IN THE MAG

ย้อนเส้นทางของ ภณ ณวัสน์ กว่าจะมาเป็นพระเอกดาวรุ่ง พร้อมเผยความสุขและสิ่งที่คาดหวังในวัย 25

เราเรียกตัวเองว่านักแสดง ในพาสปอร์ตผมก็เขียนว่าเป็น actor

15 SEP 2021

ชีวิตของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ พระเอกเรตติ้งทองอาจนิยามได้ด้วยชื่อเพลง Don’t Stop Me Now ของ Queen เมื่อทั้งกำแพง ประตู หรือว่าเหวก็ไม่อาจระงับความมุ่งมั่นของเขาได้เลย อ้อ…อาจจะมีอยู่อย่าง ‘โควิด’

คนตัวสูงถึง 180 ซม. แน่ๆอธิบายตัวเองว่าเป็น ‘เด็กคนหนึ่ง’ เมื่อชวนคุยถึงชีวิตก่อนหน้าจะเป็นภณ-ณวัสน์ พระเอกที่มีงานละครเรตติ้งดีมาตั้งแต่ตราบาปสีชมพู จนถึงพราวมุก ทางช่อง 3 “ผมเป็นเด็กคนหนึ่งครับที่พอได้เจอพี่หน่อง (ผู้จัดการส่วนตัว) เขาพาไปประกวดหลายเวทีเพื่อหาประสบการณ์ ใจจริงผมไม่ค่อยชอบการประกวดหรอก เวลามีสายตามองเราเยอะๆจะรู้สึกได้ถึงพลังงานที่จ้องมองเรา ผมไม่ค่อยชอบ แล้วมันก็เดิมๆ เดินแบบ แสดงความสามารถพิเศษไม่ใช่ทางผมเท่าไร จนประกวดมาหลายเวทีละ ผมเลยถามผู้จัดการว่ามีงานอะไรที่ทำให้ผมจ่ายค่าเทอมได้เองไหม เขาก็บอกว่าต้องประกวด มีทางเดียว ผมก็ไปแต่ขอเป็นเวทีสุดท้าย”

ภณพูดถึงช่วงนั้นซึ่งอยู่ในวัยก้ำกึ่งระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ว่ามีความคิดที่อยากจ่ายค่าเทอมเองไว้สั้นๆว่า “ผมอยากช่วยพ่อแม่” เมื่อเขาถอดใจขึ้นเวทีประกวดซึ่งกลายเป็นครั้งสุดท้ายสมดังใจเขาจริงๆ ผลออกมาว่า “ปรากฏว่าผมได้ที่ 1” เขาหัวเราะที่พอถอดใจดันไปต่อได้เฉยเลย “ก็เลยได้จ่ายค่าเทอมเองสมใจ แม่ก็เบาไปเลยเทอมนั้น”

ส่วนความคิดที่อยากเป็นนักแสดง ภณว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.5 ที่เขายังใส่ลวดดัดฟันไปแคสต์เป็นนักแสดงช่อง 3 “รอบแรกผมไปแคสต์ก็เงียบ รอบสองก็ยังเงียบ ยังไงต่อดี หรือจะไปทางอื่นเลยดี พอคิดแบบนี้ปุ๊บ พี่คิง-สมจริง ศรีสุภาพ โทร.หาผู้จัดการผมพอดี อยากให้ผมไปเล่นละคร เป็นจังหวะที่พอดี ไม่อย่างนั้นผมคงตัดสินใจไปทางอื่น” ถ้าไม่เลี้ยวเข้าซอยวงการบันเทิง ภณว่าจะเลี้ยวไป “ซอยวิศวะนั่นละครับ ทำงานตามที่เรียนมา” บัณฑิตวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังตอบแบบไม่เสียเวลาคิด 

“ละครเรื่องแรก (สายลับจับแอ๊บ) ได้เล่นเป็นพระเอกคู่ที่ 3 เลย แล้วพอเรื่องที่ 3 (ตราบาปสีชมพู) ก็ได้เป็นพระเอกเดี่ยวๆครั้งแรก แต่ก็เป็นจุดที่ยากอีก ผมต้องทำทีสิส ฝึกงานและถ่ายละครไปด้วย คิดอยู่ว่าจะไปทางละครแล้วดร็อปเรียน หรือจะเรียนอย่างเดียว ไม่เอาโอกาสเล่นละคร สุดท้ายผมเลือกทำทั้งสองอย่าง ผู้จัดการบอกไว้ก่อนเลยว่าถ้าเลือกทางนี้แล้วห้ามบ่น” ภณไม่เคยได้อะไรมาโดยไม่มีคำว่า ‘แต่’ ต่อท้าย “แต่เป็นช่วงนรกของผมเลย ทำทีสิสด้วย เล่นละครก็ดราม่าหนักมาก บางทีผมทำงานที่บ้านตั้งแต่ดึกจนเช้า ขับรถไปส่งงานเองไม่ทันแน่ๆ ผมก็ส่งเข้าอีเมลให้เพื่อนพริ้นต์ไปส่งอาจารย์ให้ ช่วงสอบใครเก่งวิชาไหนก็มาติว ตอนเรียนจบผมเลี้ยงเพื่อนหมด ใครจะกินอะไรมาเลย ผมได้ B ถ้าได้ B+ ก็ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ไปแล้ว”

นางเอกคู่ขวัญของภณเห็นจะเป็น บัว-นลินทิพย์ อ่องอำไพ ที่เจอกันทีไรเรตติ้งเฟื่องฟูลอยทุกทีไป ตั้งแต่ตราบาปสีชมพูมาจนถึงเรื่องล่าสุดอย่างพราวมุก แต่คู่จิ้นภณกับ กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์ กระแสแรงไม่แพ้กัน เสียงภณหัวเราะ ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า! อย่างชอบใจ “คนดูคงเห็นเคมีบางอย่างที่เราอาจจะมองไม่เห็นตอนแสดง ผมไม่ติดเลยนะว่าเขาจะไปสร้างแฮชแท็กอะไร เราทำให้เขามีความสุขได้ก็โอเคแล้ว” และกล่าวอย่างเปิดกว้างด้วยว่า “ถ้าบทท้าทายหรือส่งเสริมเราก็เล่นครับ บางทีผมก็อยากเล่นบทร้ายๆ ไม่ต้องเป็นพระเอกก็ได้ แต่ด้วยอะไรหลายอย่างก็ไม่ได้ เหมือนคำว่าพระเอกค้ำอยู่ จะไปเล่นบทร้ายเดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์ บางคนพอไปเล่นร้ายปุ๊บ กลับมาเป็นพระเอกไม่ได้แล้ว (คิดนาน) ผมว่าอาจจะต้องเป็นตัวเดินเรื่องมากกว่า ไม่ต้องจำกัดที่คำว่าพระเอก” 

ณ ช่วงเวลาที่คุยกันอยู่ บางแวบก็รู้สึกว่าเหมือนคุยอยู่กับคน 3 คน พระเอกเลยเฉลยว่า “ผมมีถ่ายละครค้างไว้ 2 เรื่องคือเรื่อง เก็บแผ่นดิน และเรื่อง คู่เวร สองเรื่องนี้ควรจะปิดกล้องตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว แต่เลื่อนมาตั้งแต่เมษาฯเพราะโควิด อย่างเก็บแผ่นดินเหลืออีกแค่ 4 วันยังถ่ายไม่ได้เลย เป็นฉากใหญ่ คนเยอะด้วย ถ้าสถานการณ์กลับมาเปิดได้สิ่งแรกเลยที่ผมจะทำคือกลับไปถ่ายละคร 2 เรื่องนั้นให้จบ พองานยังไม่จบ เราเลยต้องรักษาคาแร็กเตอร์ตัวละครนั้นไว้กับเราตลอด ถ้าปิดกล้องเราถึงจะปลดปล่อยตัวละครนั้นออกไปจากเราได้"

ทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันภณเลยเป็น 3 คนคือ เป็นภณ เป็นคุณทหารมีปม กับพ่อหนุ่มปากเสีย “(หัวเราะ) จันทร์ถึงพุธผมจะถ่ายเรื่องเก็บแผ่นดิน นอกนั้นก็ถ่ายเรื่องคู่เวร ตื่นเช้ามาผมจะงงๆแป๊บหนึ่งก่อน แล้วค่อยๆเรียกสติมาพูดกับตัวเองว่าวันนี้ฉันคือใคร เวลาถ่ายละครผมนอนน้อยมาก เมื่อวานทำอะไรผมจะจำไม่ได้ เราโฟกัสกับงานตรงหน้าตลอด จริงๆแล้วถ้าจะให้ดีก็ควรจะทำทีละเรื่อง แต่จังหวะมันยากที่จะรับเรื่องเดียว อย่างตอนเรียนผมก็ถ่ายละครไปด้วย ตอนนั้นต้องเข้าฉากแฮปปี้ร่าเริง เพื่อนส่งเมสเสจมา อาจารย์เรียกมาส่งงานพรุ่งนี้ ผมนี่เครียดเลย เลิกกองก็ 4 ทุ่มแล้ว จะได้นอนไหมคืนนี้”

ปีนี้ภณอายุ 25 พอดี เรื่องที่เขาครุ่นคิดหนักในช่วงนี้ของชีวิต ภณจิ้มนิ้วไปในอากาศ “เรื่องช่วงเวลานี้ครับ ถ้าไม่มีสถานการณ์อย่างที่เป็นอยู่เราก็สามารถไปทำอะไรที่อยากทำได้ แต่เราต้องหยุดทุกอย่าง เหมือนช่วงเวลานี้มันหายไปเลย เป็นความโชคร้ายในชีวิตเหมือนกันนะ แต่ไม่ใช่ภณคนเดียว หลายๆคนก็เป็น ตัวผมทำงานมาตลอด จนมีโควิดระลอกแรกหยุดงานไป 3 เดือน พอเปิดได้งานก็แน่นมากๆ ถ่ายละครตลอด วันหยุดแทบไม่มี ตอนนั้นคิดแค่ว่าเมื่อไรจะมีวันหยุด แต่ตอนนี้หยุดนานเกินไปแล้วน้า ผมถือว่าผมโชคดีที่มีอาชีพแล้ว แต่นึกถึงเด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย ด้วยวัยที่เขาควรได้ทำกิจกรรม ได้ทำอะไรมากมาย เป็นวัยที่ควรจะได้เบ่งบานน่ะครับ ก็กลายเป็นว่าไม่ได้พบเจอสิ่งเหล่านั้น น่าสงสารมาก”

พอถามถึงสิ่งที่คาดหวังในวัย 25 เขาขมวดคิ้วและคิดนานก่อนพูดช้าๆว่า “ผมไม่ค่อยคิดเรื่องนี้มานานมากแล้ว ผมถ่ายละครตลอดมาหลายปี มันทำให้ผมโฟกัสกับงานตรงหน้า ขนาดเป็นตัวเองยังไม่ค่อยจะได้เป็นเลย เราเป็นตัวละครมาตลอด ผมเลยลืมไปว่าตัวเองอยากได้อะไร (คิดนานอีก) ถ้าอยากได้อะไรก็เป็นเรื่องเล็กๆระยะเวลาสั้นๆ ตอนถ่ายละครผมคาดหวังแค่ว่าเสาร์-อาทิตย์จะได้ไปเที่ยวแค่นั้น หรือถ้าไม่มีโควิดผมก็อาจจะไปเที่ยวกับครอบครัว ไปเล่นเซิร์ฟ แล้วผมก็ไม่มีของที่อยากได้ เรื่องที่ผมเสียเงินทุกวันนี้มีเรื่องกินกับเรื่องออกกำลังกาย ด้วยการเลี้ยงดูของพ่อแม่ตอนผมเด็กๆด้วยที่เราอยากได้อะไรเขาจะไม่ตามใจ ใครถามว่ามีของสะสมอะไรบ้าง ผมบอกว่าไม่มีครับ สเกตบอร์ดกับจักรยานคือของใช้ ของที่ซื้อมาใส่ตู้โชว์ผมไม่เคยมีกับใครเขาหรอก แต่ไม่ได้รู้สึกขาดนะ ใช้ชีวิตปกติ ไม่เคยเอามาเป็นปม”

ส่วนความสุขในวัย 25 ของภณ เขาตอบได้ทันทีว่า “ผมว่าคนเราไม่ได้เจอเรื่องดีทุกอย่างหรือแย่ทุกอย่าง มันควบคู่กันไปแบบนี้แหละ วันไหนสุขมากเดี๋ยวก็ต้องมีเรื่องทุกข์มากแน่นอน เราเลยไม่ดีใจสุดๆเพราะเข้าใจว่าเดี๋ยวก็มีเรื่องทุกข์เข้ามา ชีวิตไม่ได้มีแต่จะขึ้นๆตลอดนะครับ แต่ผมจะย้อนแย้งในตัวเอง บางทีผมก็ทำได้ บางเรื่องก็นอยด์ แต่ถ้าไม่พีคผมจะไม่พูดออกมา จะเก็บไว้ในใจไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งก็…” ภณทำท่าปวดหัว 

ภณอยากเป็นนักแสดงที่…เขายิ้มแย้มอยากเติมคำในช่องว่าง แต่ระงับใจมาอธิบายตัวเองยาวๆก่อนว่า “คนคงมองภาพเราว่าเป็นดารา แต่ผมจะบอกเสมอว่าผมเป็นนักแสดง ถ้าเรามองภาพว่าตัวเองเป็นดาราจะรู้สึกว่าเราอยู่สูงกว่าคนอื่น ลอยได้ แต่นักแสดงผมว่าก็คือคนธรรมดาที่ทำอาชีพๆหนึ่ง เรากับเขาเสมอกัน ก็คนทำงานเหมือนกัน เวลาคนเรียกผมว่าดาราก็เฉยๆนะ ไม่ถึงกับชอบหรือไม่ชอบ แต่ผมก็ไม่อยากไปบอกเขาว่า ‘พี่ครับ เรียกผมว่านักแสดงนะครับ’ ใครจะเรียกอะไรก็ได้หมด แต่เราเรียกตัวเองว่านักแสดง ในพาสปอร์ตผมก็เขียนว่าเป็น actor

“ภณอยากเป็นนักแสดงที่เล่นได้หลายบทบาทและทำให้คนดูเชื่อว่ามีตัวละครนั้นจริงๆครับ”

ติดตามชมแฟชั่นเซตและอ่านบทสัมภาษณ์ของ ภณ ณวัสน์ แบบเต็มๆ ได้ในนิตยสารแอล ประเทศไทย ฉบับเดือนกันยายน 2021 ทุกแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศหรือสั่งซื้อได้ที่ Facebook inbox: ELLE Thailand

เรื่อง: สุภักดิภา พูลทรัพย์
ช่างภาพ: อรรคพล คำภูแสน
สไตลิส: Pitipong Pongdam
แต่งหน้า&ทำผม: ภิญโญ ลิไธสง

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH