LIFESTYLE

ตามแอล ไทยแลนด์ไปซอกแซกมิลานเมืองแฟชั่น

ธรรมเนียมของคนแฟชั่นกับการไปเยือนเมืองแม่แฟชั่นโลก

16 OCT 2018

เป็นธรรมเนียมของคนในแวดวงแฟชั่นทั่วโลก ที่พอเข้าสู่เดือนกันยายน แฟชั่นนิสต้าทุกสายอาชีพจะตบเท้ากันไปเพื่อร่วมงานที่คนทั้งโลกต่างจับจ้อง นั่นคือแฟชั่นวีค ณ 4 มหานครแฟชั่นอย่างนิวยอร์กลอนดอน มิลาน และปารีส เพื่อไปชมคอลเล็กชั่นใหม่ของแบรนด์ดัง เรียกได้ว่า เราจะได้เห็นเทรนด์แฟชั่นใหม่ของโลกในเมืองเหล่านี้เป็นที่แรก

ครั้งนี้พาไปเที่ยวสไตล์สาวแอล เก็บภาพเช็คอินตามสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว และซอกแซกไปตาม Secret Addresses ในยามที่ว่างเว้นจากการดูโชว์มาเป็นโบนัส มาตามติดเอดิเตอร์ของเราไปดูว่าในระหว่างช่วงมิลานแฟชั่นวีคคนแฟชั่นเค้าไปไหนกันบ้าง

เช็คอินเมืองแฟชั่น

จุดเช็คอินแรกที่ต้องไป คือดูโอโม่ (Duomo) มหาวิหารประจำเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางมิลาน ด้านข้างจัตุรัสเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการค้าที่หรูหราอลังการ Galleria Vittorio Emanuele II ภายในห้างเป็นโดมแก้ว มีห้างร้านต่างๆ เต็มไปด้วยช้อปปิ้งมอลล์ที่เรียงรายไปบนทางเดินที่ทอดยาว

ส่วนอีกด้านจะเป็นโรงอุปรากรชื่อก้องโลก ลา สกาล่า (Teatro alla Scala) ใครที่เป็นแฟนพันธ์ุแท้ดนตรีคลาสสิค โอเปร่า และบัลเลต์คงถูกใจ แม้ไม่มีเวลาซื้อตั๋วเข้าชมการแสดง แค่ได้เข้าไปใช้เวลาในมิวเซียม ชมความงามของการตกแต่งภายในก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว ซึ่งเปิดทำการ 9.00 -17.30 น. ทุกวัน

แล้วไปเกาะกระแสมิลานแฟชั่นวีคด้วยการไปเยือนย่านแฟชั่น Monte Napoleone ถนนสายซูเปอร์แบรนด์เนมที่คลาคล่ำไปด้วยแฟลกชิปสโตร์ของแฟชั่นไฮแบรนด์ เป็นย่านในฝันของคนที่เกาะติดแฟชั่น แค่ Window Shopping ก็เริ่ดแล้ว ซึ่งแอล ไทยแลนด์ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ไปเยือน 3 ช็อปของแบรนด์แม่อย่าง Prada, Fendi และ Gucci จะมีอะไรว้าวๆ ให้ดูเสมอ

ดูงานคัลเจอร์ ท่องถิ่นวัฒนธรรม
บ้านของงานศิลปะอิตาเลียนกว่า 400 ชิ้นของศิลปินระดับโลกหลากหลายยุค ทำให้เราไม่อาจมองผ่านย่านแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ Pinacoteca di Brera ซึ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นนักเรียนศิลปะอีกครั้งแน่ๆ 

Photo: Bas Princen. Courtesy Fondazione Prad

จากนั้น…ไปต่อกันที่ Fondazione Prada ที่แม้จะไม่รู้จักคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าหรือผลงานชิ้นเอกของปราด้าก็ไม่เป็นปัญหา เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของชิ้นงานศิลปะที่เป็นแรงบันดาลใจในงานของปราด้าที่ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นเลย แต่จะได้เห็นแนวคิด ปูมหลัง และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผลงานและการใช้ชีวิตของดีไซเนอร์ผู้โด่งดังมากกว่า หากใครเคยอ่านประวัติจะทราบว่า ปราด้าเป็นคนทำงานแฟชั่นที่แอนตี้แฟชั่นหน่อยๆ เหมือนคนที่อยู่กับสิ่งที่เกลียด ทำงานกับสิ่งที่เกลียดได้ และทำได้ดีมากเสียด้วย

ภายใน Fondazione Prada ยังเป็นที่ตั้งของคาเฟ่สุดเก๋นาม Bar Luce ซึ่งออกแบบโดย Wes Anderson ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน หลายคนที่รักวิธีการทำหนังของแอนเดอร์สันอยู่แล้ว การมาที่นี่จะช่วยเติมเต็มจินตนาการได้เพราะมีร่องรอยสไตล์ของเขาเต็มไปหมด โดยเฉพาะบริเวณบาร์ถูกย้อมด้วยโทนสีพาสเทลในบรรยากาศของยุค 50s -60s ประหนึ่งอยู่ในหนังเรื่อง The Royal Tenenbaums หรือ The Life Aquatic with Steve Zissou มอบความรื่นเริงด้วยเสียงดนตรีย้อนยุค และเครื่องเล่น jukebox โต๊ะเกม pinball เครื่องเล่นสุดฮิตจากยุคแอนะล็อก

หอมหวานในร้านขนม

Photo: pasticceriamarchesi

แม้มิลานจะเป็นเมืองที่นำเทรนด์แฟชั่น มีเรื่องราวใหม่ๆ ในทุกซีซั่น แต่หลายคาเฟ่ที่ก้าวย่างไปเรากลับได้เสพอดีต ไม่เว้นแม้แต่ร้านขนมเก่าแก่อย่าง Marchesi และ Pasticceria Cova ซึ่ง Marchesi คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของมิลาน ที่นี่เราได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมจากคาปูชิโน่ชั้นดีแกล้มครัวซองต์รสเลิศ ซึ่งมี่สองสาขาในมิลานคือ บนถนน Monte Napoleone และบนชั้นสองของ Galleria Vittorio Emanuele II

Photo: Pasticceria Cova

ส่วน Cova บนถนน Monte Napoleone เป็นร้านขนมที่เป็นที่โปรดปรานของชาวมิลานมานาน สำหรับคนที่ชอบสวนกว้างขวางซึ่งอยู่ด้านหลังของร้าน น่าจะให้คะแนนร้านหลังมากกว่านิดนึง แต่ทั้งสองร้านก็มีความเรโทรเหมือนกัน ถ้าต้องเลือกไปร้านใดร้านหนึ่งก็ไม่ถือว่าพลาดอะไรไป

ส่วนร้านอาหารไฮไลต์ที่ต้องซอกแซกไป คือ  ร้านอาหารเล็ก ๆ ใจกลาง Brera ชื่อว่า La Latteria di San Marco  ร้านอาหารอร่อยขนาดเล็กมากๆ ไม่เกิน 10 ที่นั่ง ซึ่งไม่รับจอง คุณต้อง walk in เท่านั้น แต่คุ้มค่ากับการยืนรอ เพราะนี่คือบรรยากาศอาหารค่ำในห้องครัวสไตล์อิตาเลียนคลาสสิกที่มีคุณลุงคุณป้าดูแล จนรู้สึกได้ว่า อืม…ฉันมาถึงมิลานอย่างแท้จริงแล้ว ที่สำคัญร้านนี้ถูกแนะนำโดยผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Coccinelle เชียวนะ อย่าลืมสั่งเมนูเด็ด Spaghetti Alla Limone E Peperoncino ด้วย

ตลาดนัดฮิปสเตอร์ริมคลอง Naviglio

จุดรวมตัวใหม่สุดเก๋ของฮิปสเตอร์มิลาน Naviglio เป็นคลองย่านชานเมือง ในบรรยากาศตลาดนัดFarmers’ Market ทั้งแผงขายอาหารของคนท้องถิ่น และแผงขายผักผลไม้ประจำสัปดาห์และตลาดน้อยใหญ่ที่จะผลัดกันมาเปิดริมคลอง Naviglio ให้คุณได้เดินช้อปชิลๆ โดยเฉพาะทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ที่นี่จะครึกครื้นด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว หรือใครที่ชอบร้าน Select Shop ที่ดีแบรนด์เก๋ๆ อย่าง JW Anderson, Sacai หรือ Visvim แถมยังมีร้าน Antonia ที่รวมไว้ซึ่งสารพัดแฟชั่นแรร์ไอเท็มที่ไม่ควรพลาด

นอกจากสถานที่ที่เราไปเยือน มนต์เสน่ห์และความงามเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในทั่วทุกหนแห่ง เพียงได้มองเข้าไปในหน้าต่างเล็กๆ ของร้านรวงที่เรียงรายก็ทำให้เราหลงรักมิลานทุกครั้งที่ไปเยือน 

การเดินทาง
สามารถบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่มิลานด้วยการบินไทย เพียง 12 ชั่วโมง วันละ 1 เที่ยวบิน ไม่ต้องรอต่อเครื่อง ด้วยบริการแบบ Full Service ที่ได้มาตรฐาน ไร้กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเรียกเก็บเพิ่มเติม ราคารวมโหลดกระเป๋า อาหารเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มบนเครื่อง การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Skytrax 2018 World Airline Awards ถึง 3 รางวัล ที่พร้อมพาไปสัมผัสเมืองแฟชั่น บินสู่ทุกจุดหมาย #ThaiAirways #การบินไทย #สบายต่างกัน #IflyThai

สนใจคลิกลิงค์ การบินไทย

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH