IN THE MAG

เปิดใจ 'เอ๋ย-พิมพ์ดาว สุขะหุต' แห่ง Sretsis กับเส้นทางการต่อสู้ช่วงวิกฤตโควิด-19

แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่ไม่เลย์ออฟพนักงานเลยแม้แต่คนเดียว

11 AUG 2021

เอ๋ย-พิมพ์ดาว สุขะหุต
ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และผู้ร่วมก่อตั้ง Sretsis

ELLE: การปรับตัวรอบแรกกับปัจจุบันต่างกันอย่างไร
PIMDAO SUKHAHUTA: รอบแรกเราปรับไลฟ์สไตล์และปรับการทำงานค่ะ หน้าร้านปิด พนักงานทุกคนต้องเปลี่ยนมา WFH ในตอนนั้นแคปซูลคอลเล็กชั่นชื่อ Quarandreams นำซิกเนเจอร์มาปรับให้เป็นฟอร์มเสื้อผ้าสวมใส่สบาย เนื้อผ้าดูแลง่าย ซึ่งได้ผลตอบรับค่อนข้างดี แต่พอมันมาบ่อยจะทำแบบเดิม ซ้ำๆไม่ได้ พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปแล้ว พอมาถึงปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับคุณค่าและจุดประสงค์ของแบรนด์ Sretsis ซึ่งเน้นย้ำเรื่องความยั่งยืน รับผิดชอบต่อกระบวนการผลิต การใช้วัสดุแบบ zero waste ซึ่งตอนนี้ไปไกลกว่าเดิม เราเน้นย้ำความยั่งยืนในดีไซน์ด้วยค่ะ ไม่อยากทำเสื้อผ้าดูเทรนดี้หรือดูเก๋แค่ตอนนี้ พยายามคำนึงถึงความเป็นตัวตนของเราที่ลูกค้าให้คุณค่า ชุดที่เขาซื้อไปต้องใส่ได้บ่อย ต้องมีคุณค่าในตัวของมัน แม้เวลาจะผ่านไปแต่คุณภาพต้องดี อยากทำแบบเสื้อผ้าให้น้อยลงแต่ไปเน้นคุณภาพและความยั่งยืนของแต่ละแบบให้มากขึ้น

ELLE: การชูจุดแข็งทำให้ลูกค้ากลับมาหามากขึ้น แม้ว่าพฤติกรรมของเขาจะเปลี่ยนไป
P.S.: ใช่ค่ะ อย่างล่าสุดมีคอลเล็กชั่น Archive ได้รับการตอบรับดีมาก ทำคอลเล็กชั่นนี้หลังจากโควิด-19 เกิดขึ้น มันแสดงให้เห็นว่ามุมมองการออกแบบของเราเปลี่ยนไปแล้ว มานั่งคิดกันว่าต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันทุกๆ 3 เดือนเลยเหรอ อย่างลายพิมพ์ซิกเนเจอร์ลูกค้าชอบทำไมไม่เอามาต่อยอด เช่น ปกติลายนี้จะอยู่บนผ้าไหมชีฟองซึ่งใส่ยาก ถ้าลองเปลี่ยนมาเป็นผ้าเรยอนแทนละ หรืองานปัก ปกติงานพวกนี้ sold out ตลอดเพราะลูกค้าชอบงานคราฟต์ แต่พอมาอยู่บนผ้าไหมจะใส่ครั้งหนึ่งก็ต้องระวัง ก็นำมันกลับมาตีความใหม่ เอามาปักบนผ้าเดนิมแทน ซึ่งยิ่งซักก็ยิ่งเฟดลาย หรือไม่ซักก็สวยเหมือนเดิม หรือใช้ผ้าค็อตตอน 100% เพื่อให้ลูกค้าสามารถซักเองได้ไม่ต้องส่งซักแห้งแล้ว คือเขายังได้ความเป็นตัวตนของ Sretsis อยู่ แต่อยู่ในบริบทสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้นค่ะ

ELLE: ร้านมีความสำคัญสำหรับแบรนด์แฟชั่น แต่ปัจจุบันคนไม่ออกมาเดินห้างเหมือนก่อน หน้าร้านยังสำคัญอยู่หรือไม่
P.S.: เราคิดว่ายังต้องมีต่อไปค่ะ แล้ววันหนึ่งมันจะต้องผ่านไปแน่นอน การปิดหน้าร้านในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เพราะมีเรื่องของสัญญาด้วยค่ะ แม้หน้าร้านตอนนี้อาจไม่ใช่จุดหลักในการขาย เพราะเน้นการขายออนไลน์แทน แต่หน้าร้านสามารถมีวินโดว์ดิสเพลย์เวลาออกคอลเล็กชั่นใหม่ หรือเวลาลูกค้ามาซื้อของที่ร้าน ด้วยความคนน้อยอยู่แล้ว มันก็เหมือนเป็น social distancing ในตัวระดับหนึ่ง แต่ที่กระทบมากๆเลยคือ Sretsis Parlour คาเฟ่ให้คนมานั่งกินขนมซึ่งปกติเราไม่ได้มีโต๊ะเยอะอยู่แล้ว อันนี้ปิดมาหลายเดือนแล้วค่ะ และไม่สามารถปรับเมนูขายได้เพราะร้านไม่ใช่ลักษณะแบบเดลิเวอรี่ แต่เป็นการให้ลูกค้ามารับประสบการณ์มากกว่า เลยจำเป็นต้องหยุดชั่วคราว และปรับให้เป็นไพรเวตเซอร์วิสลูกค้าที่สามารถนัดหมายเพื่อเข้ามาเลือกชมสินค้าโดยมีพนักงานคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแทน และแบรนด์ของเราไม่เลย์ออฟพนักงานเลย ใช้วิธีปรับเปลี่ยนหน้าที่ของพนักงานให้เข้ากับสถานการณ์  แต่เอาจริงๆ ถ้าเลือกได้อยากจะหยุดหน้าร้านสัก 3 เดือนเหมือนกัน

ELLE: กลยุทธ์ที่แบรนด์ต้องปรับจากหน้าร้านสู่ออนไลน์
P.S.: เราต้องเพิ่มเรื่องการทำการตลาดทางออนไลน์ เพราะไม่สามารถมีอีเวนต์ปล่อยคอลเล็กชั่นได้ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความต้องการหรือช่วยเรื่องการขาย แปลนการทำงานเปลี่ยนแน่นอนค่ะ ปกติเวลาออกคอลเล็กชั่นใหม่จะมีภาพแคมเปญและวิดีโอ ซึ่งเมื่อก่อนมันพอแล้ว แต่ตอนนี้อย่างเวลาถ่ายลุคบุ๊กในแต่ละชุดเราต้องมีวิดีโอแอ็กชั่นของนางแบบด้วย ไม่ใช่แค่ภาพนิ่งอย่างเดียวเพราะลูกค้าเขาไม่ได้สัมผัส หรือลองชุดด้วยตัวเอง เราเลยอยากเพิ่มอะไรบางอย่างลงไปให้เขาด้วย

ทำฟิลเตอร์ตามลายพิมพ์คอลเล็กชั่นประกอบด้วยเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ช่วงระลอกแรกเราพยายามเน้นทำคอนเทนต์ออนไลน์ที่มันเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ถ้าเปรียบเทียบระหว่างประสบการณ์จริงกับดิจิทัลมันให้ผลคนละแบบอยู่แล้ว แต่เอ๋ยว่าโลกมันไม่ย้อนกลับไปจุดเดิมแล้ว คงต้องหันมาโฟกัสการทำออนไลน์คอนเทนต์ในอนาคต ในมุมมองของเอ๋ยชาแลนจ์คือลูกค้าจะยังสามารถได้ประสบการณ์พิเศษกับคอลเล็กชั่นโดยที่ไม่ได้เห็นของจริงอย่างไร ส่วนเรื่องคอลเล็กชั่นอาจจะไม่ได้ทำคอลเล็กชั่นใหญ่อาจจะมาในรูปแบบของ drop แทน ซึ่งปรับแผนกันอาทิตย์ต่ออาทิตย์ค่ะ

ELLE: จุดแข็งที่ทำให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้
P.S.: เอ๋ยต้องขอบคุณทีมเวิร์กของคนทำงานและฐานลูกค้าทุกๆคนเลยค่ะ ส่วนใหญ่ลูกค้าของ Sretsis จะฮาร์ดคอร์ในเรื่องการแต่งตัวอยู่แล้ว ชอบแฟชั่น ชอบงานฝีมือ ชอบความสวยงาม ยิ่งเราปรับแนวคิดการดีไซน์เขาก็พร้อมจะซื้อเหมือนเดิม แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ใส่แต่ซื้อไปเก็บก่อนก็มี อย่างที่บอกพองานดีไซน์ยั่งยืนขึ้น เน้นคุณภาพงานของก็มีค่าขึ้นค่ะ สุดท้ายลูกค้าจะรู้สึกคุ้มกับเงินที่จ่ายไปกับเสื้อผ้าของเรา

แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าได้ความช่วยเหลือจากภาครัฐด้วยในการดูแลผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเช่าสถานที่ซึ่งบางครั้งหยุดเช่าเลยไม่ได้ ทางห้างเขาก็ช่วยเต็มที่แล้วละ อีกเรื่องคืออยากให้เร่งการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้ประกอบการที่ปิดไม่ได้คือโรงงาน ถ้าปิดคือทุกอย่างชะงักทำธุรกิจต่อไม่ได้เลย ถ้ามีตัวช่วยเรื่องวัคซีนสำหรับคนทำงานในโรงงานโดยเฉพาะ ไม่ต้องให้เขาไปลงทะเบียนกันเองซึ่งจะได้เมื่อไรก็ไม่รู้ บางครั้งเราฟังข่าวคลัสเตอร์จากคนทำงานแล้วไม่สบายใจ เอ๋ยก็ต้องจ้างรถพยาบาลมาตรวจโควิด-19 ซึ่งมันกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกเอง ถ้ากลัวจะเกิดคลัสเตอร์ก็น่าจะช่วยเรื่องคนทำงานในโรงงานด้วยก็น่าจะดีค่ะ

ELLE SPECIAL AUGUST ISSUE 2021
STORY: KHANAKON PHETTRAKUL, RATCHAKRIT CHALERMSAN
PHOTO: COURTESY OF THE BRANDS, THREETASES DEPAYASUWAN

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH