SIGNATURE

ทำความรู้จักตัวตนทั้งในจอและนอกจอของ ป๊อด-ข้าวตัง จากซีรี่ส์เรื่อง ต้นหนชลธี

จับเข่าคุยกับคู่จิ้นคู่ใหม่ที่น่าจับตามอง!

16 NOV 2020

เมื่อทีเซอร์ละครใหม่ของค่ายจีเอ็มเอ็มถูกปล่อยในโลกออนไลน์ แฟนานุแฟน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแฟนโพ้นทะเล) ปล่อยคอมเมนต์รัวๆว่าแสนจะดีใจที่นักแสดงที่พวกเขารัก ป๊อด-ศุภกร ศรีโพธิ์ทอง และ ข้าวตัง-ธนวัฒน์ รัตนกิจไพศาล ได้เป็นตัวเดินเรื่องเสียทีในบทพี่ชายตัวสูงใหญ่กับน้องชายตัวเล็ก ที่ราวกับเขียนมาเพื่อให้พวกเขาเล่นเป็น ‘ต้นหนชลธี’ โดยเฉพาะ

ต้นหน

“ตอนผมอ่านนิยาย ผมเห็นภาพพี่ต้นหนว่าเป็นคนตัวใหญ่ เกรี้ยวกราดแต่อบอุ่น เป็นคนที่เราสามารถกลับไปซบลงได้ มีปัญหาพึ่งได้ไม่หนี” ข้าวตัง--น้องชายตัวเล็กในเรื่องบรรยายภาพในหัวก่อนที่เขาจะได้มาเจอพี่ต้นหนตัวเป็นๆ

‘ต้นหน’ ก้าวออกจากนิยายเรื่องดังที่มีผู้อ่านติดตามเกินครึ่งล้านมาอยู่ในร่างของผู้ชายสูง 183 เซนติเมตร ตัวใหญ่ ไหล่กว้าง กับรอยยิ้มที่กว้างกว่า “ตอนเข้าฉากกับพี่ป๊อดผมรู้สึกสบายใจตั้งแต่แรกๆเลย ไม่รู้เพราะอะไร” ชลธีพูดถึงพี่ชายข้างบ้านของเขาต่อ “อาจเป็นเคมี มันอธิบายไม่ได้”

“ตัวผมเองก็เป็นคนชอบปกป้องคนอื่น อารมณ์ร้อนบ้าง แต่ไม่เท่าต้นหนที่ตอนเด็กๆเป็นพี่ชายที่แสนดี แต่พอโตมากลายเป็นพี่ชายขี้โมโห เกรี้ยวกราด พร้อมลุย เป็นคนที่ถ้าเพื่อนมีเรื่องเขาจะช่วยเพื่อนก่อนไม่ว่าเพื่อนจะผิดหรือถูก แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือยังรักน้องเหมือนเดิม” ป๊อดพูดถึงตัวละครที่เขายังสลัดไม่หลุดแม้จะปิดกล้องไปพักใหญ่แล้วก็ตาม “เป็นเขานานๆผมก็กลายเป็นคนอารมณ์ร้อนไปด้วย ทำไมเราหัวร้อนง่ายจังช่วงนี้ คนรอบข้างยังทักว่าเป็นอะไร…”

ชลธี

“ก่อนเปิดกล้องผมกังวลมากว่าจะแสดงอย่างไรให้เหมือนชลธีที่คนอ่านจินตนาการไว้ตอนอ่านนิยาย เราไม่อยากไปทำลายจินตนาการของเขา” ข้าวตังระบายความอัดอั้นก่อนจะพูดถึงตัวละครที่เขารับบท “แต่ผมก็เข้าใจว่าเราไปแตะความคาดหวังของทุกคนไม่ได้ แม้แต่หนังฝรั่งเองที่หลายๆเรื่องสร้างจากนิยาย คนอ่านก็วิจารณ์ว่านักแสดงคนนี้ไม่เห็นเหมาะกับตัวละครนี้เลย คนนี้ไม่เหมือนกับที่จินตนาการไว้ ผมเลยอ่านนิยายหลายรอบมาก พยายามจินตนาการภาพว่าชลธีจะเป็นอย่างไร”

“ชลธีเป็นน้องข้างบ้าน น้องตัวเล็ก พี่ต้นหนเลยต้องคอยปกป้อง” ป๊อดบรรยายภาพตัวละครตอนที่เขาอ่านเวอร์ชั่นนิยายบ้าง “เขาเป็นคนนุ่มนวล ใจเย็น ซอฟต์ อ่อนนอกแข็งใน ความแมนไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการเตะต่อยเสมอไป”

ข้าวตังที่สูง 174 เซนติเมตร ดูเป็นผู้ชายไซซ์ SS เมื่ออยู่ข้างๆป๊อด ซึ่งแค่มือข้างเดียวของเขาก็ใหญ่กว่าใบหน้าของข้าวตังแล้ว “ผมไม่ใช่คนอ่อนหวานขนาดชลธีและเก็บความรู้สึกเก่งกว่าด้วย เวลาแสดงเราอยากจะปล่อยอารมณ์ความรู้สึกอะไรออกมาก็ได้ แต่ในชีวิตจริงบางทีผมรู้สึกบางอย่างแต่แสดงออกมาไม่ได้ มันอาจมีผลเสียมากกว่าจะดี ผมเลยสนุกกับงานแสดงมาก ได้ปลดปล่อยตัวเอง ได้เจออารมณ์ความรู้สึกใหม่ๆ” ข้าวตังเล่ายิ้มหวานตาวาว

“ถามว่าละครเรื่องนี้เป็นละครวายหรือเปล่า” ป๊อดเอ่ยขึ้นมาลอยๆ “ผมว่าคนจะมองแบบนั้นก็ได้ ไม่ผิด แต่ผมจะดีใจมากกว่าถ้าคนดูดูแล้วอินไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ในเรื่องต้นหนและชลธีเป็นผู้ชายแท้ 100% เลยครับ แต่เขารักกัน เป็นความรักที่ไม่จำกัดเพศ และมันมากกว่าความรักด้วย มีความเป็นพี่น้อง มีความผูกพัน ความเข้าอกเข้าใจกัน”

ข้าวตังบอกว่าละครเรื่องนี้เขาดีใจที่ได้เป็นตัวหลัก แต่ดีใจกว่าที่ได้มีคู่ “ตั้งแต่แสดงมาไม่เคยมีคู่เลย นี่คือสิ่งที่ผมอยากทำมาตลอด ได้แสดงกับพาร์ตเนอร์ มีคนรับ-ส่งอารมณ์ด้วย จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ แต่ก่อนเราแสดงเป็นเพื่อนบ้าง เป็นตัวร้ายบ้าง พอมีคู่เล่นด้วยกันมันสนุกกว่ามาก

“คู่ในความคิดผมคือคนที่สบายใจที่จะอยู่ด้วย เราไปเที่ยวด้วยกันได้หรือนั่งเงียบๆด้วยกันก็ได้ ไม่ต้องหาเรื่องคุย” ข้าวตังเผยสเปกคู่ในอุดมคติ “ผมชอบความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เป็นแค่คนรัก แต่เป็นหลายๆอย่างให้กันได้ เป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง แบบนี้ถึงจะคบกันได้ยาว แต่ตอนนี้ไม่มีคู่ในชีวิตจริง เขาไม่เลือกเราบ้าง เราไม่เลือกเขาบ้าง ปนๆกันไป” ข้าวตังเล่าเป็นเชิงบ่นเบาๆ แล้วหันไปถามป๊อดว่าคู่ในความคิดพี่ชายเป็นแบบไหน

“ผมชอบคนชิลๆ ติดดิน มีอิสระ ไม่ต้องตัวติดกัน เพราะผมชอบไปไหนมาไหนคนเดียว อยู่ดีๆอยากไปร้านนี้ก็ไป อยากไปกินกาแฟที่อัมพวาก็ขับรถไปเลยคนเดียว” ป๊อดเล่า ข้าวตังพยักหน้าหงึกๆว่าพี่ชายเป็นคนชิลจริง

“ผมเรียนด้านอาหารมา เป็นผู้ชายทำครัว (ยิ้ม) ผมชอบทำอาหารตั้งแต่เด็ก” ป๊อดเล่าถึงตัวเอง “เราทำในสิ่งที่เราอาจไม่ได้พร้อม 100% แต่สุดท้ายเราก็สนุกไปกับมัน ผมคิดว่าวิธีที่เราจะเก่งขึ้นได้เร็วคือการพาตัวเองไปเจอคนที่เก่งกว่าบ่อยๆ ตอนผมเริ่มแสดงก็เหมือนตอนเริ่มทำอาหาร เราไม่ได้เข้ามาแบบเตรียมพร้อมอะไรเลย ผมไม่ใช่คนที่มุ่งมั่นว่าอยากเป็นนักแสดง แต่โอกาสเข้ามาก็ทำ แต่ทำอย่างตั้งใจนะครับ ผมคิดว่าเราทำไปพร้อมไปดีกว่า ถ้ารอให้พร้อมก่อนคงไม่มีใครได้ทำอะไรหรอก”

“อย่างตอนเล่นเรื่อง Dark Blue Kiss ผมแสดงเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ผมไปเรียนชงกาแฟมาด้วย คิดแค่ว่าไม่ได้อยากเข้าฉากแล้วแค่ทำท่าชง พอดีเพื่อนมีร้านกาแฟเลยไปลองทำที่ร้านเพื่อน ปรากฏว่าชอบมาก เหมือนได้เจอทางของตัวเองเพิ่มขึ้นมา” บัณฑิตการครัวกล่าว “ถ้าไม่ได้เป็นนักแสดงตอนนี้ผมอาจจะเปิดร้านคาเฟ่ มีอาหาร ขนม กาแฟ ค็อกเทล ม็อกเทล ผมทำได้หมดทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงตอนนี้ผมทำงานในวงการบันเทิง ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกสุดในชีวิต ได้มาถ่ายแบบ ซึ่งผมเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูป ไม่ถ่ายเซลฟี่ แต่เราทำงานตรงนี้ก็ต้องปรับตัว”

“งานแสดงมีเสน่ห์ตรงที่ชีวิตเราไม่เหมือนเดิมเลยสักวัน และไม่มีวันไหนเป็นเหมือนอย่างที่เราคิดเอาไว้ด้วย ถ้าผมเลือกทำงานในวิชาที่เรียนมาคือวิศวะ ชีวิตผมคงไม่เป็นแบบนี้…คงจะน่าเบื่อ” ข้าวตังพูดถึงช่วงชีวิตในวัย 22 ของตัวเอง

ข้าวตังกระมิดกระเมี้ยนนิดหน่อยตอนเล่าว่า “ตอนเด็กๆเวลาดูละครผมจะมีความมโนว่าถ้าเราแสดงจะเป็นอย่างไร ก็เป็นหนึ่งในอาชีพที่ถ้าได้ทำก็คงดี แต่ไม่เคยไขว่คว้า ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าวงการบันเทิงได้ จนถึงตอนนี้ผมยังงงๆอยู่เลยว่านี่ผมเข้าวงการบันเทิงมาแล้วหรือ เพราะมีพี่คนหนึ่งทักไอจีว่าลองมาแคสต์หน้ากล้องดูไหม ซึ่งแปลกมากเพราะตอนนั้นผมล็อกไอจี แต่จู่ๆมีคนแปลกหน้ามาทัก แถมมาชวนให้ไปแกรมมี่อีกต่างหาก ผมงงมากว่าเขาเข้ามาไอจีผมได้อย่างไร แต่ผมก็ไปตามคำชวนของเขา (หัวเราะ)

“การเข้าวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตผมนอกเหนือจากตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นช่วงคริสต์มาสลากยาวไปถึงปีใหม่ จริงๆจะไปกับเพื่อน แต่ไม่กี่วันก่อนเดินทางเพื่อนเทครับ (ยิ้มแห้ง) ผมเลยไปเที่ยวคนเดียวครั้งแรกในชีวิต 14 วัน ผมมวนท้องตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย และผมรู้สึกแบบนั้นเลยตอนที่เข้ามาทำงานตรงนี้”

ติดตามภาพแฟชั่นเซ็ตและบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ของ ป๊อด-ข้าวตัง ได้ในนิตยสารแอล ประเทศไทยฉบับเดือนพฤศจิกายน 2020 ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

Photographer: Akkapon Kumpusan 
Stylist: Tanwa Tiammek 
Make-up: ขวัญข้าว สุมาลี 
Hair: นิคม น้อยคำ 
Assistant Fashion: นราวิทย์ เพ็งบุญตรู 
Assistant Photographer: ศุภชัย สุวรรณมาโจ, กฤษฎา สุขถาวร 

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH