FASHION

ย้อนเส้นทางความสำเร็จของ Maria Grazia Chiuri ดีไซเนอร์สายเฟมินิสต์ตัวแม่แห่ง Dior

ดีไซเนอร์หญิงคนแรกของห้องเสื้ออันเก่าแก่ที่ฝีมือไม่ธรรมดา

19 MAY 2021

หากจะพูดถึงแบรนด์ที่สามารถผสมผสานความหรูหรา ความทันสมัย และเอกลักษณ์ตามแบบฉบับเดิมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว คงจะขาดแบรนด์ลักชัวรี่สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Dior ไปไม่ได้เลย! เพราะนอกจากจะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ในปี 1947 แล้ว Dior ยังถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอุสาหกรรมแฟชั่นที่ครองใจหนุ่มสาวทั่วโลกอีกด้วย สืบเนื่องมาจากผลงานที่มีคุณภาพและโดดเด่นของบรรดาดีไซเนอร์มากฝีมือหลายต่อหลายคนที่เคยร่วมงานกับแบรนด์ หนึ่งในนั้นคือ Maria Grazia Chiuri ดีไซเนอร์หญิงคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์หรือ Artistic Director ของ Dior มาตั้งแต่ในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนมุมมองความเป็นเฟมินิสต์ผ่านผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายได้อย่างน่าประทับใจ มาร่วมทำความรู้จักตัวตนและวิสัยทัศน์ของเธอให้มากขึ้นไปพร้อมๆ กัน แล้วคุณจะได้เห็นว่าอะไรที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในสายงานของเธอได้มากขนาดนี้

Maria เกิดและโตในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่เธอมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่บนโต๊ะอาหารพูดคุยกับครอบครัวเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิ์โดยชอบธรรมที่ผู้หญิงควรจะได้รับ แม่ของเธอคอยปลูกฝังให้เธอเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ส่งมอบพลังที่ยิ่งใหญ่ให้กับผู้หญิงคนอื่นๆ และให้เธอยืนหยัดสู้เพื่อความเท่าเทียมในสังคมที่ดูเหมือนว่าผู้ชายจะเป็นใหญ่นี้ ทำให้เธอมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือผู้หญิงทั่วทุกมุมโลก เธอเข้าเรียนที่ Istituto Europeo di Design ไพรเวตดีไซน์สคูลที่มีชื่อเสียงด้านแฟชั่นและการออกแบบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ในวงการแฟชั่นของเธอ

เส้นทางความสำเร็จของเธอเริ่มต้นกับ Fendi ในปี 1989 หลังจากที่เธอและ Pierpaolo Piccioli ได้ร่วมกันออกแบบและเปิดตัว It Bag ใบแรกๆ ของโลกในชื่อ Baguette ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นกระเป๋ารุ่นไอคอนนิกของ Fendi และเป็นทรงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกอีกทรงหนึ่ง หลังจากนั้นในปี 1999 ทั้งคู่ก็ตบเท้าร่วมงานกับ Valentino ในฐานะ Accessories Designer ที่ทั้งสองสามารถรังสรรค์ผลงานได้อย่างโดดเด่นและมีคุณภาพ จนทำให้ได้เลื่อนขั้นนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ร่วมกันในปี 2008 กอบกู้ทั้งชื่อเสียงและยอดขายของ Valentino ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหลังจากเริ่มซบเซาลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยสามารถพายอดขายของแบรนด์พุ่งทะลุสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์ได้สำเร็จในช่วงปี 2015 และพากันจับมือกันรับรางวัลของ CFDA International Award รางวัลที่การันตีคุณภาพงานและความสำเร็จของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี

Maria Grazia Chiuri และ Pierpaolo Piccioli

Photo: Kristy Sparow / Getty

เป็นเวลายาวนานกว่า 17 ปีที่เธอได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าร่วมกับ Valentino แต่ท้ายที่สุดในปี 2016 ชื่อของเธอก็ถูก Dior ประกาศสู่สาธารณชนว่า "Maria Grazia Chiuri คือผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์คนใหม่ของแบรนด์" ที่เธอได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการแฟชั่นในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ที่เป็นผู้หญิงคนแรกของ Dior และในปีนั้นเธอก็ได้พาทุกคนดำดิ่งเข้าสู่ตัวตนที่แท้จริงของเธอผ่านคอลเล็กชั่นแรกใน Paris Fashion Week 2016 ที่เรียกได้ว่าเป็นการเปิดตัวอันยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็มีคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจออกมาอีกมากมาย

สร้างเสียงฮือฮาบนโลกแฟชั่นอยากถล่มทลาย! เมื่อเธอได้นำกระเป๋ารุ่นไอคอนิกของแบรนด์อย่าง Saddle Bag กลับมาสู่รันเวย์อีกครั้งในคอลเล็กชั่น Fall 2018 สานต่อผลงานของ John Galliano ที่ออกแบบให้กับ Dior ในช่วงปี 1999 ให้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในปัจจุบัน หลังจากเคยโลดแล่นในวงการภาพยนตร์ โฟโต้ชู้ต และเป็นกระเป๋าคู่ใจของเซเลบริตี้ชื่อดังมากมายช่วงต้นปี 2000 ก่อนจะหายไปในปี 2007 ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเธอร่วมกับ Dior อีกหนึ่งชิ้น

Saddle Bags at Dior Fall 2018

Photo: Fashionweekdaily

ซิลลูเอ็ตอันคุ้นตาของเดรสผ้าชีฟอง เทคนิคการจับเดรป ตลอดจนผ้าอัดพลีตล้วนแล้วแต่ถ่ายทอดความเฟมินีนผ่านคอลเล็กชั่นต่างๆ ถือเป็นซิกเนเจอร์ประจำตัวของ Dior ในยุคของ Maria เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะซีซั่นไหนๆ คุณก็จะได้เห็นสไตล์ที่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเธอนี้โลดแล่นอยู่บนรันเวย์อย่างสวยงามในลวดลายที่เธอชื่นชอบ "ฉันชอบดอกไม้มาก ที่บ้านของฉันมีดอกไม้อยู่แทบจะทุกมุม และฉันก็ยังเอาดอกไม้มาทำเป็นเครื่องแต่งกายอีกด้วย แต่ผู้หญิงอย่างเราไม่ได้มีแค่ความสวยและดึงดูดเหมือนกับดอกไม้เท่านั้น เรามีอะไรมากมายกว่านั้นมาก" เธอกล่าวถึงที่มาของลายพิมพ์ดอกไม้ยอดนิยมบนเสื้อผ้าที่เธอออกแบบ ซึ่งเธอสามารถผสมผสานทั้งคู่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

Haute Couture ที่นำเสนอการตัดเย็บแฟชั่นชั้นสูง ความหรูหรา อลังการที่จับต้องได้ ควบคู่ไปกับการออกแบบและลวดลายที่ชวนเพ้อฝัน สร้างแรงบันดาลใจ และดำดิ่งเข้าสู่ห้วงความคิดอันลึกซึ้งของการเป็นผู้หญิง ดูจะเป็นคำพูดที่อธิบายคอลเล็กชั่นโอต์กูตูร์ในแบบฉบับของ Dior ได้เป็นอย่างดี เพราะในหลายคอลเล็กชั่นที่ผ่านมามาเรียสามารถส่งสารอันทรงพลังถึงผู้หญิงทั่วโลกผ่านการดีไซน์และลายปักสุดตระการตาของเธอได้อย่างน่าทึ่ง สร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังถ่ายทอดแนวคิดที่เข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนโยนและทรงคุณค่าของผู้หญิงได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย

Dior Spring/Summer 2021 Haute Couture

Photo: Dior

Dior Spring/Summer 2021 Haute Couture

Photo: Dior

Dior ในยุคของ Maria ไม่ได้มีไฮไลต์แค่เสื้อผ้าที่สวยงามทรงพลังและการกลับมาของกระเป๋ารุ่นยอดนิยมเท่านั้น เธอยังได้นำแนวคิดเฟมินิสต์มาสอดแทรกเข้าไปในคอลเล็กชั่นต่างๆ ด้วยเช่นกัน "แฟชั่นเปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกคนมีอิสระและสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สังคมในปัจจุบันกำลังตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมทางเพศ ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ และเรื่องอื่นๆ ทำไมเราถึงไม่ค่อยมีศิลปินผู้หญิงที่มีชื่อเสียงล่ะ ทั้งๆ ที่หลายคนก็มีความสามารถ เราควรจะถกเถียงถึงปัญหานี้อย่างจริงจังเสียที เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจและยอมรับถึงความแตกต่างของแต่ละคนด้วย" มาเรียกล่าวถึงแรงบันดาลใจในคอลเล็กชั่น Spring/Summer ปี 2017 ที่มีไฮไลท์คือเสื้อยืดสกรีนสโลแกน "We should all be feminists" ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งเซเลบริตี้และผู้หญิงทั่วทุกมุมโลกมากมาย

We Should All Be Feminists T-Shirt by Dior

Photo: Dior

We Should All Be Feminists T-Shirt at Dior Spring/Summer 2017

Photo: Dior

แนวคิดเฟมินิสต์ของ Maria ชัดเจนและทรงคุณค่ามาโดยตลอด เธอมีจุดประสงค์ที่จะใช้แพลตฟอร์มของเธอสร้างโอกาสและเรียกร้องความเท่าเทียมที่แท้จริงในสังคมให้เกิดขึ้นกับผู้หญิง "เฟมินิสต์ของฉันคือการได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน ในความคิดที่ว่าถ้าคุณเป็นผู้หญิงคุณก็จะได้รับโอกาสนี้เช่นเดียวกันกับเพศอื่นๆ ฉันไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงเก่งๆ ในประเทศบ้านเกิดของฉันมากนัก เพราะพวกเขามันจะให้ความสำคัญและให้โอกาสกับผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ เมื่อโตขึ้นและมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินผู้หญิงคนอื่นๆ ทำให้ฉันต้องการที่จะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับผู้หญิง ในทุกๆ โชว์และแคมเปญของ Dior ผู้หญิงจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ Object เท่านั้น แต่พวกเธอจะเป็น Subject ที่นำเสนอเรื่องราวสุดพิเศษผ่านเครื่องแต่งกายที่ฉันและทีมงานร่วมกันรังสรรค์ขึ้นมาจากความตั้งใจของพวกเรา" นอกจากนี้เธอยังทำพอดแคสต์ให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ในชื่อ Dior Talks ที่มีศิลปินและบุคคลมีชื่อเสียงมากมายที่เธอชื่นชมในอุดมการณ์และมีแนวคิดเช่นเดียวกันกับเธอมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมองของแต่ละคน ถือเป็นอีกช่องทางที่ทำให้เราเห็นความสำคัญของปัญหาความเท่าเทียมและสิ่งที่ผู้หญิงต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี

DiorTalks

Photo: Podcasts.Dior

นอกจากจะนำเสนอแนวคิดเฟมินิสต์ผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกายแล้ว Maria ยังต้องการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับ Dior เพราะเธอเข้าใจถึงความต้องการของผู้หญิงในปัจจุบันที่มีความหลากหลายกว่าในอดีต "ในความคิดเห็นของฉัน เมื่อเรากำลังทำแบรนด์ให้กับผู้หญิง เราก็ต้องส่งข้อความที่ทรงพลังออกไปให้ถึงผู้หญิงทุกคน ไม่ใช่ส่งเพียงแค่เสื้อผ้าออกไปเท่านั้น คุณไม่จำเป็นจะต้องกำหนดสไตล์และความคิดของพวกเธอ คุณเพียงแค่ต้องช่วยให้พวกเธอประสบความสำเร็จในแบบที่พวกเธอต้องการ" มาเรียเล่าถึงมุมมองการออกแบบเสื้อผ้าในแต่ละคอลเล็กชั่นของเธอ ที่เราจะเห็นได้ว่าเธอนำเสนอความหลากหลายให้กับแฟนๆ Dior มากยิ่งขึ้น โดยจะมีตั้งแต่ลุคสาวหวานในชุดผ้าชีฟอง เดรสเข้ารูปสำหรับสายปาร์ตี้ ไปจนถึงลุคสตรีตที่ทั้งเท่และทะมัดทะแมงสำหรับสาวๆ สายลุย เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำให้เธอเข้าถึงลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมาย และอาจเป็นสาเหตุหลักของความสำเร็จในอุตสาหกรรมแฟชั่นของแบรนด์ในปัจจุบัน ที่เน้นการเข้าถึงและมีตัวเลือกหลากหลายให้กับลูกค้าก็เป็นได้

Dior Fall 2021 Collection

Photo: Dior

จากการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ที่มาเรียได้ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่ไปกับอินฟลูเอนเซอร์ในการโปรโมทแบรนด์ ร่วมกับแนวคิดเฟมินิสต์ที่เธอสามารถสอดแทรกเรื่องราวไว้ในคอลเล็กชั่นต่างๆ ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยความตั้งใจของเธอที่เข้าใจและต้องการให้ Dior เข้าถึงผู้หญิงทุกคนไม่ว่าจะมีสีผิว รูปร่าง สัญชาติ หรือไลฟ์สไตล์แบบไหนก็ตาม ปิดท้ายที่วิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการตีโจทย์ของเทรนด์แฟชั่นและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ Dior ในยุคที่ Maria Grazia Chiuri นั่งเก้าอี้ผู้บริหารฝ่ายศิลป์ ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในวงการแฟชั่น และมีทีท่าว่าจะยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์เช่นนี้ต่อไปได้อย่างไร้ข้อกังขาอย่างแน่นอน

Source : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8
Cover Photo Courtesy : Laura Sciacovelli, Janette Beckman
Story : ณัชชยุตม์ ป้อมแก้ว

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH