IN THE MAG

'มารีญา พูนเลิศลาภ' กับจุดยืนที่แข็งแกร่งต่อหัวใจที่รัก(ษ์)สิ่งแวดล้อม

เมื่อคุณค่าที่ยึดถือต้องแลกมาด้วยการเสียโอกาสมากมาย

11 JUN 2021

Maria Poonlertlarp, Miss Universe Thailand 2017 & Earth Child

หลังจากป่วยและปรับตัวเองให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติมากขึ้น มารีญา พูนเลิศลาภจึงจริงจังกับการศึกษา รณรงค์และปฏิเสธที่จะไม่รับงานที่ค้านกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เธอยึดถือ “เขาจะมองว่ามารีญาเรื่องมากหรือเปล่า” เธอแอบรำพึง…ต้องยอมเรื่องมาก ถ้าอยากมีโลกอยู่ เราบอกเธอไปอย่างนั้น เธอหัวเราะและร้อง…อู้ววว 

ELLE: ถ้าเรายังมีปัญหาเรื่องปากท้อง แล้วจะแคร์เรื่องโลกร้อนได้หรือเปล่า
MARIA: เราเห็นตัวอย่างในหลายๆที่ว่าทำไปด้วยกันได้ แต่ก็เข้าใจว่าอาจจะไม่ง่ายสำหรับกลุ่มคนต่างๆ เช่น แม่ค้าที่ยังเลิกใช้ถุงพลาสติกไม่ได้ แต่เขาอาจไม่ได้สร้างก๊าซคาร์บอนมากเท่าครอบครัวที่ไม่ใช้พลาสติกเลยแต่บินไปต่างประเทศบ่อย แต่ละคนมีส่วนทำให้โลกรวนในแบบของตัวเอง 
ELLE: ขี่จักรยาน ไม่กินเนื้อสัตว์ ถือถุงผ้า ถ้าทุกคนทำแบบนี้แล้วจะช่วยโลกได้จริงหรือเปล่า
MARIA: ถ้าทุกคนเปลี่ยนก็มีผลแน่นอน มีมีมอันหนึ่งที่บอกว่า ‘ฉันใช้แค่หลอดอันเดียวเองไม่เป็นไรหรอก’ แต่ถ้าทุกคนใช้หลอดคนละอัน มันก็คือหลอด 7,700 ล้านอันเลยนะ การเปลี่ยนแปลงระดับปัจเจกสำคัญ แต่เราก็ต้องผลักดันให้เปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วย อย่างการเกษตรและปศุสัตว์ปล่อยก๊าซคาร์บอน 1 ใน 4 ของโลก ถ้าทุกคนเปลี่ยนไปกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการกินเนื้อสัตว์ก็จะลดห่วงโซ่ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ อย่ามองข้ามเรื่องที่เราสามารถทำได้

ELLE: ประสบการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดที่ประสบมากับตัวเองคือเรื่องอะไร
MARIA: มารีญาชอบ Our Land ที่กาญจนบุรีมากๆ ที่นี่เป็นแนวเชื่อมป่าที่สัตว์เดินข้ามไปมา ไปหาอาหาร ไปหาแหล่งน้ำได้ เรายังได้เห็นความยั่งยืนของบ้านที่เขาสร้างขึ้นที่นั่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ปลูกผัก ซึ่งการกลับไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติพึ่งพาตัวเองไม่ใช่ชีวิตที่ปฏิเสธการพัฒนา แต่เราต้องเลือกใช้การพัฒนาที่ดีต่อเราและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย 

ส่วนเรื่องที่กลัวมากๆคือเรื่อง Greenwashing หลายๆอย่างในเมืองไทยจะเขียนว่า ‘รักษ์โลก’ คนจะเข้าใจผิดคิดว่าดี แต่จริงๆแล้วไม่ได้รักษ์โลกอะไรเลย อย่างถุงพลาสติกที่บอกว่าเป็น biodegradable ย่อยสลายได้ เท่าที่มารีญาศึกษาเรื่องนี้ เมืองไทยยังไม่มีโรงงานที่รับพลาสติกย่อยสลายได้ไปจัดการ แต่เขาก็ขายกันแล้วนะ

ELLE: Net-Zero Carbon by 2030 เป็นนโยบายของบริษัทชั้นนำและหลายประเทศที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2030 โลกที่คุณอยากใช้ชีวิตอยู่ในปี 2030 เป็นโลกแบบไหน
MARIA: ก็อีก 9 ปีเอง…หวังว่าทุกคนและทุกรัฐบาลจะเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เมื่อรัฐบาลหรือใครก็ตามที่มีอำนาจมากที่สุดในพื้นที่นั้นเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างก็จะตามมา ซึ่งเราจะไปถึงจุดนั้นได้ถ้าเราเข้าใจว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน เราต้องรู้จริงๆแล้วว่าการที่โควิดเกิดขึ้นก็เป็นเพราะมนุษย์ เราไปล่าสัตว์ เราไปทำลายระบบนิเวศ มันก็เลยเกิดเชื้อโรคนี้มา เราต้องเรียนรู้จากกระทำของตัวเองได้แล้ว

ELLE: 1 เรื่องที่อยากให้คนรับรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเป็นเรื่องอะไร
MARIA: There’s no one size fits all. ไม่มีทางออกเดียวที่แก้ได้ทุกปัญหา ถ้าใช้วิธีเดียวก็จะมีปัญหาพ่วงมาด้วยเสมอ เช่น เรื่องพลาสติกถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งการตัดต้นไม้ หยุดใช้กระดาษ แต่ปัญหาที่ตามมาคือขยะ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ก็ดี แต่ถ้าเราใช้พลังนี้อย่างเดียว เราต้องใช้ทรัพยากรมาทำแผงโซลาร์เยอะมาก ทรัพยากรในคองโกก็จะหายไปหมด บางจุดที่ไม่มีแดดแต่มีลม เราก็ต้องใช้พลังงานลม เราต้องผสมผสานทางออกหลายๆทางในทุกเรื่อง
ELLE: พอเสิร์ชคำว่า environment ในกูเกิ้ลก็เจอะคำถามยอดฮิต เช่น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันไม่แคร์สิ่งแวดล้อม
MARIA: ถ้าเราอยากอยู่ต่อได้ อยากมีอนาคต อยากมีลูก แต่เราไม่แคร์สิ่งแวดล้อม ทุกคนก็จะไม่มีที่อยู่ เพราะว่าโลกไม่ต้องการเราค่ะ โลกอยู่ต่อได้ ธรรมชาติก็จะอยู่ต่อไป แต่สภาพที่เราจะใช้ชีวิตอยู่จะแย่มาก เราเองนั่นแหละที่จะอยู่ไม่รอด

ELLE: ถ้ามีสักเรื่องหนึ่งที่ทุกคนจะทำเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายที่สุดคือ…
MARIA: มี 2 ทางที่เราต้องทำพร้อมกัน หนึ่งคือระดับปัจเจก สองคือเรื่องส่วนรวม ระดับปัจเจกก็ดูชีวิตประจำวัน เช่น ดูเรื่องอาหารว่าเรากินเนื้อสัตว์มากแค่ไหน ลดได้บ้างหรือเปล่า ซื้ออาหารในท้องถิ่นได้ไหม เรื่องการเดินทาง ถ้าเรารู้ก่อนว่าจะเดินทางไปไหนบ้างก็จะวางแผนการเดินทางได้ เช่น ติดรถไปกับคนอื่นได้ไหม ธุระต่างๆออกไปทำวันเดียวได้หรือเปล่า และดูเรื่องขยะ ถ้าเราแยกขยะได้ ของแห้ง ของเปียก คนเก็บขยะก็แยกได้และเอาขยะไปจัดการต่อได้ง่ายขึ้น

ส่วนระดับส่วนรวม ทุกคนสามารถหาองค์กรหรือเอ็นจีโอที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแล้วไปสนับสนุนเขา ถ้าเราไม่สามารถปรับปรุงชีวิตตัวเองได้ก็ไปช่วยสนับสนุนคนที่เขาต้องการความช่วยเหลือ

ELLE: ถ้าแทรกเรื่องแยกขยะในละครได้จะช่วยได้มาก สังเกตในซีรี่ส์เกาหลีจะชอบมีฉากแยกขยะ นางเอกเอาขยะไปใส่ถังรีไซเคิลแล้วเจอพระเอก ดูๆไปจนเราคิดไปเองว่าเราต้องรีไซเคิลขยะ 
MARIA: น่าสนใจ มารีญาก็ใช้ soft power เข้ามาช่วยในการทำ SOS Earth (FB: sosearth.co) ที่เป็นแหล่งข้อมูลและโครงการต่างๆให้คนเข้ามาศึกษาและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมคือการทำให้คนรู้ว่ามันเป็นปัญหาใกล้ตัวมากขนาดไหน ถ้าเราทำเรื่องเด็กหรือเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคนคนก็จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเข้าใจได้มากกว่าว่าคนนี้เจ็บป่วย เราต้องไปช่วย แต่ถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม คนจะรู้สึกว่าไกลตัวและยากที่จะเห็นผลเลย 

ELLE: ทำไมมารีญาแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม
MARIA: เพราะมันกระทบกับสุขภาพของเราเอง ตอนนี้ก็ยังป่วยอยู่ ซึ่งเกี่ยวกับอาหารที่เรากินด้วย พอเริ่มใส่ใจอาหาร ปรับนาฬิการ่างกายให้เข้ากับแสงธรรมชาติ พอแดดออกก็ตื่น เลยไม่ต้องใช้ยาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ถ้าธรรมชาติส่งผลต่อเราขนาดนี้ มันก็ส่งผลต่อคนที่เรารักและทุกคนที่แชร์โลกนี้ด้วย โชคดีที่ในกลุ่มของมารีญาทุกคนรู้ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมสำคัญ ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเราบ้าไปคนเดียว แต่เราก็ต้องแลกเยอะ หลายคนมองว่าทำไมมารีญาไม่รับงานนั้นงานนี้ เพราะเราไม่สามารถสนับสนุนสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งที่ทำร้ายชีวิตสัตว์ เราพยายามเลือกสิ่งที่เหมาะกับคุณค่าที่เรายึดถือซึ่งมันคุ้มค่ากว่ามาก

Elle Special June 2021
Photo: Maria Poonlertlarp
เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH