SIGNATURE

แจน-ใบบุญ กับการเป็นนางแบบหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักอีกครั้งในวงการแฟชั่นระดับโลก

"แจนเริ่มเห็นทางว่าเราน่าจะไปเดินในโชว์โอตกูตูร์ได้"

03 DEC 2019

Spring-Summer 2020 จะอยู่ในความทรงจำของแจนตลอดไป เมื่อเป็นฤดูกาลแรกที่นางแบบที่จัดว่าเป็นตัวท็อปของเมืองไทยได้ไปย่ำรันเวย์ที่ลอนดอนและมิลานแฟชั่นวีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอถูกเลือกโดย Riccardo Tisci แห่ง Burberry 1 ใน 4 โชว์ที่แจนได้มาในฤดูกาลแรกบนเวทีโลก และหนึ่งคำตอบรับนั้นนั่นก็มากพอให้แจนไปเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธอีกนับร้อย การขึ้นปกแอลของแจนครั้งนี้ถือว่าพิเศษ เป็นน้อยวันแล้วที่แจนจะได้อยู่เมืองไทย เมื่อเธอปักใจมั่นว่าจะไปปักหลักทำงานที่ยุโรป นานเท่าไรเธอตอบอนาคตตัวเองไม่ได้ รู้แต่ว่าจะไปทำให้คนวงการแฟชั่นโลกรู้จักให้ได้ว่าโลกนี้มีนางแบบไทย 

ELLE: ตอนอยู่ไทยเราทำมาแล้วทุกอย่าง พอไปเมืองนอกเป็นยังไงบ้าง

JAN: เริ่มใหม่จากศูนย์เลยค่ะ วันๆเดินหอบพอร์ทโฟลิโอที่หนักมากวิ่งแคสต์งานทั้งวัน ถ้าเขาเรียกกลับไปดูหน้าเราอีกรอบ นึกขึ้นได้ เมื่อกี้คนนั้นมานี่นา เราก็ต้องกลับไป แต่แจนถือว่าไปเที่ยวและเอาประสบการณ์ด้วย มาเริ่มกดดันช่วงเข้าแฟชั่นวีก เราคาดหวังว่าเราอยากเดิน Chanel อยากเดินที่ปารีส มิลาน คิดเองว่าลอนดอนน่าจะยาก เพราะเราหน้าใหม่ ตัวผอม และมีคนเคยบอกว่าที่ลอนดอนชอบนางแบบลุคสตรีท แต่พอไปจริงๆแล้วมันอยู่ที่หลายอย่าง สไตลิสต์ ชุด ดีไซเนอร์ แคสติ้งไดเร็กเตอร์ เราไม่มีทางรู้ได้ว่าเขาต้องการอะไร เขาเปลี่ยนใจได้ทุกวินาที เคยมีนางแบบโดนแคนเซิล 2 ชั่วโมงก่อนโชว์เริ่มก็มี ยิ่งที่มิลานกับปารีสมีตัวเลือกเยอะ ถ้าเขาเจอตัวเลือกที่ดีกว่า เราพลาดแน่นอน แจนหน้าดูเป็นคนจีนด้วย ซึ่งมีนางแบบจีนเยอะอยู่แล้ว ตอนแคสติ้งแจนไม่มีโอกาสบอกเขาว่าเราเป็นคนไทย ไปถึงเขาก็บอก ‘เอ้า เดินให้ดูซิ’ แม้แต่พอร์ทโฟลิโอที่แบกหนักๆนั่นเขาไม่ดูเลย หลังๆแจนเลยทิ้งไว้ที่ห้อง แล้วเราต้องเอาชนะใจตัวเองด้วย อยู่เมืองไทยเราทำงานง่าย ทุกคนรู้จักกัน แต่พอที่โน่นไม่มีใครรู้เลยว่าเราเคยทำอะไรมาและเขาไม่สนใจด้วย เขาดูลุคเราตอนนั้นว่าชอบหรือไม่ชอบเรา เข้ากับเสื้อผ้าเขาไหมแค่นั้น

ELLE: อารมณ์ตื่นเต้นเหมือนวันแรกๆที่เราทำงานนางแบบที่ไทยไหม

JAN: ต่างนะคะ ที่ไทยในช่วงที่แจนเข้ามา นางแบบหน้าหมวยมาแรง ไม่ค่อยมีใครสูงด้วย แต่ยุคนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก หมวยไปเป็นผิวสี เพราะกระแส diversity มาแรง ยิ่งเป็นเวทีใหญ่ ทุกคนมารวมกันที่นี่ การแข่งขันยิ่งสูง

ELLE: มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับฤดูกาลแรกที่ยุโรปบ้าง

JAN: แจนเดินลุคที่ 101 ที่ Burberry ค่ะ ดูจอทีวีหลังเวทีเห็น Gigi กับ Bella Hadid เดินก็ยิ่งตื่นเต้น ไม่คิดไม่ฝัน คิดว่าที่สุดแล้วได้มาแตะเวทีระดับโลก แต่พอเราอยู่จุดนั้นก็ได้เห็นว่าเรายังไปต่อได้ จากนั้นแจนไปมิลานต่อ ที่นั่นชอบนางแบบผอมๆสไตล์นางแบบยุคเก่า แจนได้เดินให้ Peter Pilotto, Frankie Morello และ Dolce & Gabbana เขาจำแจนได้ตอนถ่ายลุคบุ๊ค เขาเลยเรียกไปฟิตติ้งวันก่อนเดินโชว์ เป็นโชว์ปิดท้ายมิลาน แจนเลยบินไปถึงปารีสช้า ไปถึงก็วิ่งแคสติ้งโชว์ที่เหลือ ไปแคสต์ Saint Laurent 2 รอบ Valentino และ Chanel แต่แจนไม่ได้เลยสักโชว์ที่ปารีส ก็เที่ยวเลยค่ะ

ELLE: เคยถอดใจ ไม่เอาแล้ว กลับไทยดีกว่าบ้างไหม

JAN: ไม่เคยถึงกับจะกลับบ้าน เคยแต่ร้องไห้ริมถนนค่ะ ไปแคสต์ตั้ง 20 แบรนด์แต่ไม่ได้เลย เราทำเต็มที่แต่ดีไซเนอร์หน้านิ่งใส่ พูดแค่ Thank you. You can go home. เราอัดอั้นอยากรู้ว่าทำไมเราไม่ได้ ไม่มีใครมาบอกเรา แจนเข้ารอบไปเจอตัวดีไซเนอร์ Valentino กับ Hermès เขาก็มองๆแล้ว thank you แต่ตอนแคสต์ Burberry ไปรอบเดียวก็ได้เลยค่ะ งงมาก แจนรู้ว่า Burberry เป็นแบรนด์ใหญ่มากในลอนดอนแฟชั่นวีก เลยไม่คาดหวัง ไม่ได้อยู่แล้ว แต่พอไปแคสต์ ได้เข้าไปเจอตัว Riccardo Tisci เขาชวนแจนคุย ถามว่าเคยเดินโชว์อินเตอร์อื่นๆมาหรือยัง แจนตอบว่าเคยเดินโชว์ Chanel Cruise ที่กรุงเทพฯ ตอนที่เอเจนซี่อีเมลมาบอกว่าได้ Burberry แจนยังไม่เชื่อ มันยากมากที่จะแน่ใจได้จนกว่าจะฟิตติ้งล็อกว่าลุคนี้เป็นของเรา แจนเริ่มตื่นเต้นตอนที่เอเจนซี่หลอกให้เข้าไปที่ออฟฟิศ หน้านิ่งใส่แล้วเปิดแชมเปญฉลอง เขาคงเกินคาดว่าคนนี้มาครั้งแรกได้ขนาดนี้

ELLE: มีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้างถ้ากลับไปอีกรอบนี้

JAN: แต่ก่อนแจนไม่เคยคิดทบทวนอะไรเลย แต่รอบนี้แจนเอาจริง แจนต้องปรับเรื่องการเดินค่ะ ต้องมีคาแร็กเตอร์มากกว่านี้ แต่ยังคิดไม่ออกว่าต้องเดินยังไง เพราะแต่ละซีซั่นเทรนด์ก็เปลี่ยน แจนเลยจะเตรียมไปหลายๆเอาไปใช้หน้างานอีกที และลุคการแต่งตัวที่โน่นก็สำคัญมาก ตอนอยู่ไทยแจนไม่ค่อยแต่งตัว ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ชิลๆ แต่ที่เมืองนอกแคสติ้งไดเร็กเตอร์กับดีไซเนอร์มองเราตั้งแต่ก้าวแรก ตอนแรกแจนสงสัยว่าทำไมนางแบบที่ได้เดินโชว์ระดับโลกเยอะๆ เขาต้องใส่แบรนด์เนม แต่งตัวจัดเต็มขนาดนั้น มันทำให้เขาเด้งขึ้นมาจากคนอื่น

ELLE: คนไม่รู้ก็คิดว่าไม่เห็นยาก แต่งตัวสวยแล้วก็เดิน มันมีอะไรมากกว่าแค่เดินไหม

JAN: มันยากที่ใจเราเองค่ะ แต่ก่อนแจนเดินเซ็กซี่ไม่เป็น แจนต้องปรับความคิดและฝึกเดินค่ะ ถ้าไม่ฝึกเดินมันจะหายไป เหมือนเต้นน่ะค่ะ ถ้าไม่ฝึกเราจะลืมสเต็ปการก้าว การใช้ฟีลลิ่ง จังหวะเดินช้า เดินเร็ว แจนซ้อมเยอะนะคะก่อนไปแคสต์ อย่าง Chanel เดินทรงนี้เราก็ซ้อมไป แต่มันไม่ได้น่ะค่ะ เลยมาเข้าใจว่าขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง ไม่ใช่แค่เราคนเดียว เขาอาจจะชอบเรา แต่ลุควันนี้อาจจะไม่ใช่ของเรา อย่าคิดว่าเราเป็นที่สุดแล้ว แจนเป็นนางแบบมา 7 ปี คิดว่าเรามีอาวุธครบ แต่ไม่เลย ทุกครั้งที่เดินแบบก็ยังตื่นเวที กังวลว่าเราจะทำได้ไหม

ELLE: ถ้ามีรุ่นน้องอยากเอาเยี่ยงอย่าง แจนมีคำแนะนำอะไรบ้าง

JAN: ถ้าอยากเป็นนางแบบจริงๆ ให้แคสติ้งไปเรื่อยๆ อย่าหยุด แต่ก่อนไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนางแบบได้ แต่ยุคนี้เปิดกว้างขึ้น จะอ้วน ผอม ดำ ขาว เตี้ย สูงก็เป็นนางแบบได้ อยู่ที่ว่าเราทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แค่ไหน เป้าหมายของแจนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างตอนที่ได้ Burberry แจนเริ่มเห็นทางว่าเราน่าจะไปเดินในโชว์โอตกูตูร์ได้

เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH