SIGNATURE

วี วิโอเลต และ เก้า จิรายุ กับการยืนหยัดด้วยความสามารถ ไม่ใช่การขายความเป็นคู่

กับแนวคิดของทั้งคู่ ที่อยากให้คนจดจำในฐานะศิลปิน

10 FEB 2021

“เราคุยกันว่าไม่อยากรับงานคู่” เสียงผู้หญิงพูด “แต่นี่ก็รับอยู่ไง” เป็นเสียงผู้ชายพูดตามมา ปกแอลครั้งนี้ต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้วี วิโอเลต วอเทียร์ และเก้า จิรายุ ละอองมณี มาอยู่คู่กันได้เป็นครั้งแรก

“คนคิดว่าผมร้องเพลงดี แต่ผมไม่ชอบร้องเพลง”

“ศิลปินไม่ว่าใครก็ตาม ดีที่สุดก็คือการแสดงสด มันได้ผลตอบรับเห็นๆ ได้สนุกกันตรงนั้น แต่พอเจอโควิดก็โดนแคนเซิลหมด ผมเซ็งและเสียดาย คนทำเพลงโดนปิดก่อนใครและได้กลับมาทำงานทีหลังใคร โชคดีว่าผมยังโชคดีที่มีงานแสดง มีซีรี่ส์ให้เล่น มีคนที่หนักกว่าเราเยอะ อย่างคนหาเช้ากินค่ำ เขาเป็นกลุ่มคนฟังเพลงของเราด้วย ถ้าไม่เคลียร์ปัญหาให้จบด้วยวิธีอะไรก็ตาม แฟนเพลงเหล่านี้ก็ไม่สามารถสนับสนุนศิลปินได้ เขาไม่มีเงิน มันเป็นเรื่องถึงชีวิตด้วย แต่ผมไม่มีสิทธิ์บ่นด้วยซ้ำ”

ในเมื่อมีเวลาทั้งโลก เก้ามุทำเพลงให้เสร็จทันปลายปี เขาพูดถึงดนตรีอย่างกระตือรือร้น มีไฟ แต่สุดท้ายบอกว่าไม่ได้ชอบร้องเพลง เราเปิดวิกิพีเดีย ในนั้นบอกว่าเก้ามีเพลงเดี่ยว 10 เพลง และเป็นนักร้องนำวง SLEEPRUNWAY “พี่เก้ง (จิระ มะลิกุล ผู้บริหารค่ายหนังจีดีเอช) หลอกให้ผมร้องเพลงประกอบหนัง Succeed คนเข้าใจว่าผมร้องเพลงได้เลยได้ร้องเพลงมาเรื่อยๆ เพลงจะป๊อปๆ หน่อย ถ้าทำอะไรแล้วดี มีคนชอบ เราจะไปเปลี่ยนทำไม แต่ลึกๆ เราชอบเพลงเมทัลมาตลอด แต่ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง เราจะรู้ว่ามันไม่ได้ประสบความสำเร็จขนาดนั้น เลยถามตัวเองว่าเพลงที่ได้ 1 ล้านวิวกับเพลงที่ได้ 500 ล้านวิว และเป็นเพลงที่เราต้องเล่นไปตลอดชีวิต เราจะเล่นหรือเปล่าเพลงแบบนี้ ผมก็ตอบตัวเองว่าก็เล่นได้ แต่จะรู้สึกดีถ้าเป็นเพลงที่ไม่ได้ดังมาก แต่เราโคตรชอบเพลงนั้นเลย หลังๆ ผมเลยทำเพลงอย่างที่อยากทำ”

เรื่องพวกนี้ไม่ได้รู้อยู่แล้วหรือ?

“อ่า…เรารู้ทั้งรู้ เราฟังจากรุ่นพี่ศิลปินมาเยอะ ทุกคนบอกว่า ตัวตน 50 ขายได้ 50 ผมเลยโอเค 50-50 แล้วมันจะไปแย่ตรงไหน มันก็ยังเป็นตัวเรา แต่พอถึงเวลาทำจริงๆ ตัวตน 50 ในยุคนี้ไม่พอหรอก ผมไม่อยากมีอีกคาแร็กเตอร์หนึ่งเวลาขึ้นเวทีด้วย เรารับใช้คนดูจากการแสดงตามบทที่มีคนเขียนให้ ซึ่งเป็นการค้ามากๆ อยู่แล้วในวงการละครบ้านเรา ถ้าทำเพลงแล้วยังต้องทำด้วยไอเดียแบบนั้นอีก ผมไม่เอาดีกว่า งานเพลง งานแสดง ถ้ามีชื่อเขาอยู่ด้วย ผมได้หมด”

เขาหวังมานานและหวังว่าสิ่งที่พูดในแอลย่อหน้านี้ คนคนนั้นจะได้อ่าน “ผมอยากทำงานกับพี่น้อย วงพรู ผมรู้เลยว่าผมหน้าแดงอยู่ เขาเป็นตัวอย่างที่ดีมากของคนที่มีตัวตนชัดเจน ผมยังไม่เห็นใครร้องเพลงด้วยเสียงและอารมณ์แบบพี่น้อยเลยในเมืองไทย เมืองนอกไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า เรื่องการแสดง พี่น้อยเล่นฉากที่อารมณ์ปะทุมากๆ ให้เล็กมากๆ แต่ยังรู้สึกถึงความปะทุอยู่ ถ้านักแสดงทั่วไปเวลาโกรธก็จะเล่นใหญ่ โวยวาย เสียงดัง แต่พี่น้อยเลือกเล่นตัวเลือกที่สองตลอด คือเล่นน้อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำการบ้านอย่างหนัก ดูก็รู้ ถ้าผมเก่งเท่าพี่น้อย ผมคงแอ็กกว่านั้นเยอะ แต่นี่คนในวัย 40 กว่า แต่ยังพัฒนาตลอด เขาถ่อมตัวมากๆ และเป็นความถ่อมตัวที่ไม่ได้ทำลายตัวเอง เขามั่นใจว่าเขาทำได้ แต่เขายังไปไม่ถึงจุดนั้น ต้องพัฒนาอีก มันคนละแบบกับคนไทยที่มีนิสัยชอบด่าตัวเองเพื่อเป็นไม้กันหมา เวลาทำอะไรไม่ดี คนจะได้ไม่ด่า ก็บอกแต่แรกแล้วไงว่าฉันไม่เก่ง”

“เราอย่าเอาความเป็นคู่รักมาขายเลย”

“ผมไม่ชอบตอบสัมภาษณ์เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานหรือชีวิตผมด้วยซ้ำ ถ้าเปิดปากเรื่องคนอื่นสักครั้ง มันจะมาอีกเรื่อยๆ ช่วงหลังๆ ผมพูดเรื่องวีบ่อยขึ้น มันเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไปดูสัมภาษณ์เก่าๆ จะเห็นว่าถ้ามีคนถาม ผมก็อาจจะตอบ แต่ไม่เคยมานั่งเล่าเอง และผมไม่สามารถเรียบเรียงเล่าความในใจถึงเขาในโซเชียลได้ ไม่ใช่แนวนั้น ที่บอกว่าเลี่ยงไม่ได้ เพราะทุกคนรู้ว่าเราคบกัน ต่อให้ไม่ได้เป็นคนในวงการบันเทิง คนคบกันก็ต้องโดนถามอยู่แล้ว คบกันได้อย่างไร คบกันเป็นอย่างไรบ้าง เราก็พูดเรื่องที่อยากพูด แต่การไม่พูดเลย ‘ผมขอไม่คุยเรื่องนี้นะครับ’ ก็อาจทำได้ แต่ในความรู้สึกผม บางเรื่องถ้าเป็นการพูดสิ่งดีๆ ถึงคนอื่นก็พูดไปเถอะ

งานที่เราจะทำด้วยกันไม่ว่าจะงานอะไร เราอยากให้งานออกมาดีเสมอ

ไม่อยากทำเพื่อกระแสว่าคบกันแล้วมีเพลงด้วยกัน ออกงานคู่ เราไม่เอา แต่ว่างานคู่ก็เนี่ย (มองไปรอบๆ สบตาวี) ทำอยู่ แต่ไม่ได้เป็นงานคู่รัก ไม่อยากขายสิ่งนั้นเกินความจำเป็น คนรู้อยู่แล้ว เราไม่ต้องไปขยายมัน ผมอยากให้เป็นธรรมชาติที่สุด”

“พอได้อยู่กับครอบครัว ความสุขมันก็แค่นี้เอง”

แอลกับวีเจอกันทุกปี กลางปีที่แล้ววีเพิ่งมาเยือนปก ตอนนั้นเธอยิ้มสดใสให้ แต่พอชวนคุยไปก็น้ำตาทะลักทลาย วีหัวเราะให้กับตัวเองเมื่อ 8 เดือนที่แล้ว “ครั้งที่แล้วเราอยู่ในจุดที่จิตไม่นิ่ง เพิ่งตกตะกอน พอโควิดมาก็ตกตะกอนกับตัวเองอย่างหนัก จนเราเข้าใจและปล่อย ทำให้ง่ายที่สุดในการใช้ชีวิต เรารู้สึกว่าจะทำให้ยากทำไม โควิดทำให้เราปล่อยวางจริงๆ ไม่มีอะไรแน่นอนเลย และทำให้เราได้อยู่กับครอบครัว 100% จริงๆ เราสนิทกับครอบครัวมาตลอด แค่ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่าแค่นี้แหละที่เราต้องการ เราอยู่กับแสงสี อยู่ในเมือง ชีวิตเรามันจะมีความล้นเกินเบอร์ไปบ้าง เราต้องทำสิ่งนี้ เราต้องมีสิ่งนั้น เราต้องเป็นคนแบบนี้ถึงจะมีความสุข แต่ตอนที่ได้ตกตะกอนกับตัวเองช่วงโควิด มันทำให้เรานึกย้อนไปถึงตอนที่ครอบครัวอยู่ฝรั่งเศส บ้านเราอยู่ในชนบทที่ไม่มีอะไรเลย กินอาหารดีๆ มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ได้ดูทีวีบ้าง ชีวิตเป็นลูปทุกวัน เราได้รู้สึกอย่างนั้นอีกครั้ง ชีวิตที่ไม่เว่อร์วังรุงรัง

“ใช้เวลานานเลยกว่าเราจะมาจุดที่เราเข้าใจว่ามันเป็นวงจรมนุษย์ มีช่วงฟุ้งแล้วก็นิ่ง แล้วฟุ้งใหม่ วนไปกับการพยายามหาคำตอบชีวิต ซึ่งพอเรารู้ว่าความสุขเรามันหาได้ง่ายแค่นี้เอง ถ้าเราผิดหวังขึ้นมาจริงๆ ก็แค่ทำใหม่ได้นี่นา ไม่ต้องฟูมฟายโบยตีตัวเองมาก บางช่วงเราก็ยุ่งเหยิงหน่อย สิ่งที่พูดออกมาก็จะเป็นอีกแบบ ตอนนี้เรานิ่งหน่อยก็อีกแบบเลย”

“เราเป็นคนโลกสวย อินเนอร์เราคือเจ้าหญิงดิสนีย์”

“พอข้างในเราเริ่มนิ่งขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดมากคือเนื้อเพลง เราเลิกอีโม อย่างอัลบั้ม Glitter & Smoke เราดิ่งกับมันนานมาก มันทำให้เราอีโมเหมือนกันนะ เมสเสจที่เล่าผ่านเพลงก็ดาร์กมาก ความรักที่เจ็บช้ำผิดหวัง แต่พอใกล้ทำอัลบั้มเสร็จ เพลงเราเริ่มสว่าง หลังจากนั้นเราปลดล็อกตัวเองว่าไม่อยากทำเพลงเศร้าๆ แล้ว ยิ่งตอนนี้โลกเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและมีเรื่องลบเยอะมาก ฟีดแบ็กที่เราอยากได้รับ น่าจะเป็นเรื่องบวกๆ บ้าง ก็เลยอยากทำเพลงบวกมากขึ้น แต่ความบวกของเราไม่ได้โลกสวย ถึงเราจะเป็นคนโลกสวยหน่อยๆ ก็เถอะ ความโลกสวยของเราคือความเชื่อว่ามันดีขึ้นได้ คงเพราะเราโตมากับเจ้าหญิงดิสนีย์มั้ง แต่เราไม่ใช่เจ้าหญิงแบบคลาสสิก เป็นรุ่นหลังๆ ที่เป็นเจ้าหญิงแก่นๆ หน่อยเป็นสไตล์ Anna กับ Elsa”

“จะเรียกว่าแฟนก็ได้ แต่เราก็เป็นเพื่อนกันด้วย”

“เวลามีตะกอนในใจก็แชร์กับเก้าเขาคุยได้หมด และเขาฟังจริงๆ พวกเราเป็นเพื่อนกันมาก่อนด้วยแหละ จะเรียกว่าแฟนก็ได้ แต่ก็เป็นเพื่อนด้วย ความเป็นเพื่อนเรามีให้กันมานานมาก ถ้าเป็นแฟนจ๋าๆ เราจะคาดหวังว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่พอเรามีความเป็นเพื่อนกัน เขาทำอะไรเราก็เฉยๆ เหมือนเวลาเพื่อนเรานิสัยไม่ดี แต่เราก็รักมันในแบบที่มันเป็น เรากับเก้าเป็นแบบนั้นเลย เขาเป็นของเขาอย่างนั้นแหละช่างเขา แต่เก้าจะดื้อมาก เวลาบอกอะไรชอบขวางไว้ก่อน เราจะถือว่าเขารับรู้แล้ว แค่ยังไม่อยากยอมรับความจริง เราจะไม่เซ้าซี้ต่อ ให้เขาไปตกตะกอนต่อเอาเอง จริงๆ คือขี้เกียจเถียงด้วย เถียงกับเก้าแล้วเหนื่อย เวลาเขาเตือนอะไร เราก็จะขวางไว้ก่อนบ้างเหมือนกัน แต่เราจะพูดออกมาเลยว่า บางอย่างเรารู้ว่าเราผิด แต่เรายังไม่อยากยอมรับความจริง ไม่ต้องมาพูดซ้ำๆ” วียิ้ม “ถ้าวันหนึ่งเลิกกันแล้วมาอ่าน โอ้โห พูดอะไรไปเนี่ย” ประโยคนี้เสมือนการแจ้งอย่างสุภาพว่าไม่ขอพูดเรื่องความสัมพันธ์อีก

Make-up: คชาพร แพรงาม
Hair: เบญจพร คำพับ
Stylist: หทัยรัตน์ เพิ่มพูนธนาลาภ
Assistant Fashion Editor: ธันวา เทียมเมฆ
Assistant Fashion & Creative Director: เอกบุตร ศรีวงศ์อุดมสิน
Photographer: LIK SRIPRASERT
Fashion & Creative Director: PANNATORN SRIPRASERT
เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH