LIFESTYLE

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ของกี่เพ้าผ่านภาพยนตร์ฮ่องกงในตำนาน In The Mood For Love

มาร่วมไขรหัสแฟชั่นสุดคลาสสิกไปพร้อมๆ กัน

21 JUL 2021

หากคุณเคยดูภาพยนตร์เรื่อง In The Mood For Love ผลงานมาสเตอร์พีซอีกหนึ่งเรื่องจากผู้กำกับชื่อดังชาวฮ่องกงอย่างหว่องกาไว นอกจากเรื่องราวความรักต้องห้ามของคู่พระนาง โจวมู่หวัน (รับบทโดยเหลียงเฉาเหว่ย) และซูไหล่เจิน (รับบทโดยจางม่านอวี้) ที่หวานอมขมกลืนแต่กลับน่าประทับใจอย่างสุดซึ้งแล้ว เชื่อว่าอีกหนึ่งสิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน ก็คือความสวยสง่าของจางม่านอวี้ในชุดกี่เพ้าตามสมัยนิยมของสาวฮ่องกงในยุคนั้นที่ตราตรึงใจผู้ชมตลอดกาล

Photo: IMDB

วันนี้แอลจึงอยากจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปมองประวัติศาสตร์ของชุดกี่เพ้าผ่านภาพยนตร์เรื่อง In The Mood For Love ว่ามีความเป็นมาอย่างไร พร้อมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในภาพยนตร์ และรวมภาพกี่เพ้าหลากหลายแบบไว้เป็นไอเดีย เผื่อใครอยากจะลองแต่งตัวเป็นคุณนายซูไหล่เจินดูสักครั้ง ก็สามารถดูรูปเหล่านี้ไปเป็นเรฟในการแต่งตัวได้เช่นกัน

Photo: IMDB

ในภาพยนตร์เรื่อง In The Mood For Love กำกับศิลป์และออกแบบเสื้อผ้าโดยวิลเลียม จาง ซึ่งเขาและทีมออกแบบได้ตัดเย็บชุดกี่เพ้าออกมากว่า 46 ชุด แต่ในภาพยนตร์เลือกใช้แค่เพียง 21 ชุดเท่านั้น อย่างไรก็ตามทางหว่องกาไวถึงกับออกปากในบทสัมภาษณ์กับ IndieWire ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างกับเป็นแฟชั่นโชว์ เพราะจางม่านอวี้เปลี่ยนเสื้อผ้าหลายครั้งในแต่ละฉาก

Photo: IMDB

ย้อนกลับไปในอดีต เดิมทีชุดกี่เพ้ามีประวัติศาสตร์เริ่มมาจากเสื้อผ้าในยุคสมัยของราชวงศ์ชิงที่มีชาวแมนจูเป็นคนปกครอง มีเพียงแค่ผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ได้สวมใส่ จะผู้หญิงหรือผู้ชายก็ใส่ได้แต่ต้องเป็นชนชั้นสูงหรืออยู่ในวัง และเสื้อผ้าก็ไม่ได้รัดรูปดังกี่เพ้าในยุคปัจจุบัน 

รูปคู่แต่งงานของชนชั้นสูงในราชวงศ์ชิง

Photo: ltl-shanghai.com

อีกประการหนึ่งคือ ในสมัยราชวงศ์ชิงนั้นไม่มีธรรมเนียมการรัดเท้าผู้หญิงเหมือนกับชาวฮั่น (ราชวงศ์ก่อนหน้า) เพราะพวกเขาเป็นชาวแมนจู วิถีชีวิตของพวกเขาคือการขี่ม้าและใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน หากจะบังคับให้ผู้หญิงรัดเท้าเป็นกลีบดอกบัวเล็กๆ อาจทำให้เดินเหินไม่สะดวก ใช้ชีวิตได้ลำบาก แต่ผู้นำที่เป็นผู้ชายก็ต้องการแสดงอำนาจว่าสามารถปกครองผู้หญิงได้เหมือนกับชาวฮั่น จึงให้ผู้หญิงแมนจูสวมใส่ชุดที่แนบไปกับลำตัวแบบกี่เพ้าและใส่รองเท้าเกี๊ยะแทน นัยว่าการสวมใส่เสื้อผ้าแบบนี้จะทำให้ผู้หญิงเรียบร้อยขึ้นเพราะถึงแม้จะหลวมอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายดังเดิม และการเดินบนเกี๊ยะสูงๆ ก็ทำให้เดินในท่าทางแบบเดียวกันกับการรัดเท้า เพียงแค่ไม่ต้องรู้สึกทรมานจากการถูกรัดจนเท้าหงิกงอเท่านั้นเอง

เหล่านางสนมในราชวงศ์ชิง

Photo: thepankou.com

แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติซินไฮ่ที่มีการล้มราชวงศ์ชิง แฟชั่นกี่เพ้าจากในวังก็ถูกนำไปสวมใส่โดยสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง พร้อมกับถูกดัดแปลงใหม่ให้ทันสมัยและเข้ารูปเพื่อให้เน้นรูปร่างของผู้สวมใส่ จึงทำให้กระแสกี่เพ้านั้นแพร่หลายเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีการดัดแปลงให้ทันสมัยตามแบบสไตล์ตะวันตก มีแขนกระดิ่ง แขนกุด บ้างก็บุด้วยขนสัตว์ หรือผ่าด้านข้างเพื่อโชว์เรียวขา กี่เพ้าจึงกลายเป็นเสื้อผ้ายอดนิยมในหมู่สาวๆ เซี่ยงไฮ้ จนแพร่หลายไปทั่วประเทศจีน

ซ่งเหม่ยหลิงหรือมาดามเจียงไคเชก สตรีหมายเลขหนึ่งของประธานาธิบดีในขณะนั้น

Photo: bbc.com

จนเมื่อถึงยุคสงครามกลางเมือง ชาวเซี่ยงไฮ้ที่มีฐานะหรือมีศักยภาพพอที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานได้ ก็ย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกงพร้อมกับนำพาแฟชั่นกี่เพ้านี้ติดตัวไปด้วย และเหล่าช่างตัดเสื้อที่มีฝีมือก็อพยพไปอยู่ที่ฮ่องกงเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน แฟชั่นกี่เพ้าจึงกลายเป็นเสื้อผ้า Everyday Look ของสาวฮ่องกงในขณะนั้น พวกเธอต่างสวมใส่กี่เพ้าในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการไปจ่ายตลาด ไปเล่นไพ่นกกระจอกกับเพื่อนๆ หรือไปทำงานก็ตาม ซึ่งหว่องกาไวก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิงเซี่ยงไฮ้ในยุคนั้นที่จะไม่สวมชุดนอนที่บ้านหรือต่อหน้าผู้คน พวกเธอจะแต่งตัวให้ดูดีอยู่เสมอ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คุณนายซูไหล่เจินมักจะสวมชุดกี่เพ้าในชีวิตประจำวันและคุณผู้หญิงหลายคนในบ้านเช่าเดียวกันก็สวมกี่เพ้ากันเป็นปกติ

Photo: IMDB

เรียกได้ว่าช่วงปี 1940-1970 เป็นยุคทองของกี่เพ้าเลยก็ว่าได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานกระแสกี่เพ้าก็ซบเซาลงไปเพราะมีเสื้อผ้าสไตล์ตะวันตกเข้ามาแทน จากเดิมที่คนสวมใส่เป็นชุดในชีวิตประจำวัน ก็กลายเป็นแค่เพียงชุดที่สวมใส่ในโอกาสสำคัญหรืองานเลี้ยงเท่านั้น

Photo: IMDB

ถึงแม้ In The Mood For Love จะฉายในปี 2000 แต่มีฉากหลังเป็นฮ่องกงในช่วงปี 1962 ทางทีมงานออกแบบเสื้อผ้าจึงต้องทำการบ้านผ่านการเลือกดูภาพยนตร์กว่า 300 เรื่อง เพื่อศึกษาว่าผู้หญิงฮ่องกงในยุคนั้นแต่งตัวอย่างไร มีแฟชั่นแบบใดที่พวกเขานิยมบ้าง ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นกี่เพ้าสไตล์เข้ารูป ส่วนแขนเสื้อนั้นเป็นแขนกุดหรือแขนเสื้อขนาดเล็ก และมีกระดุมติดอยู่อกด้านขวาพร้อมกับปกคอเสื้อที่สูงดังที่เราเห็นกันในภาพยนตร์

Photo: IMDB

ภาพยนตร์เรื่องนี้มักไม่ค่อยมีฉากที่ตื่นตาตื่นใจมากนัก มีแค่เพียงการพูดคุย เดินผ่านกันไปกันมา สวนทางกันบนบันไดแคบๆ ดังนั้นการออกแบบเสื้อผ้าและฉากมีผลเป็นอย่างมากกับการเล่าเรื่องผ่านภาพและถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละคร

Photo: IMDB

กล่าวคือเสื้อผ้าไม่ได้เป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ หรือเป็นแค่ชุดที่ซูไหล่เจินสวมใส่เท่านั้น แต่มันสามารถเล่าเรื่องราวและบอกอารมณ์ของเธอได้ในแต่ละวัน เพราะชุดกี่เพ้าเป็นส่วนหนึ่งของเธอและมันช่วยนำความสง่างามของเธอออกมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย กี่เพ้าที่ปรากฎขึ้นในภาพยนตร์จึงมีลวดลายที่หลากหลาย ทั้งลายดอกไม้ สีสันสดใส เรขาคณิต ลายทางต่างๆ เพื่อให้เสื้อผ้าเข้ากับฉากและอารมณ์ของตัวละครด้วย 

Photo: IMDB

หากวันไหนเธออารมณ์ดี เธอจะสวมใส่กี่เพ้าสีสันสดใสหรือลายดอกไม้ หากวันใดอารมณ์ขุ่นมัวหรือว้าวุ่นใจก็จะใส่กี่เพ้าสีทึบที่ดูอึมครึมหรือไม่สดใส แต่ถ้าบางวันมีความรู้สึกปนเปกันไป ก็จะใช้โทนสีที่ขัดแย้งกัน เหมือนกับอารมณ์ของคนเราที่อาจจะขึ้นๆ ลงๆ ได้ ตามสถานการณ์ที่พบเจอในแต่ละวัน และชุดของเธอก็จะช่วยบอกว่าเวลาในภาพยนตร์กำลังเปลี่ยนไป เพราะถึงแม้ฉากจะเป็นที่เดิมๆ แต่การเปลี่ยนชุดของเธอจะช่วยบอกได้ว่าวันหนึ่งผ่านไปแล้วเมื่อเธอสวมกี่เพ้าชุดใหม่

Photo: IMDB

Photo: IMDB

Photo: IMDB

Photo: IMDB

สีสันของชุดก็ช่วยบอกลักษณะอารมณ์และแทนความหมายได้หลายอย่าง เช่น ชุดกี่เพ้าสีเขียวก็มีความหมายสื่อถึงความอิจฉาในตอนที่เธอร้องไห้ ส่วนสีฟ้าก็หมายถึงความเศร้าโศกในตอนที่เธอคิดถึงโจวมู่หวันนั่นเอง

Photo: IMDB

Photo: IMDB

ในบางครั้งสีของกี่เพ้าก็จะเป็นไปตามอารมณ์ของฉากด้านหลังได้ เช่น ฉากที่แสดงถึงความรัก ความโหยหา กี่เพ้าก็จะเป็นสีโทนร้อนอย่างแดงหรือส้ม เราจะเห็นจากภาพยนตร์ได้ว่าสีแดงเป็นโทนสีหลักๆ ในการเล่าเรื่องผ่านภาพ ซึ่งจะช่วยเน้นย้ำอารมณ์และความลุ่มหลงระหว่างตัวละครเพื่อให้สมกับชื่อเรื่องว่า “In The Mood For Love” 

Photo: IMDB

ในขณะเดียวกัน ชุดกี่เพ้าก็จะกลมกลืนไปกับฉากด้านหลังได้ด้วย เช่น หากผ้าม่านเป็นลายดอกไม้ ชุดของเธอก็จะเป็นลายดอกไม้ หากฉากหลังห้องทำงานของเธอเป็นสีเขียว โทนสีเสื้อผ้าก็จะเป็นสีเขียวไปตามนั้น

Photo: IMDB

Photo: IMDB

และถ้าหากเราสังเกตดีๆ จะพบว่าเมื่อซูไหล่เจินกับโจวมู่หวันเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน เสื้อผ้าของทั้งสองคนจะเริ่มมีความกลมกลืนหรือมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันด้วย เช่น โทนสีของเสื้อผ้าหรือเสื้อผ้าลายทาง (คล้ายๆ กันกับเสื้อคู่ในยุคนี้)

Photo: IMDB

Photo: IMDB

Photo: IMDB

นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่อง In The Mood For Love ได้กลายเป็นสื่อที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายเพราะงานของหว่องกาไวมักจะมีลายเซ็นบางอย่างที่เป็นลายเซ็นเฉพาะตัว จึงทำให้ผลงานยุคหลังมานี้มักจะได้แรงบันดาลใจจากเขา ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายภาพยนตร์ หรือถ่ายแบบ คนไทยก็มักจะเรียกการกระทำด้วยสไตล์แบบนั้นว่า “กระทำความหว่อง” 

Photo: IMDB

นอกเหนือจากเทคนิคการถ่ายภาพแล้ว ก็ยังมีดีไซเนอร์บางคนก็ออกแบบคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าโดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เช่น แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทย Kloset ก็เคยออกแบบเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นประจำ Autumn/Winter 2017 ที่มีชื่อว่า Wake Up & Rise ที่เป็นเสื้อผ้าสไตล์วินเทจที่มีลายกราฟิกบนผืนผ้าที่ชวนให้เรานึกถึงกี่เพ้าหลากหลายสไตล์ของคุณนายซูไหล่เจิน

Photo: Facebook Kloset

Photo: Facebook Kloset

Photo: Facebook Kloset

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกี่เพ้าไม่ได้รับความนิยมเหมือนดังในอดีต แต่กี่เพ้าก็ยังกลับมามีอิทธิพลต่อแฟชั่นในยุคหลังอยู่ไม่น้อย เพราะดีไซเนอร์หลายคนได้นำรูปแบบของกี่เพ้ามาปรับใช้ในคอลเล็กชั่นของตนเอง เช่น Gucci, Ralph Lauren, Dolce & Gabbana เป็นต้น

Photo: Instagram @gucci

Photo: Instagram @ralphlauren

Photo: Weibo GUCCI

Photo: Instagram @dolcegabbana

และยังมีบางสายการบินของประเทศจีนที่ใช้ยูนิฟอร์มสไตล์กี่เพ้าอยู่บ้าง เช่น สายการบิน Hainan Airline ก็เชิญสวี่เจี้ยนซู่ (Xu Laurence) ให้มาร่วมออกแบบยูนิฟอร์มเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการนำเอาแฟชั่นกี่เพ้าที่ยอดนิยมในอดีตมาปรับใหม่ให้ทันสมัยและดูหรูหราเป็นอย่างมาก

Photo: Weibo 劳伦斯许LAURENCEXU

Photo: Weibo 劳伦斯许LAURENCEXU

สุดท้ายแล้วถึงแม้ผู้คนไม่นิยมใส่กี่เพ้าในชีวิตประจำวันอีกต่อไป แต่จะเห็นได้ว่าแฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกี่เพ้ายังคงปรากฎให้เห็นบนรันเวย์หลายต่อหลายครั้ง และกี่เพ้ายังคงเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศจีนจนถึงปัจจุบัน

ส่วนใครที่อยากชมภาพยนตร์เรื่อง In The Mood For Love ก็สามารถรับชมผ่านทางแอพพลิเคชั่น Disney+ ได้เลย

Cover Photo Courtesy: IMDB
Source: 1 2
Story: ภัทรณกัญ อนันเต่า

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH