SIGNATURE

มิว ศุภศิษฏ์ นักแสดงที่ไม่หลงระเริงกับความดัง และการก้าวสู่ผู้พลิกโฉมซีรี่ส์ไทย

การพลิกบทบาทจากเบื้องหน้าสู้เบื้องหลังครั้งแรกของเขา

12 JAN 2021

เมื่อ 10 ปีก่อนเขาไปออดิชั่นเป็นร้อยงาน แต่มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์เป็นชื่อที่ถูกตัดออกเสมอ แต่วันนี้มิวก้าวมาอยู่ในจุดรุ่งเรืองที่สุดในอาชีพนักแสดง และก้าวต่อไปเป็นผู้จัดที่กำลังปั้นซีรี่ส์ของตัวเอง เมื่ออ่านถึงตัวอักษรสุดท้ายคุณจะรู้ว่าทำไมมิวจึงต่างจากนักแสดงรุ่นเดียวกันทั้งหมด

บทบาทใหม่ ในฐานะเบื้องหลัง?

“ตอนนี้ทำซีรี่ส์ของตัวเองชื่อ Aquarium Man อยู่ในขั้นทำบท ช่วงมกราฯจะเริ่มแคสติ้ง ผมเล่นเป็นสัตวแพทย์ที่ทำงานในอะควาเรียม ผมได้ไอเดียตอนไปอะควาเรียมที่โอซากา มันมีความอบอุ่นบางอย่าง อยากถ่ายทอดความอบอุ่นนี้ อยากให้คนดูได้เมตตาต่อสัตว์โลก ต่อสิ่งแวดล้อม ผมมองว่าซีรี่ส์ไทยมีเนื้อหาไปทางรอมคอมเสียเยอะ เรื่องรัก เบาสมอง ดูง่าย การจะสอดแทรกเรื่องสังคมเข้าไปต้องแทรกให้เนียนๆ ผมชอบหนังเรื่อง Parasite มาก ดูเอาสนุกก็สนุก ดูในมิติสังคมก็ได้ มันมีหลายเลเยอร์ให้ดู เราอยากทำแบบนั้นได้บ้าง”

การนำปัญหาในมุมมองของนักแสดงมาใช้ในการรับบทผู้จัด

“ผมทำงานกับคนมาเยอะมากนะครับ ผมเห็นว่าคนไทยเก่งมากจริงๆ แต่ขาดระบบการจัดการที่ดี ผมเคยเจอว่ามีถ่ายพรุ่งนี้แล้วเพิ่งบอกผมตอน 4 ทุ่ม (หัวเราะขื่น) มีความพังทลายของระบบ แล้วก็เรื่องต้นทุนที่น้อยส่งผลต่อทุกส่วน จะเห็นว่าบางบริษัทมีเวลาทำบทนานเป็นปีๆ ผลงานก็จะออกมาดี แต่ถ้าทั่วๆไปก็เขียนบทกัน 3-4 เดือน แทบไม่มีเวลาให้นักแสดงเวิร์กช็อป เราทำอะไรไม่ได้นอกจากทำงานของตัวเองให้ดี”

มิวอาจเป็นคนพลิกฟื้นวงการซีรี่ส์ไทย

“ถ้าเทียบคุณภาพกับซีรี่ส์ต่างชาติ ของเราก็ยังสู้ไม่ได้ ซีรี่ส์ไทยดังด้วยตัวนักแสดงเป็นหลัก แต่ผมอยากให้ทุกๆอย่างไปด้วยกัน ทั้งนักแสดง บท ฉาก โปรดักชั่น แสง เสียง พอผมเป็นผู้จัด เป็น Executive Producer ผมก็ดูทุกขั้นตอนได้ มันเริ่มจากผมเปิดสตูดิโอเอง เรามีคอนเน็กชั่นกับต่างชาติ พอเสนอไอเดียเรื่องนี้ไปต่างชาติก็โอเค เราเลยได้ทุนจากหลายๆประเทศ ผมทำทุกอย่างเลยครับ หาทุน ร่วมเขียนบท แสดง แคสติ้งเองด้วย เรื่องแคสติ้งผมซีเรียสมาก ผมว่ามันแปลกที่นักแสดงเก่งๆมักไม่ได้รับเลือก แต่ชอบเลือกนักแสดงที่ภายนอกแล้วมาปั้นทีหลัง”

“จะใช้เวลานานเท่าไรไม่รู้ แต่ผมจะแคสต์นักแสดงดีๆ ทุกคนที่เลือกมาต้องมีพื้นฐานการแสดงอยู่แล้ว สมัยนี้มีคอร์สเรียนแอ็กติ้ง มีสื่อต่างๆให้เรียนเยอะมาก ถ้าคุณอยากเป็นนักแสดงคุณต้องไปฝึกมาก่อน แต่ก่อนผมไปแคสต์เป็นร้อยงานแต่ไม่เคยได้ ไม่มีใครบอกว่าเราไม่ดียังไง ต้องปรับตรงไหน ผมเคยถามนะครับว่า ‘พี่...ทำไมผมไม่ได้งาน’ ก็ได้คำตอบว่าก็ ‘เขา’ ไม่เลือก เราไม่เคยรู้ว่าเราไม่เก่งก็เลยโทษคนอื่น โทษว่าคนที่ให้เราไปแคสต์เลือกบทไม่ตรงกับเรา เราไม่เคยหันมามองตัวเองเลยว่าอยากเป็นนักแสดงแต่ไม่เก่งเรื่องแสดง แต่พอผมยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ผมก็ไปเรียนแอ็กติ้งทันทีเลย ผมจะได้เก่ง ไปเรียนแรกๆก็ท้อมาก ผมเรียนวิศวะมา ความคิดเราเป็นระบบมาก ไม่ค่อยใช้อารมณ์ แต่พอปลดล็อกเรื่องความรู้สึกปุ๊บ เราเป็นคนเซนซิทีฟได้เหมือนกัน ทีนี้ขึ้นคอนเสิร์ตทีไรเลยร้องไห้ตลอด ซึ้งง่าย”

มีอะไรอีกบ้างที่กองถ่ายของผู้จัดมิวจะไม่เหมือนกองอื่นๆ ?

“เรื่องเบรกดาวน์ครับ ต้องบอกกันก่อนจริงๆ ที่เล่าไปว่าเคยเจอว่าบอกล่วงหน้าแป๊บเดียว พอไปหน้างานเรายังไม่รู้เลยว่าต้องเล่นอะไรยังไง บทยังไม่มีให้ด้วยนะบางกอง เพราะยังไม่รู้ว่าวันนั้นจะถ่ายที่ไหน ถ่ายอะไรบ้าง พอต้นทุนน้อยปุ๊บ เขาก็ต้องถ่ายตามโลเกชั่น มันเลยต้องสลับฉากไปมา ไม่ได้ถ่ายเรียงตามบท เขาก็เลยเขียนบทสดๆ ซึ่งจะถ่ายอยู่แล้วแต่บทยังไม่เสร็จ ละครไทยบางเรื่องเลยอารมณ์โดดเยอะ เรื่องการดูแลสุขภาพในกองถ่ายให้ดีก็สำคัญ ผมสังเกตว่าพออยู่ในกองแล้วสมาธิไม่ดี งานพังตลอดเลย ในกองถ่ายจะมีบางคนที่ชอบเกรี้ยวกราด ผู้ช่วยบ้าง ผู้กำกับบ้าง ก็เข้าใจว่าเป็นวิธีของเขา ตวาดนักแสดงว่า ‘ทำไมเล่นไม่ได้! แค่นี้ทำไม่ได้เหรอ!’ อะไรแบบนี้หรือ มิวหัวเราะในความอ่อนโยนของโทนเสียง “โอ้…ของจริงรุนแรงกว่านี้เยอะครับ มีคนที่อยู่ใต้ความกดดันแล้วทำงานได้ดี แต่อย่าลืมว่าบางคนก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น”

ร่างเคยพังเพราะความซีเรียสของตัวเองบ้างไหม ?

“ยังไม่ไปถึงจุดนั้น มีช่วงเบื่อเฉยๆ สมัยที่แคสต์งานแล้วไม่ได้งานเลย ก็ไม่อยากไปแล้ว อยู่บ้านดีกว่า นั่งดูซีรี่ส์ ดูหนังไป น่าเบื่อมาก แต่ก็ดีไปอย่างนะ สบายดี (หัวเราะ) ผมคิดว่าถ้าเราสบายทุกวัน เราจะชินชากับความสบายแล้วเราจะหนืด แต่ถ้าเรามีวันที่เหนื่อยบ้าง สบายบ้าง เราจะเห็นแค่ความสบายนั้น…เป็นไง เลี้ยวกลับมามีสาระได้ ตอนนี้ผมไม่ได้โหยหาวันสบายๆอีกแล้ว ผมอยากทำงานและพัฒนาไปเรื่อยๆ จะพูดยังไงดี คือเราไม่ใช่คนประเภทที่ทำตัวน่ารักแบ๊วๆ อ้อนแฟนไปวันๆ แต่ไม่มีผลงานอะไร มันเอาเปรียบเขา แฟนคลับให้เราเยอะมาก ให้ใจ ให้เวลา ให้ทรัพยากรชีวิตเขากับเรา เวลาเราไปงาน เราเหนื่อยนะแต่เขาเหนื่อยกว่า เพราะเขาต้องมารอก่อนและรอส่งเรากลับ กว่าเขาจะได้กลับบ้าน วันรุ่งขึ้นก็ต้องไปทำงาน ไปเรียน ไปทำการบ้าน เราเลยต้องมีผลงานเพื่อตอบแทนทุกคน ผมอยากเป็นคนที่ถ้ามีคนรู้ว่าใครเป็นแฟนคลับผมแล้วเขาพูดว่า ‘เออ สมควรแล้วที่ตามคนนี้’ ไม่ใช่ได้ยินชื่อผมแล้วทำเสียง ‘หืม...ตามคนนี้เหรอ ไปตามทำไม คนนี้ไม่เห็นทำอะไรเลย’ เราเลยต้องทำงานเยอะๆครับ”

แล้วทำอย่างไรถึงไม่เอาความรักของแฟนๆมาแบก

“ความคาดหวังของคนอื่นนี่มันเยอะนะครับ มีคนตามไอจีผม 2 ล้านกว่า ในทวิตเตอร์อีก 8 แสน ถ้าเอาความคาดหวังทุกคนมา โห! ปวดหัวตายเลย คนเดียวที่ผมจะเปรียบเทียบคือตัวผมเองเมื่อวาน แล้วผมเคยอ่านเจอไม่รู้ใครพูดไว้ เขาบอกว่า ‘ครูที่ดีที่สุดในชีวิตคือตัวเราเอง’ ผมก็เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เอาแค่เรายอมรับความผิดพลาดของตัวเองให้ได้ก่อน นั่นก็ยากมากแล้ว ผมเป็นคนหนึ่งที่มีอีโก้เอาแต่โทษคนอื่น แต่ถ้าคุณซื่อสัตย์กับตัวเองเมื่อไร คุณจะรู้จุดด้อยและจุดแข็งของตัวเอง แล้วจะพัฒนาได้อีกเยอะมากๆ”

จุดอ่อนของมิว?

“จุดอ่อนของผมคือเรื่องแฟนๆ ผมเป็นคนนิสัยเสียอยู่อย่าง ถ้าโดนทำร้ายเองผมทนได้ แต่ถ้าคนรอบตัวผมโดนทำร้าย ผมจะฟึดฟัดแรงมาก ตอนนี้ผมมีแฟนคลับมากขึ้น มีทั้งแฟนเราจริงๆกับคนที่แกล้งมาเป็นแฟนเรา มาหวงเรา เราสนิทกับคนนั้นคนนี้ไม่ได้เลย เพื่อนทั้งในและนอกวงการเราโดนหมด เขาตัดสินแทนเราว่าคนนี้ไม่เหมาะสมจะเป็นเพื่อนเรา ผมโมโหมาก ซึ่งมันไม่ค่อยดีหรอก จุดเดือดต่ำไป"

แล้วจุดแข็งของตัวเองคืออะไร?

“จุดแข็งก็คงเป็นความจริงจังในทุกเรื่อง เป็นคนมีประสิทธิภาพมาก (หัวเราะ) ชีวิตผมมีไม่กี่อย่างหรอก ชอบหนังกับเพลงแค่นี้เอง เราเอาเส้นทางการทำงานมาแมตช์กับสิ่งที่เราชอบก็เลยทำได้ดี เพราะเราค่อนข้างผลักดันให้ตัวเองไปในเส้นทางที่ต้องการ โชคดีไม่ค่อยมีส่วนเท่าไร” ไม่เชื่อเรื่องโชค? “ผมเคยทำงานวิจัยเรื่องความน่าจะเป็นตอนเรียนปริญญาโทเลยได้เข้าใจว่าความแน่นอนอย่างเดียวในโลกนี้ก็คือความไม่แน่นอนนี่แหละ ต่อให้เราวางแผนมาดีแค่ไหน มันจะมีข้อผิดพลาด เป็น bug ที่เข้ามาป่วน ไม่ว่าจะเป็นฟ้าฝน ความเจ็บป่วย หรืออะไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่าชีวิตมันมี bug เราต้องรวมความผิดพลาดเข้าไปในแผนด้วย เหมือนคำที่เขาพูดกันว่าเราต้องมีแผนสำรอง

แผนสำรองของมิวคืออะไร ถ้าเส้นทางในวงการบันเทิงไปต่อไม่ได้แล้ว ?

“ก็ไปเรียนต่อ และถอยออกมามองว่าปัญหาคืออะไร เกิดจากภายนอกหรือภายใน เกิดจากคนอื่นจริงๆหรือเปล่า หรือเกิดจากตัวเอง ถ้าเกิดจากคนอื่นก็มีโอกาสแก้ได้น้อยมาก เพราะเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเกิดจากตัวเองก็มีความหวัง เราสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง พอมองเห็นแล้วก็กลับเข้าไปใหม่ ผมไม่หยุดหรอกกับงานนี้ รักน่ะรัก แต่ไม่เสียดาย เรามีประสบการณ์แล้วนี่ แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยเริ่มใหม่ ผมเริ่มต้นใหม่กับวงการนี้มาหลายรอบมากนะครับ เพราะคนในวงการนี้พูดตรงๆเลยว่าแสบมาก ผมพูดจริงๆเลย มีคนที่คอยขัดแข้งขัดขาคนอื่น เจอคนดิสเครดิต บอกว่าเราเป็นคนแบบนั้นแบบนี้แต่ไม่รู้จักเราจริงๆ เจอคนที่ไม่พัฒนาตัวเองและไม่อยากให้คนอื่นพัฒนา บางคนบอกว่าผมไม่รอคนอื่น เร็วไป ทำไมต้องขนาดนี้ ผมว่าผมก็ไม่ได้เร็วนะ ทุกคนลืมไปหรือเปล่า ผมเข้าวงการมาตั้ง 10 ปี และทุกคนลืมไปหรือเปล่าว่าเวลาในชีวิตมีจำกัด จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ขนาดคนเป็นแฟนกันยังเดินไม่พร้อมกันเลย ผมว่ามันตลกมากกับคำพูดที่ว่า คู่ชีวิตต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่มีทาง คนเรามีช่วงเวลาที่เราเดินตาม บางทีเราก็เดินนำบ้าง”

เราและเขาต่างหยุดคุย เมื่อทีมงานปรากฏตัวอย่างเกรงใจ ชี้นาฬิกาข้อมือยิกๆอันเป็นสัญญาณว่ามิวต้องไปทำหล่อแล้ว มิวที่ดูจะอยากพูดต่ออย่างไม่รู้จบ แต่รู้หน้าที่พอที่จะตบท้ายอย่างตั้งใจเช่นเคยว่า “ถามว่าก้าวข้ามความแสบเหล่านี้มาได้ยังไง ผมทำอะไรไม่ได้หรอก สุดท้ายต้องกลับมาที่เรื่องพัฒนาตัวเอง ความดังมันมาไวไปไวครับ แต่ความสามารถจะอยู่กับเราไปตลอด ผมไม่ได้บอกว่าผมเป็นคนเก่งหรือมีความสามารถมากมาย แต่ผมไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองก็แล้วกัน”

Make-up: รุจจกรณ์ อุดรพันธ์ธนกุล
Hair: สมเจตน์ กล่อมน้อย
Stylist: อาทิตย์ ชื่นกมลพันธ์
Assistant Fashion Editor: ธันวา เทียมเมฆ
Assistant Fashion & Creative Director: เอกบุตร ศรีวงศ์อุดมสิน
Photographer: LIK SRIPRASERT
Fashion & Creative Director: PANNATORN SRIPRASERT

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH