FASHION

เปิดตำนานความสำเร็จกว่า 160 ปีของแบรนด์เครื่องหนังอันดับหนึ่งอย่าง Louis Vuitton

เส้นทางของชายคนหนึ่งที่เกิดมาในชนชั้นแรงงาน

07 JUN 2021
Digital Fashion Writer

POONYANUCH KUBOONYAARRAK

หากพูดถึงลักชัวรี่แบรนด์สุดคลาสสิกที่มาประวัติยาวนานจากสรุ่นสู่รุ่น แบรนด์แรกๆ ที่นึกถึงคงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากแบรนด์ที่เลื่องชื่อด้านเครื่องหนังตลอดกาลอย่าง Louis Vuitton กับลวดลายโมโนแกรมคุ้นตาที่อยู่กับโลกแฟชั่นมาหลายยุคหลายสมัย และกลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมลักชัวรี่แบรนด์ระดับโลกที่มีมูลค่ากว่า 16,500 ล้านดอลลาร์ พร้อมหน้าร้านกว่า 5000 แห่งทั่วโลก และวันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนอดีตดูเรื่องราวความเป็นมาว่ากว่าจะเป็นแบรนด์อันดับ 1 อย่างวันนี้ Louis Vuitton มีต้นกำเนิดมาจากอะไร และทำไมถึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราที่สะท้อนถึงตัวคนใช้ได้มากขนาดนี้ 

จุดเริ่มต้น

ประวัติยาวนานกว่า 160 ปี ของ Louis Vuitton เริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งอย่าง Monsieur Louis Vuitton เด็กชายผู้เกิดมาในครอบครัวชนชั้นแรงงาน ที่เลือกจะออกเดินทางตามความฝันไปยังเมืองแห่งแฟชั่นและความหรูหราอย่างปารีสด้วยวัย 16 ปี โดย Monsieur Louis Vuitton ได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกของ Monsieur Marechal ผู้เลื่องชื่อในการทำกล่องและหีบที่สุดในยุคสมัยนั้น และในสถานะเด็กฝึกหัดครั้งนั้นทำให้เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานฝีมือสุดประณีตจนเขาได้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างในเวลาต่อมา

Monsieur Louis Vuitton

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในปี 1852 เขาได้รับใบเบิกทางด้วยการได้รับมอบหมายให้ถวายงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวดูแลหีบหรือกล่องเสื้อผ้าให้แก่ราชินี Eugenia de Montijo ชายาในกษัตริย์นโปเลียนที่ 3 และเหตุการณ์ครั้งนั้นเองทำให้ชื่อเสียงของ Monsieur Louis Vuitton กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างของชนชั้นสูงที่ชื่นชอบในความหรูหราตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็ได้พบรักและแต่งงานกับ Clemence-Emilie Parriaux และมีทายาท 3 คน อย่าง Georges Vuitton และฝาแฝด Pierre ,Jean ในเวลาต่อมา และหลังจากลัคกี้อินเลิฟแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาลัคกี้อินเกม Louis Vuitton ตัดสินใจออกจากการเป็นเด็กฝึกงานมาเปิดร้านเป็นของตัวเองในฐานะผู้ผลิตกระเป๋าเดินทางอันดับต้นๆ บนถนน des Capucines ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้นอีกเช่นกัน

และหลังจากประสบความสำเร็จเป็นระยะเวลาหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1858  Louis Vuitton ก็เปิดตัว Grey Trianon Canvas หีบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกความสนใจของผู้คนยุคนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงภาพคุ้นตาจากฝาหีบทรงโค้งมันให้กลายเป็นหีบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ง่ายและสะดวกต่อการเดินทางและการจัดเก็บ อีกทั้งยังหีบรุ่นแรกที่ใช้วัสดุในการทำเป็นผ้าใบแทนการใช้หนังเพื่อให้มีน้ำหนักเบาและคุณสมบัติในการกันน้ำทำให้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว

Photo: Trianon Trunk ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 1858

ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีให้หลัง Louis Vuitton เติบโตและกลายเป็นแหล่งผลิตหีบและกระเป๋าเดินทางที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งในเวลานั้น ในปี 1859 เขาตัดสินใจเปิดโรงงานแห่งใหม่ ณ เมือง Asnieres เพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้น แต่แล้วสงครามก็พรากสิ่งที่เขาสร้างมากับมือให้พังทลายหายไปในพริบตา เมื่อเกิดสงคราม Franco-Prussian โรงงานที่เขาสร้างขึ้นถูกทำลายท่ามกลางความโกลาหลในครั้งนั้นด้วย แต่ด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาเปิดร้านใหม่ภายใต้แบรนด์ Louis Vuitton ที่ Rue Scribe ในปี 1872 และนั่นเองถือเป็นจุดเริ่มต้นแบรนด์อันดับ 1 ของโลกอย่างทุกวันนี้

การจากไปครั้งสำคัญ

ในปี 1892 การจากไปของ Louis Vuitton ในวัย 70 ปีสร้างความเสียใจครั้งใหญ่ให้แก่ครอบครัว รวมถึงเป็นการเดินทางครั้งใหม่ของแบรนด์ภายใต้ผู้ดูแลคนใหม่กับลูกชายคนโตอย่าง Georges Vuitton ที่เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ในบ้านหลังนี้ โดยหลังจากการสูญเสียครั้งนั้นเขาก็สร้างทิศทางใหม่ให้แบรนด์พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีหยุด ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นลวดลายโมโนแกรม และการรีเมคกระเป๋ารุ่นดังของบิดาด้วยลวดลายโมโนแกรมใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของอย่างที่สุด 

Georges Vuitton

Monogram Signature

หลังจากออกแบบหีบและกระเป๋าเดินทางมามากมาย ในปี 1896 ลวดลายโมโนแกรมของ Louis Vuitton อย่างที่เราคุ้นเคยกันอย่างทุกวันนี้ก็ได้อุบัติขึ้น โดยสาเหตุหลักในการออกแบบโมโนแกรมในครั้งนี้นั้น เกิดจากความต้องการที่จะตัดปัญหางานลอกเลียนแบบที่เกิดขึ้นในทุกครั้ง ทำให้เราได้เห็นโมโนแกรมด้วยการรังสรรค์จากกรรมวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนังปั๊ม คัดลอกด้วยแผ่นฉลุ หรือแม้แต่การปริ้นลงบนแผ่นหนัง โดยส่วนประกอบของโมโนแกรมนั้นจะประกอบไปด้วย 4 สิ่งสำคัญ นั่นก็คือตัวอักษรย่อของแบรนด์อย่าง LV, รูปดอกไม้สี่กลีบแบบทึบ, รูปดอกไม้สี่กลีบแบบโปร่ง และสัญลักษณ์คล้ายมงกุฏ โดยทุกส่วนประกอบหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันและสะท้อนความคลาสสิกตามแบบฉบับของ Louis Vuitton ได้อย่างพอดิบพอดี

กระเป๋าใบแรกของ Louis Vuitton

ปี 1901 Louis Vuitton เปิดตัว steamer bag กระเป๋ารุ่นแรกของแบรนด์ ที่เกิดจากการตัดเย็บอย่างประณีตจากผ้าใบ โดยขึ้นรูปทรงเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ และยังสามารถพับเก็บได้อย่างสะดวก และนั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแบรนด์ ที่ก่อนหน้านี้มีสินค้าแค่หีบทรงสี่เหลี่ยมหรือกระเป๋าเดินทางทรงกล่องเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา Louis Vuitton ก็เดินหน้าผลิตกระเป๋าออกมามากมายจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดฮิตอันเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราอย่างทุกวันนี้ 

steamer bag

สู่กระเป๋าไอคอนิกเหนือกาลเวลา

ปี 1934 กระเป๋าทรงโดมยอดฮิตถูกรังสรรค์ขึ้นในชื่อว่า Squire และถูกเปลี่ยนเป็น Alma และนี่คือหนึ่งใบในตำนานที่สาวกแบรนด์หลายๆ คนต้องรู้จักและเก็บสะสมกันแน่นอน และจากความสำเร็จในครั้งนั้น Louis Vuitton ก็ปล่อยกระเป๋ารุ่นดังมากมายออกมาให้สายแฟนักช้อปได้เพลิดเพลินกับความหรูหราและประณีตของแบรนด์กันไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นรุ่น Keepall และ Speedy ที่ถูกผลิตในปี 1930 หรือรุ่น Noe ที่เราเรียกกันติดปากว่าขนมจีบก็ถูกผลิตขึ้นในปี 1932 

และหลังจาก Georges Vuitton เสียชีวิตในปี 1970 หลังจากพัฒนาแบรนด์ไปไกลจนเป็นที่ยอมรับจากผู้คนเป็นอย่างมาก ลูกชายของเขาอย่าง Gaston Louis Vuitton ก็เข้ามานั่งเก้าอี้ดูแลเฮ้าส์แห่งนี้ต่อ พร้อมกับเริ่มให้วัสดุอย่างหนังเข้ามาเป็นจุดขายหลักในผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อย่างเด่นชัดขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงโมโนแกรมแคนวาสอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความหลากหลายและแตกต่างมากขึ้น และหนึ่งในนั้นก็คือกระเป๋าทรงกระบอกในตำนานอย่าง Papillon ที่กลายเป็นกระเป๋าวินเทจหายากของยุคนี้ไปที่เรียบร้อย

Papillon

ยุค 90s ยุคทองของ Louis Vuitton

นับเป็นยุคที่สำคัญของย่างก้าว Louis Vuitton เพราะราวๆ ปี 1990 Yves Carcelle ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานดูแลเฮ้าส์แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นผู้ดูแลคนแรกที่ไม่ได้มาจากคนในตระกูล Vuitton แต่แล้วการมาในครั้งนี้ของเขาก็สร้างกระแสหลักในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวผลงานชิ้นเอกในฐานะครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่างการพิมพ์ลวดลาย Damier ในปี 1996 และเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นด้วยหนัง vachetta ซึ่งเป็นสเปเชี่ยลคอมโบที่น้อยครั้งนักจะได้เห็น รวมถึงยังใช้ลาเบลว่า Centenaire คอลเล็กชั่นอีกด้วย

Centenaire West End Bag, Centenaire Chelsea Bag

ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนแรก

ในปี 1997 กับการแต่งตั้ง Marc Jacobs ให้เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนแรกของแบรนด์ และยังเป็นผู้สร้างความแปลกใหม่ให้กับ Louis Vuiiton ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกระเป๋ารุ่นดังในตำนานอย่าง Monogram Vernis ในปี 2001 รวมไปถึงการได้รับความช่วยเหลือจาก Stephen Sprouse ปล่อยคอลเล็กชั่นกราฟฟิตี้สีนีออนจนกลายมาเป็นแรร์ไอเท็มของเหล่านักสะสมจนถึงวันนี้ และหลังจากการทำงานร่วมกับศิลปินประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ในปี 2003 แบรนด์ก็ร่วมมือกับศิลปินดังอย่าง Takashi Murakami เพื่อสร้างโมโนแกรมแบบใหม่อย่าง Multicolor Monogram ซึ่งเป็นการพิมพ์โมโนแกรมมาตรฐาน แต่มี 33 สีบนพื้นหลังสีดำหรือสีขาว โดย Murakami ยังได้พิมพ์ดอกซากุระอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลงบนโมโนแกรมสุดคลาสสิกอีกด้วย

หลังจากยอดขายของแบรนด์พุ่งสูงมาเป็นระยะเวลายาวนาน ในปี 2007 Louis Vuitton ก็ปล่อยกระเป๋ารุ่นในตำนานที่ถือว่าเป็นรุ่นที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลกรุ่นหนึ่งอย่าง Neverfull ออกมาตอกย้ำกระแสความมาแรงของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยกระเป๋ารุ่นฮิตใบนี้ตัดเย็บจากผ้าแคนวาสในโมโนแกรมสุดคลาสสิก ซึ่งดูภายนอกอาจจะดูเหมือนเป็นกระเป๋ารูปทรงธรรมดา แต่ด้วยความสะดวกสบายในการใช้งาน และเข้ากับชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี รวมถึง Neverfull ยังสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 200 ปอนด์ เรียกว่าเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในเวลานั้นเลยก็ว่าได้ และต่อมาในปี 2013 เพื่อเป็นการกล่าวอำลาครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อย่าง Marc Jacobs แบรนด์ก็ปล่อยกระเป๋ารุ่น Pochette Metis ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระเป๋าเอกสาร Monceau ออกมา และยังเป็นรุ่นที่เป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมของแบรนด์มาทุกวันนี้

Neverfull

การเดินทางกว่า 160 ปีของแบรนด์อันดับ 1 อย่าง Louis Vuitton กับมูลค่าแบรนด์ระดับหมื่นล้านเหรียญที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก ยังคงเป็นผู้นำอุตสาหกรรมแฟชั่นจวบจนวันนี้ ผ่านมือการออกแบบของครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนแล้วคนเล่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้ามาสร้างความแปลกใหม่ให้แบรนด์ในฐานะ Artistic Director for Women's Fashion คนใหม่อย่าง Nicolas Ghesquière หรืออีกหนึ่งอัจฉริยะผู้สร้างสรรค์อีกคนอย่าง Virgil Abloh ที่ถูกแต่งตั้งให้มาดูแลฝ่าย Men's Fashion เมื่อปี 2018 นับว่าทั้งสองคนถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จของแบรนด์ในยุค 2000s ที่ทำให้ Louis Vuitton ไม่เคยเลือนหายไปจากคนแฟชั่นหรือโลกของแฟชั่น แม้จะผ่านกาลและเวลามากว่าร้อยปีแล้วก็ตามที

อ้างอิงข้อมูลจาก : Rebag

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH