IN THE MAG

คิม ต่อ สกาย ร่วมคายความในใจหลากหลายมุม หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดครั้งแรกในรอบหลายปี

กับมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไปของแต่ละคน

09 APR 2021

ในสายตาคนที่มองมาอาจเห็นว่าทั้งคิม-ต่อ-สกายอยู่ในจุดสูงมากในอาชีพแล้ว แต่พวกเขาคายความในใจหลายมุมกับแอล หลังจากได้แลกเปลี่ยนความคิดกับตัวเองอย่างลึกและนานเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

คิมเบอร์ลี่เป็นคนชอบทำงานโดยไม่รู้ตัว ?

"ว่างไงคะ” ไม่ได้ชอบโควิด ชอบที่ได้พัก ได้อยู่บ้านบ้าง ก่อนหน้านี้คิมทำงานหนักจนร่างกายไม่ไหว เป็นภูมิแพ้หนักมาก พอได้พักบ้างเลยรู้สึกดี หัดทำขนมปัง ดูจากยูทูบแล้วลองผิดลองถูก ทิ้งไปหลายก้อนมาก นักอบมือใหม่กล่าว แต่ยังไม่ถึงทำครัวซองต์ อาหารแห่งปี 2021 ได้ “มีช่วงหนึ่งที่คิมนอนไม่หลับ ประมาณเดือนที่แล้ว ไปหาหมอแล้วก็ไม่ได้เป็นที่ฮอร์โมน ทุกอย่างปกติ จิตแพทย์ก็บอกว่าเราปกติ แต่คิมคิดเอาเองนะว่าเราคงพักผ่อนเยอะเกินไป 10 ปีที่ทำงานมาเราไม่เคยพักนานขนาดนี้ก็เลยนอนไม่หลับ "คิมดูเหมือนคนชอบพักผ่อน แต่เพิ่งรู้ตัวว่าจริงๆแล้วชอบทำงาน”

ตระหนักอย่างลึกซึ้ง จนได้บทเรียนชีวิตว่าไม่มีอะไรแน่นอน

ไม่มีอะไรแน่นอนเลย แม้กระทั่งประเทศที่ใหญ่ที่สุด มีเงินเยอะที่สุด ใครที่รวยที่สุด จนที่สุด สุดท้ายก็ได้รับผลกระทบกันทั้งหมด และสุดท้ายของนอกกายก็เป็นของนอกกาย มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่เลิกช้อปปิ้งนะ ช้อปอยู่เพราะชีวิตไม่แน่นอนไง

ความไม่แน่นอนของคิมมาในรูปแบบไหน

ความไม่แน่นอนที่ว่ามาในรูปของคิวออกอากาศละครเรื่องใหม่ “สองเสน่หา” คิมเฉลยชื่อละคร “เรื่องนี้เล่นเป็นแฝด แฝดตัวพี่เป็นนักแสดง แล้วแฝดน้องปลอมตัวเป็นแฝดคนพี่ ต้องเล่นละครซ้อนละคร”  แฝดคนพี่จะฟาดๆ ขี้อิจฉา แฝดคนน้องจะไม่ค่อยรู้อะไร เบ๊อะๆบ๊ะๆ เป็นคนดี” เวลาเราหงุดหงิดใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเราก็เอาไปคูณแล้วแอ็กติ้งออกไป เวลาเล่นเป็นแฝดน้องที่อ่อนต่อโลก นุ่มนิ่ม ก็เอาความคิดมากของเราออกไป หลังจากนี้อยากได้บทคอเมดี้มาดีท็อกซ์ ขอบันเทิงบ้าง ขนาดไปกองถ่ายคิมยังสดใสไม่ได้เลย คนคิดว่าคิมเป็นบ้า วันไหนไม่มีซีนหนักมากก็จะติ๊งต๊องปกติ แต่เมื่อไรที่มีฉากดราม่าหรือต้องเล่นเป็นแฝดพี่ทั้งวันสายตาคิมจะไม่เหมือนเดิม จะเหวี่ยงนิดหนึ่ง ตอนแต่งหน้าช่างยังบอกว่า ‘นางมาแล้วๆ’ แววตาเปลี่ยน อีกนิดเดียวก็เป็นบ้าละ 

สกาย วงศ์รวี ผู้เอ่ยปากว่าตัวเองเป็นคนคิดมาก

“ผมเป็นคนคิดมากและคิดเยอะด้วย อย่างผมอ่านบทจนจำได้แล้ว แล้วก็คิดว่า เอ...หรือยังจำไม่ได้นะ แล้วก็อ่านใหม่อีก อ่านเกิน 10 รอบ แต่ละรอบก็อ่านนานมาก” รุ่นพี่คิมพยักพเยิดกับหนุ่มรุ่นน้อง “เชื่อว่านักแสดงเป็นกันทุกคนแหละ เราอยากทำงานให้ออกมาดี ซึ่งตอนนั้นก็อ่านภาษาไทยไม่ได้ พูดก็ไม่ชัด เครียดมาก แล้วก็เป็นผู้หญิงคนเดียวในกองที่มีผู้ชาย 4 คน (หมายถึงอั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ และณเดชน์ คูกิมิยะ) ซึ่งก็เละเทะอะไรก็ไม่รู้ แต่ผู้ชายทำอะไรก็ดีในวงการนี้” คิมทำเสียงระอา สกายเหวอ “อ้าว! โยนเหรอพี่” แล้วเลยเกทับคิมว่า “ผมอ่านบทจนถึงตี 2 ตื่นไปออกกองตี 5 แต่ผมเพิ่ง 22 เองครับพี่” ได้ยินเสียงคิมพึมพำว่า “คิมเคยอยากหยุดอายุไว้ที่ 22 ไปตลอด มันเป็นช่วงวัยที่ไม่ได้เป็นเด็กและไม่ใช่ผู้ใหญ่

ต่อ ธนภพ กับการทลายกำแพงในฐานะนักแสดง

“ผมอายุ 20 กว่าโดยที่เล่นเป็นเด็กอายุ 18 มาตลอด” ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจรพูดถึงบทบาทที่สวนทางกับคิม “นี่คือกำแพงของนักแสดงวัยรุ่นเลยนะ สังเกตไหมว่าถ้าเราเริ่มจากเป็นนักแสดงวัยรุ่น เรามักจะตายตอนเป็นวัยรุ่น ผมขมขื่นเลยนะช่วงที่เคยเกือบจะล้ม เกือบไม่รอด เจอความเชื่อที่ไม่มีใครกล้าเรียกเราว่าพี่ ทุกคนมองเราว่านี่คือ ‘น้องต่อ’ มันโหดร้ายกับเรามาก วันหนึ่งเราต้องเป็นผู้ใหญ่ แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อไม่มีใครพร้อมจะเชื่อเรา” ต่อระบายอย่างอัดอั้น “แต่วันนี้ผมอายุ 20 กว่าแต่เล่นเป็นคนอายุ 30 กว่าได้แล้ว” 

วิธีข้ามกำแพงของต่อ

“จริงๆแล้วไม่มีใครสร้างกำแพงนั้นหรอก เราแค่ต้องเข้าใจว่าชีวิตจะเจอกำแพงเสมอ ถ้าเราไม่หยุด เราจะเจอจุดตัดของตัวเองเสมอ ถ้าเราอยากไปอีกหรือจะเติบโตได้ เราต้องทุบ ทะลุ ข้าม อะไรก็แล้วแต่ เราต้องหาวิธี” สำหรับต่อวิธีการนั้นคือ “ผมข้ามกำแพงนักแสดงวัยรุ่นมาเป็นนักแสดงแมส “ผมเคยอยู่แต่ในกะลาทำงานกับที่ค่าย (นาดาว) ไม่ได้หมายความว่าค่ายคือกะลา แต่หมายถึงว่าโลกของเราเคยมีแค่ค่ายเรา จนวันหนึ่งเราออกมาเจอความเป็นจริงว่าไม่ใช่เลย ค่ายเราเป็นส่วนประกอบของโลกนี้ ทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนนะถ้าอยากอยู่รอด แต่พอออกมาก็โง่เลย ตอนไปออกกองละครครั้งแรกผมโง่มาก เจอวิธีการทำงานที่ต่างไปจากเดิมเยอะ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครฉลาดตั้งแต่แรก ถ้าเราอยากฉลาดแปลว่าเราควรโง่ก่อน

อย่างเราไปเจอความเชื่อเรื่องการแสดงที่ว่าหนังคือเรียล อย่าใช้คำนั้นเลย ผมว่ามันต้องเรียลทั้งหมด แต่ผมว่าหนังคือแสดงเท่าที่เรารู้สึก แต่ละครมันเป็นภาษากายที่มากกว่านั้น บางอย่างเราควรทำให้สิ่งที่เรารู้สึกมันชัดเจน” สกายเห็นด้วยในมุมนี้แม้ว่าจะยังไม่เคยแตะศาสตร์อื่นนอกจากงานซีรี่ส์ “ผมเคยอยากเล่นละคร เข้าไปคุยแล้วด้วย แต่ถ้าจะเล่นละครผมต้องเรียนรู้ใหม่ ไปเวิร์กช็อปการแสดงใหม่ ทำความเข้าใจใหม่ว่าการเล่นละครต่างกันอย่างไรกับการเล่นซีรี่ส์ จริงๆแล้วผมว่ามันต้องมาจากพื้นฐานอารมณ์ที่เรารู้สึกจริงๆ แค่ขยายก้อนอารมณ์ให้ชัดขึ้น

การมองโลกในแง่ดีในแบบของสกาย

ยังไม่เคยได้เล่นหนังและละคร แถมยังเจอวิกฤตอาชีพอีก แต่สกายยังมีกำลังใจมองโลกในแง่ดี “ปกติผมต้องแบ่งเวลาเรียนกับทำงานก็จะเหนื่อยมาก คิดว่าถ้าเรียนจบแล้วจะได้ทำงานเต็มที่ ปรากฏว่าพอเรียนจบจริงๆดันว่าง เป็นบัณฑิตตกงาน ก็อยู่บ้านและสั่งอาหารเดลิเวอรี่ น้ำหนักขึ้นมา 10 กิโลฯ ก็ได้บทเรียนว่าอย่ากินเยอะและต้องพร้อมรับกับความเสี่ยง เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราควรมีอะไรสำรองในเรื่องการทำงานด้วย สมมติมีโควิดไป 10 ปี งานแสดงทำไม่ได้ เราจะนั่งกินอยู่บ้านตลอดไปก็คงไม่ได้ อาชีพที่สองก็คงเป็นอะไรที่ทำควบคู่กับงานนักแสดงได้…เล่นบิตคอยน์…เหรอ”

สกายเคยอยากลองเขียนบท?

ผมอยากทำงานเขียนบท เคยไปช่วยโยนไอเดียให้ทีมเขียน My Ambulance คือคนเขียนบทเวลาทำงานไปนานๆจะมีโมเมนต์ตัน เขียนอะไรต่อดี เราเป็นคนที่ไปอยู่ไปฟัง อยู่วงนอกก็พอจะโยนไอเดียให้ได้ แปลกดี ผมเริ่มมาจากคนที่ไม่ชอบอะไรทางนี้เลย แต่ยิ่งทำงานนักแสดงก็ยิ่งชอบ รู้สึกว่ามีอะไรรอให้เราทำอีกเยอะ เมื่อก่อนผมนิสัยเสีย ชอบปิดกั้นตัวเอง ทำไม่ได้หรอก แล้วก็โดนว่าเยอะจนคิดว่างานนี้ไม่เหมาะกับเราหรอก แต่พอมาคิดทบทวนแล้ว หรือเรายังพยายามไม่พอ ผมเลยเชื่อว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ถ้าเราพยายามก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้แปลว่ายังพยายามไม่มากพอ”

คาถาปรับตัวของต่อ ธนภพ

‘การปรับตัว’ อันเป็นคาถาที่เขาเพิ่งได้ค้นพบตอนโควิดที่ได้นั่งทบทวนกับตัวเอง “สิ่งที่ผมแสดงในวันนี้มีคนชอบ แต่ 10 ปีข้างหน้าอาจไม่มีใครชอบก็ได้นะถ้าผมไม่ปรับ ผมเลยเลือกงานอะไรที่เราทำแล้วไม่เบื่อ เพราะถ้าเราไม่เบื่อตัวเองมันก็ยากนะที่คนจะเบื่อเรา” ต่อบอกอย่างคนตกตะกอนแล้ว “ผมโตมากับการเห็นพ่อเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ไม่เคยรู้เลยว่ามันคืออะไร แต่พอมาเจอกับตัวบ้างรู้เลยว่าถ้าเราไม่ได้มีบางสิ่งที่เราพยายามสร้างมาจนแข็งแรง เราก็อาจจะล้มได้เหมือนกัน ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ผมอยากบอกทุกคนว่า ถ้าทำเยอะคุณก็ได้อะไรเยอะ วันนี้ทำไปอาจยังไม่เห็นว่าได้ประโยชน์อะไร นั่นเพราะคุณแค่ยังไม่เห็นผล แต่วันหนึ่งคุณจะได้รับผลนั้นแน่นอน ถ้าไม่หยุดทำเสียก่อน”

เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์
Makeup: จีระ เจริญธมะสุข, วิศรุต จุลละศร
Hair: เบญจพร คำพับ
Stylist: อาทิตย์ ชื่นกมลพันธ์
Assistant Stylist: ปรก เมฆสุวรรณ
Assistant Fashion Editor: ธันวา เทียมเมฆ
Assistant Fashion & Creative Director: เอกบุตร ศรีวงศ์อุดมสิน
Setting Designer: The Tweedles (Line ID: @Thetweedled)
Photographer: PUNSIRI SIRIWETCHAPUN
Fashion & Creative Director: PANNATORN SRIPRASERT

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH