอกเล่าปรัชญาของแบรนด์ได้มากขนาดไหนกันเชียว

เรื่องที่น่าติดตามไม่ใช่แค่นั้น เพราะนอกจากที่ตอนนี้แต่ละแบรนด์ยังจัดงานใหญ่ไม่ได้ และเราต้องนั่งคอยดูความเคลื่อนไหวแบบใหม่ๆของแต่ละเจ้า เราอดคิดไม่ได้จริงๆว่าเมื่อโลกกลับมาปกติ ผู้คนสัญจรข้ามประเทศ ชุมนุมกันได้ดังเดิม ระบบนิเวศของแฟชั่นโชว์จะกลับมาเป็นอย่างเดิมหรือเปล่าในเมื่อ “ช่องทางสื่อสาร” บางช่องถูกพบแล้วว่าดีกว่า

Story: CCsrivilai

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH