LIFESTYLE

เปิดประสบการณ์เที่ยวคนเดียวแบบ Backpacker ที่ซัปโปโร

ตื่นเต้นเสมอสำหรับ Backpacker มือใหม่

11 DEC 2018

ญี่ปุ่นเป็นจุดหมายสุดโปรดของหลายคนสำหรับการออกทริปคนเดียวครั้งแรก เพราะเดินทางสะดวก ปลอดภัยสูง และการเลือกไปเดินหลงๆ งงๆ ในซัปโปโรเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบก็เป็นอะไรที่ไม่น่าเบื่อสักนิด แถมยังเป็นที่ที่มีสีสันตลอดปี ไม่ว่าจะไปหน้าร้อนช่วงดอกไม้เบ่งบานที่ร้อนสุดๆ แค่ 25 องศา หรือหน้าหนาวที่หิมะขาวโพลนทั่วเมือง ได้อารมณ์วินเทอร์สุดๆ จะไปตอนฤดูไหน ซัปโปโรก็เป็นจุดหมายปลายทางที่คู่ควรแก่การบินตรงไปเที่ยวสักอาทิตย์สองอาทิตย์

เริ่มต้นบินง่าย สบายและอุ่นใจ
ซัปโปโรเป็นเมืองที่คู่ควรกับการบินตรงไปเที่ยวครั้งแรก เพราะถ้าลงสนามบินนาริตะก็ต้องใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงเพื่อบินต่อ ยิ่งถ้าเดินทางด้วยรถยนต์โดยสารก็ใช้เวลาเป็นวัน สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แม่นเรื่องการเดินทางแนะนำว่าอย่าเสียเวลาเลย เลือกเดินทางแบบบินตรงกับการบินไทยที่มีที่นั่งให้เราพร้อมบินเสมอดีกว่า แถมช่วงวินเทอร์นี้ยังมีโปรโมชั่นราคาพิเศษ ประหยัด budget เดินทางไปได้มาก

Sapporo King of Food เรื่องกินเรื่องใหญ่

Photo: www.sapporo.travel

พับการท่องเที่ยวเชิงคัลเจอร์ไว้ก่อน แล้วไปเปิดประสบการณ์การกินกันดีกว่า เพราะถ้าไปถึงฮอกไกโดแล้วจะพบว่าเรื่องกินของที่นั่นเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้บ้านเรา ด้วยภูมิประเทศที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเล อาหารจึงอุดมสมบูรณ์ตลอดปี บ้านเราอาจจะเป็นราชาซีฟู้ด ปูปลารสแซ่บ แต่ที่นั่นก็มีซีฟู้ดสดๆ เช่นกัน ส่วนที่ห้ามพลาดคือต้องลองกินปูดูหิมะ เพราะได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของปูเมืองหนาว ปูขน ปูหิมะเนื้อหวาน ถ้าใครมีสกิลกินเร็วก็มีร้านบุฟเฟต์ปูฮอตฮิตที่คนไทยชอบไปกินอย่างร้าน Nanda ที่อยู่ชั้นใต้ดินของตึก Cyber City ย่านซูซูคิโนะ แต่สำหรับ Backpacker ต้องไปสัมผัสรสชาติและบรรยากาศแบบท้องถิ่นแท้ๆ ที่ตลาดปลานิโจ Nijo Fish Market อาหารทะเลที่นี่ชิมได้ อยากลองอยากชิม อยากซื้อแล้วให้ที่ร้านปรุงให้ก็ทำได้ พ่อค้าแม่ค้าใจดี ต้อนรับและคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

ต้นกำเนิดตรอกราเมนและเนื้อย่างเจงกิสข่าน

ราเมนที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำซุปซึ่งมีหลากหลายรสชาติ เช่นรสเกลือ รสโชยุ และรสคาเร แต่ถ้าเป็นราเมนต้นตำรับซัปโปโรคือรสมิโซะแบบดั้งเดิม เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำซุปที่มีความอร่อยเข้มข้นกับเส้นราเม็งไข่เส้นหยัก ในเมืองซัปโปโรมีร้านราเมนตั้งอยู่เต็มไปหมด ย่านที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในตัวเมืองซัปโปโรอยู่ที่ตรอกราเมนโยโกโจ ซึ่งหาไม่ยากแต่จะเลือกเข้าร้านไหนบอกเลยว่าหนักใจเพราะน่าอร่อยทุกร้าน ตัวร้านขนาดกะทัดรัดเรียงรายตลอดทาง มีที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์รวมกับโต๊ะอีกไม่กี่ที่ โดดเดี่ยวผู้น่ารักชอบร้านแบบนี้จริงเชียว

ส่วนอีกเมนูที่ห้ามพลาดคือบาร์บีคิวเนื้อแกะย่างหรือเจงกิสข่าน (Jingisukan) อาหารท้องถิ่นของเมืองฮกไกโด มีเนื้อ 2 แบบ คือเนื้อลูกแกะอายุไม่ถึง 1 ปี กับเนื้อแกะที่โตเต็มวัยให้เลือกตามชอบ เวลากินให้เอาเนื้อจิ้มน้ำจิ้มแล้วนำไปปิ้งบนกระทะหน้าตาเหมือนกระทะตามร้านหมูกระทะบ้านเรา ผักที่กินแกล้มก็เป็นผักกลิ่นฉุนและมีกลิ่นเฉพาะอย่างหัวหอม ถั่วงอก ใกล้กับสถานีซัปโปโรมีร้านดีๆ ให้เลือกมากมาย แต่ไม่ต้องดั้นด้นขนาดนั้น ถ้าเห็นร้านไหนคนต่อคิวเยอะเป็นใช้ได้ แถมมาคนเดียวก็ไม่ต้องเขินเพราะมีที่นั่งมากมายสำหรับคนที่มาคนเดียว

สายเมาเชิญไปมิวเซียม

การดื่มเบียร์แกล้มเนื้อย่างเจงกิสข่านนั้นคือความเพลิดเพลินในซัปโปโร แล้วที่นี่ยังจริงจังขนาดมี Sapporo Beer Museum ที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 ให้เข้าชม แต่ยืนยันได้ว่าเราไปที่นี่ด้วยเหตุผลด้านการศึกษาล้วนๆ เพราะฮอกไกโดเรียกได้ว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดเบียร์ญี่ปุ่น และเบียร์ซัปโปโรก็เป็นเบียร์ยอดนิยมของประเทศเลยทีเดียว ภายในมิวเซียมเล่าถึงประวัติศาสตร์เบียร์ในญี่ปุ่น มีการจัดแสดงกระบวนการผลิตเบียร์  ด้านหลังนิทรรศการมีเบียร์ให้ชิมฟรี ถ้าชิมแล้วติดลมเดินไปใกล้ๆ กับตัวพิพิธภัณฑ์จะมีสวนเบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Garden) ให้จิบเบียร์เบาๆ เคล้าอากาศเย็นๆ แกล้มเจงกิสข่านอีกด้วย

ซูซูคิโนะย่านบันเทิงแห่งซัปโปโร
นอกจากไฟประดับประดาช่วงเทศกาลแล้ว แหล่งบันเทิงยามค่ำคืนของเมือง และบรรดาป้ายไฟโฆษณาบนตึกย่านซูซูคิโนะยังเปิดไฟประชันกันเพิ่มสีสันละลานตาดึงดูดลูกค้า ถ้าอยากไปชมเมืองเดินดูแสงสีคนเดียว ก็ไม่น่ากลัวเลย เพราะจะมีรถตำรวจตามจุดต่างๆ ทุกหัวมุมถนน ส่วนคลับบาร์ ร้านอาหารต่างๆ ก็มักจะอยู่ชั้นบนของอาคาร นักท่องเที่ยวสามารถเดินหาร้านอาหารหรือเดินเล่นชมแสงสีต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องกังวล

Photo: www.japan-guide.com

เที่ยวแบบคูลๆ ในเมือง
ผังเมืองซัปโปโรเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งเป็นบล็อกๆ เดินได้แบบไม่มีหลง และถึงแม้ขนส่งมวลชนจะขึ้นชื่อเรื่องตรงเวลา แต่สำหรับที่นี่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ฉะนั้นเผื่อเวลาเดินทางไว้ด้วยน่าจะดีกว่า แนะนำให้ใช้บริการรถไฟใต้ดินหรือใช้ทางใต้ดินแถวโอโดริและบริเวณสถานีรถไฟซัปโปโรซึ่งแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากหิมะ จะเป็นประโยชน์และไม่ต้องผจญกับความหนาวเย็นมากเกินไป

เริ่มจาก Sapporo Clock Tower แล้วเดินต่อมาอีกหน่อยจะเป็นอดีตสำนักงานว่าราชการฮอกไกโด Former Hokkaido Government Office หรืออาคารอิฐแดง ปัจจุบันเป็นห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์, ห้องสมุด และศูนย์ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว

พอฟ้ามืดก็เดินกลับมาเก็บวิวสวยบนซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ หอคอยคู่พี่น้องกับโตเกียวทาวเวอร์ ตั้งอยู่สุดทางของสวน Odori ตัวทาวเวอร์น่าสนใจเพราะตั้งอยู่ในจุดชมวิวพาโนรามา 360 องศาของเมือง จึงควรค่าแก่การเสียค่าตั๋วขึ้นไปชมวิวเมือง เราสามารถขึ้นไปชมวิวเมืองซัปโปโรได้ที่ Observation Deck ตรงกลางหอคอยที่ความสูง 90.38 เมตร มองลงมาจะเห็นสวนโอโดริยามค่ำคืน ซึ่งในช่วงเดือนธันวาคมจะมีการประดับไฟ Winter Illumination ส่งท้ายปีที่บริเวณนี้ด้วย

สายหวานห้ามพลาดโรงงานช็อกโกแลต

ด้านหน้าอาจจะดูไม่สวยเหมือนจินตนาการ แต่ด้านในมีที่ให้เดินถ่ายรูปสนุกเลย ภายในบริเวณสวนสนุกมีทั้งร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์โรงงานช็อกโกแลตพร้อมจำหน่ายช็อกโกแลตหลากหลายรูปแบบ ผู้เข้าชมสามารถสังเกตกระบวนการผลิตคุกกี้แบบใกล้ๆ  แถมยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้เราได้เวิร์กช็อปทำคุกกี้เองอีกด้วย

แหล่งรวมของฝาก ขนมจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า

เราเก็บ ‘JR ทาวเวอร์’ ไว้เป็นจุดละลายเงินเยนก่อนกลับ เพราะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองซึ่งไม่ว่าอะไรก็มีพร้อม ตั้งแต่ของฝากจากฮอกไกโด ขนมขึ้นชื่อ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้ข้าวของจะไม่เก๋เท่าโตเกียวเมืองหลวงแต่ก็ได้ครบจบในที่เดียว

Photo: http://www.sapporo.travel

Sapporo Snow Festival อีเว้นต์ใหญ่ที่หลายคนรอคอย
เทศกาลหิมะที่จัดขึ้นเต็มพื้นที่ของสวน Odori Park ตลอดแนวมีความยาวกว่า 1.5 กิโลเมตรเป็นงานเทศกาลฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะฮกไกโดหรือจะเรียกว่าโด่งดังที่สุดของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ จัดขึ้นทุกเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีนั่นเองจึงเป็นจุดหมายหลักของคนชอบหิมะที่อยากไปดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง กำหนดการของปีหน้าจะจัดขึ้นในวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 2019

สร้างประสบการณ์เที่ยวคนเดียวของ Backpacker มือใหม่ให้มีแต่ความประทับใจสำหรับทริปแรก จองตั๋วล่วงหน้า บินสบาย จองง่าย จ่ายสะดวก อุ่นใจไปกับสายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” ที่มีเที่ยวบินตรงทุกวันสัปดาห์ละ 20 เที่ยวบิน จากกรุงเทพฯ สู่ซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงกว่าๆ ที่พร้อมเปิดประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยวมือใหม่ ด้วยราคาบัตรโดยสารไป-กลับ 2 ท่าน เริ่มต้นเพียง 16,380 บาท/ท่าน โดยไม่ต้องต่อเครื่องพร้อมบริการแบบ Full Service ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH