BEAUTY

ไลฟ์สไตล์ยุคโควิด 19 ที่ต่อไปนี้สุขภาพดีจะมาพร้อมความงามที่ยั่งยืน

มอยส์เจอไรเซอร์กระปุกนี้ใช้แล้วจะทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเปล่านะ

11 JUN 2021
Beauty Editor

MALLIKA BOONYUEN

A More Natural Vibe

ความสวยที่ไม่ได้คำนึงแค่ตัวเราแต่ยังเผื่อแผ่ไปสู่สิ่งแวดล้อม การมองภาพผลกระทบในมุมที่กว้างขึ้น เทรนด์ความงามที่คู่มากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ในขณะที่เรายังต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์โรคระบาดที่แสนหนักหนาสาหัส

The Impact of The Pandemic

ต้องยอมรับว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกแวดวง แน่นอนว่าผลกระทบนั้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นำมาสู่ไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ๆ ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่เราต้องโยงเข้ามาถึงวงการความงาม จากกระแส Clean Beauty หรือ Green Beauty ที่มีแนวโน้มมาแรงอยู่แล้วก่อนเกิดโรคระบาด ปี  2021 นี้ความเปลี่ยนแปลงยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อผลิตภัณฑ์ความงามเหล่านี้ขายควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคโควิด 19 ที่ต่อไปนี้สุขภาพที่ดีจะมาพร้อมความงามที่ยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ

เมื่อก่อนเราอาจจะยังมีคำถามชวนสงสัยว่าความแตกต่างบนฉลากผลิตภัณฑ์ความงามที่มีทั้ง Natural, Organic หรือ  Sustainable ซึ่งเดี๋ยวนี้มีคำว่า Clean Beauty แล้วจะเลือกยังไงล่ะทีนี้ แต่ผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่ตัวอักษรที่ว่าแต่ยังฉลาดล้ำไปไกลมองถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพ่วงไปอีกเลเวล งานนี้จึงถือเป็นงานหนักของแบรนด์ความงามในตลาดที่จะทำอย่างไรให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ความงามสักชิ้น “มอยส์เจอไรเซอร์กระปุกนี้ฉันใช้แล้วจะทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเปล่านะ?” เพราะกังวลว่าสารเคมีบางชนิดรวมทั้งแพคเกจจิ้งของผลิตภัณฑ์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

A True Revolution

เมื่อวิกฤติโรคระบาด (Covid Crisis) ทำให้ผู้บริโภคมองอะไรที่ทั้ง “ปลอดภัย” และ “ป้องกัน” ไปพร้อมกันแบบนี้ ที่นำร่องด้วยประเทศเจ้าแม่แห่งวงการความงามอย่างฝรั่งเศสที่เริ่มทำให้ผู้บริโภคมั่นใจขึ้นด้วยการนำวัฒนธรรมการรับประทานอาหารที่ดีมีคุณภาพ ความเป็นอยู่และไลฟ์สไตล์แบบฉบับฝรั่งเศสมาเชื่อมโยงกับวิถีความงาม การดูแลผิวพรรณด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่นผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสที่มีรสนิยมเรื่องกลิ่นหอมก็จะไม่เลือกผลิตภัณฑ์ความงามใดๆ ก็ตามที่มีกลิ่นหอมมากเกินเหตุเพราะนั่นหมายถึงสารเคมีที่ใส่ในปริมาณมากนั่นเอง ตัวเลือกของพวกเขาคือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัยควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารแนวออร์แกนิคที่ตอนนี้กำลังเป็นตลาดที่ต้องการอย่างมากและการถกเถียงเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

ในขณะที่ฝั่งอเมริกาจุดกำเนิดของ Clean Beauty ผลิตภัณฑ์ความงามไร้สารเคมีนี้ย้อนกลับสู่ความน่าเชื่อถือความก้าวล้ำของวิทยาศาสตร์ อย่างส่วนผสมของเปปไทด์หรือเรตินอลที่มาจากห้องทดลอง เพราะมองในมุมของผลลัพธ์ว่านี่แหละคือความงามอย่างแท้จริงและเห็นผลลัพธ์ชัดเจน แต่ไม่ว่ายังไงในฐานะผู้บริโภคไม่ว่าจะเลือกเทรนด์ฝั่งยุโรปหรืออเมริกาเราก็ได้รับประโยชน์เต็มๆ อยู่ดี

Cleaner & Greener

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาธุรกิจความงามทำงานหนักกันมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่อง “Greener และ Cleaner” ในเชิงวิทยาศาสตร์นั่นก็คือการศึกษาทั้งในแง่ส่วนผสมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน หลายๆ แบรนด์เริ่มมีผลิตภัณฑ์ประเภทย่อยสลายได้ (Biodegradable) อย่าง Kiehl’s Nourishing Body Oil ที่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้มากถึง 99.91% ซึ่งส่วนผสมหลักนั้นมาจากธรรมชาติเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ “ไอเดียทั้งหมดมาจากเพราะเราต้องการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการหาส่วนผสมจากธรรมชาติที่เอื่อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งนี่รวมอยู่ในกระบวนการของการเก็บเกี่ยว การสกัด ที่เลือกใช้วิธีส่งผลกระทบต่อธรรมชาติให้น้อยที่สุด” Jen Novakovich (ผู้ก่อตั้ง The Educational Organisation The Eco Well) กล่าว

ชุดกระโปรงผ้ากำมะหยี่ตัดต่อแขนต่างสีจาก SportMax ตุ้มหูห่วงประดับคริสตัลต่างสีรุ่น Chroma และตุ้มหูหนีบคริสตัลรุ่น Milenia ทั้งคู่จาก Swarovski Collection 1 by Giovanna Engelbert

The Major Challenge With Recycling

ไม่ใช่แค่การแข่งขันกันเรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติเท่านั้นแต่ในธุรกิจความงามยังต้องแข่งขันกันเรื่องบรรจุภัณฑ์อีกด้วย สิ่งนี้ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคสายรักษ์โลกด้วยเช่นกัน เราจะเห็นหลายๆ แบรนด์หันมาเลิกใช้พลาสติกแบบถาวรโดยค่อยๆ เปลี่ยนหน้าตาบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกล้วนมาเป็นวัสดุรีไซเคิล เจ้าแม่ความงามยักษ์ใหญ่อย่าง L’oréal ก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจากนี้ไปสินค้าในเครือจะต้อง “นำกลับมาใช้ได้และย่อยสลายได้” ภายในปี 2025

ส่วนทางฝั่งคอนซูเมอร์โปรดัคส์อย่าง Uniliver ก็เริ่มมีการเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์อย่างตัวปั๊มที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่ใช้วัสดุที่เป็นโลหะแล้วเปลี่ยนมาใช้เป็นวัสดุรีไซเคิลเท่านั้น ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวัสดุที่นำมาใช้แต่ยังครอบคลุมไปถึงเรื่องการรีฟิลที่หลายๆ แบรนด์เริ่มค่อยๆ พัฒนาออกมาไม่ว่าจะ Dior, La Prairie, L’Occitane, The Body Shop

แต่สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดสำหรับธุรกิจความงามในเรื่องการอนุรักษ์แวดล้อมนี้ดูจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์ในไลน์เมคอัพมากกว่า เพราะบรรจุภัณฑ์ประเภทรีไซเคิลนั้นดูจะสวนทางกับผลิตภัณฑ์แต่งแต้มสีสันที่ต้องใช้วัสดุประเภทพลาสติก โลหะและกระจกเพื่อความสวยงามประกอบกันไปด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งงานหนักของบรรดาเหล่าดีไซเนอร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่จะทำอย่างไรให้ทั้งภาพลักษณ์ของแบรนด์ สีสันสวยๆ และรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วยกันในความเป็นจริง

The “Water-Free” Challenge

อีกหนึ่งความท้าทายปิดท้ายเทรนด์รักษ์โลกที่กำลังมาแรงมากในปีนี้ นั่นคือ Water – Free ซึ่ง “น้ำ” ถือเป็นส่วนประกอบ สำคัญมากถึง 60-80% ของสูตรส่วนผสม ไม่ว่าจะเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ โทนเนอร์ โลชั่นหรือแม้กระทั่งเซรั่ม ยิ่งโดยเฉพาะ บอดี้โลชั่น แชมพูและเจลอาบน้ำนั้นมีส่วนประกอบของน้ำมากถึง 95% เลยทีเดียว ซึ่งในอนาคตเราอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ ประเภทเข้มข้น (Concentrated) ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เพื่อลดปริมาณและสัดส่วนของน้ำให้น้อยที่สุด ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้ ริเริ่มมาจากประเทศเกาหลีตั้งแต่ 2015 และอย่าลืมว่าในโลกใบนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรทางน้ำอย่าง มากโดยเฉพาะน้ำดื่มแล้วทำไมเราถึงจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมากขนาดนั้นกับแค่ผิวของเราด้วยล่ะ? เรียกว่าเป็นอีกหนึ่ง มุมมองที่น่าสนใจทีเดียวนะคะสำหรับแบรนด์ความงามที่จะต้องช่วยกันเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ทันกับความงามเจเนอเรชั่น ใหม่ๆ ที่มากมายไอเดียรักษ์โลกขึ้นทุกวัน

SUDTANA Bergamot, Mint & Turmeric Scalp & Roots Revival Treatment

ทรีทเมนต์ดีท็อกซ์หนังศรีษะและรากผมให้สะอาดล้ำลึก (ราคาประมาณ 1,400 บาท)

PAI SKINCARE Avocado & Jojoba Hydrating Day Cream

ครีมสำหรับกลางวันเติมความชุ่มชื่น (ราคาประมาณ 2,000 บาท)

DRUNK ELEPHANT Juju Bar

สบู่สูตรอ่อนโยนช่วยผลัดเซลล์ผิว (1,090 บาท)

OLE HENRIKSEN Banana Bright™ Eye Crème

อายครีมเนื้อเบาละมุนช่วยเพิ่มความไบรท์ (1,900 บาท)

CAUDALIE Vinoperfect - Radiance Serum Complexion Correcting

เซรั่มปรับสภาพสีผิวให้ดูกระจ่างใส (2,910 บาท)

DAVINES Heart of Glass Silkening Shampoo

แชมพูสารสกัดจากธรรมชาติสูตรสำหรับผมทำสี (950 บาท)

HERBIVORE BOTANICALS Cloud Jelly

เติมความฉ่ำอิ่มฟูให้ผิวดูนุ่มนวล (ราคาประมาณ 1,800 บาท)

TATA HARPER Mask

มาสก์ 4 สูตรสำหรับผิวกระจ่างใส เติมความชุ่มชื่น ขจัดสิ่งสกปรกล้ำลึก (2,450 บาท)

BIOSSANCE Squalane + Vitamin C Rose Oil With Aimee Song

ออยล์บำรุงผิวให้ดูกระจ่างใส (2,650 บาท)

ELLE Beauty Story June 2021

Photographer : Per Florian Appelgren  c/o Snaetch
Styled: Atinan Nitisunthonkul
Beauty Editor : Mallika Boonyuen
Makeup & Hair : Tanja Kern c/o 21Agency
using Charlotte Tilbury cosmetic and  Leonor Greyl hair products
Manicurist: Laura Ann Olland c/o 21Agency
Model: Carolin Loosen c/o Mega Model
Digital Images: Retush
Studio: Studio C104
Photo: Courtesy of the Brands

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH