SIGNATURE

เมื่อแบรนด์ไทยยกระดับพร้อมรูปแบบที่เปลี่ยนไปในแวดวงความงาม

เครื่องสำอางแบรนด์ไทยกับคุณภาพที่ไปได้ไกลระดับโลก

28 OCT 2020

SETTING THE BAR HIGH

แต่ไหนแต่ไรเมื่อพูดถึงความสวยความงามแบรนด์จากฟากฝั่งยุโรปมักจะติดโผเป็นท็อปลิสต์อยู่เสมอ ถึงขนาดเคยมีการศึกษาระดับโลกพบว่า ผู้บริโภคจะรู้สึกมั่นใจในคุณภาพของแบรนด์สกินแคร์และเมกอัพที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสมากกว่า แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน การพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มแผ่ขยายวงกว้าง การมาถึงของอินเทอร์เน็ตอันถือเป็นคลังแห่งข้อมูลทุกรูปแบบ และโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ภาพลักษณ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ บวกกับกระแสเอเชียนิยมที่กินเวลามากว่า 5 ปี ทำให้แนวคิดเรื่องความงามของผู้คนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าแปลกใจ รวมถึงของบ้านเราเองด้วยเช่นกัน อาจเป็นเพราะด้วยเรื่องเศรษฐกิจผสมปนเปมากับความนิยมและความเข้าใจในการทำแบรนด์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ‘เครื่องสำอางแบรนด์ไทย’ กลายเป็นหนึ่งในของฝากชิ้นสำคัญของชาวต่างชาติรวมทั้งผู้บริโภคชาวไทยเองก็เริ่มเปิดใจให้กับแบรนด์ไทยที่มีมากขึ้นทุกวัน

ประเด็นแรกๆที่ต้องพูดกันแบบตรงไปตรงมาก็คือปัจจัยด้านราคา เช่นเดียวกับอาหารหรือผลิตภัณฑ์ใดๆก็ตามที่ต้องอาศัยวัตถุดิบ ส่วนผสม และสารสกัดจากผลผลิตในพื้นที่นั้นจะทำให้ราคาต้นทุนต่ำลง กระบวนการขนส่งและค่าแรงที่เบาลง การจดทะเบียนและเอกสารทางกฎหมายที่ไม่ต้องอาศัยคนกลางในการแปลและส่งต่อหลายทอด ย่อมให้ผลลัพธ์เป็นค่าใช้จ่ายที่ดูสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภค นั่นคือแรงจูงใจข้อที่ 1 เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏมานานแล้ว แต่กลับไม่ได้ช่วยให้แบรนด์ไทยเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในทุกวันนี้ นั่นเพราะแบรนด์ความงามที่สร้างแรงจูงใจได้ดีจะต้องมีมากกว่าราคาที่เบาสบายกระเป๋า

นอกจากเรื่องของต้นทุนที่ลดลง ยังรวมถึงการนำเสนอแนวคิดทำนองที่ว่า ‘ไทยทำไทยใช้/ไทยเข้าใจไทย’ คือผู้บริโภคเริ่มมองเห็นว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำขึ้นโดยคนไทยเพื่อคนไทยย่อมเหมาะกับตัวเรามากกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นสีรองพื้น ที่แต่ก่อนดูจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชาวเอเชียและชาวไทย เพราะแบรนด์ฝรั่งต่างเต็มไปด้วยรองพื้นสีสว่างโทนชมพู (ในขณะที่คนไทยกว่า 90% ต้องใช้โทนเหลือง) อีกทั้งเรื่องของสภาพผิวที่หลายๆแบรนด์ต่างชาติได้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อสภาพผิวที่ไม่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนชื้นและความรุนแรงของแสงแดดมากนัก ซึ่งก็อาจจะเหมาะกับผู้บริโภคในหลายๆพื้นที่ แต่ถ้าพูดถึงประเทศไทย แน่นอนว่าเราต้องการอะไรที่เหมาะสมกับเรา ทนทานต่ออากาศร้อนชื้น พร้อมมอบการปกป้องจากรังสียูวีอันหฤโหดของบ้านเราได้ ดูจากสัดส่วนประชากรผิวผสมที่มีอยู่กว่า 70% หลายๆคนก็ยังมองหาสกินแคร์ที่เหมาะกับผิวไม่สำเร็จ

ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ต้องยอมรับว่าช่วย ‘ขายของ’ ได้ดีในยุคนี้คือการทำภาพแคมเปญ อะไรก็ตามที่ขึ้นกล้องหรือถ่ายภาพได้สวยย่อมมีความน่าสนใจมากกว่าในสายตาของผู้บริโภค แบรนด์ไทยยุคใหม่เริ่มมองเห็นความสำคัญของภาพลักษณ์และปัดฝุ่นการนำเสนอใหม่ พอก่อนสำหรับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยแบบห่มสไบโจงกระเบน พรมน้ำดอกมะลิกลิ่นหอมจรุงใจต่างๆ   

มาสู่ยุคที่น้องๆเน็ตไอดอล บิวตี้บล็อกเกอร์ และบรรดา KOL (Key Opinion Leader) ผู้มีสไตล์ทั้งหลายทรงอิทธิพลต่อตัวแบรนด์และกระตุ้นการซื้อได้ดีกว่าครั้งใด อย่างที่เราได้ยินและได้เห็นแบรนด์ 4U2 กับปรากฏการณ์ดึงเอาบิวตี้บล็อกเกอร์นับสิบมาร่วมรังสรรค์เฉดสีลิปสติกในราคาจับต้องได้ จนได้รับชื่อเล่นที่ผู้บริโภคเรียกกันติดปากว่า ‘ลิปบิวตี้บล็อกเกอร์’ ซึ่งแน่นอนว่าเรียกความสนใจจากผู้คนจำนวนมหาศาลให้มารวมตัวกันอยู่หน้าเชลฟ์ในร้าน EveandBoy ได้อย่างแน่นขนัด

Srichand ที่เคยขายความ ‘ต้นตำรับ’ ว่าเป็นแบบแผนความงามให้กับสาวไทยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 ก็ยังต้องทำการปรับภาพลักษณ์และปรับโลโก้โดยเอาปีต้นกำเนิดออกไปเปลี่ยนใหม่เป็นแพ็กเกจที่ดูเรียบหรูยิ่งขึ้นมีการร่วมมือกับแบรนด์อื่นๆเพื่อยกระดับสไตล์ให้ดูทันสมัย รวมถึงการบอกเล่าผลิตภัณฑ์ผ่านทางไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น Everyday Matte Lipstick ที่ตั้งชื่อสีลิปสติกตามเวลาในแต่ละวันเพื่อบอกเล่าว่าสีไหนเหมาะกับลุคและกิจกรรมใด อย่าง 6:00 Wake up Call และ 20:00 Dinner Date 

หรือแม้กระทั่งแบรนด์ไทยยักษ์ใหญ่อย่าง Mistine แบรนด์ที่ผู้คนในยุค ’80s-’90s ได้ยินสโลแกนมาเนิ่นนานเป็นเสียงกดกริ่งหน้าประตูพร้อมเสียงหวานๆ “มิสทีนมาแล้วค่ะ” ที่ยกเครื่องปรับโฉมด้วยการกระหน่ำการตลาดและพีอาร์ ภาพลักษณ์แบรนด์ดูสวยเปรี้ยวขึ้นมาทันใดเมื่อภาพของเหล่าดาราระดับเอลิสต์ 7-8 ชีวิตเรียงรายกันอยู่ที่ผนังสถานีรถไฟฟ้ากลางเมือง ผลิตภัณฑ์อัพเกรดให้มีกลิ่นอายของเมกอัพอาร์ทิสต์อย่างอายไลเนอร์สีดำสนิทอันเลื่องลือว่าสวย คมเข้ม ชัด และติดทนนาน ทนต่อสภาพอากาศบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง ปีหลังๆเริ่มจับทางรุกตลาดต่างชาติเมื่อค้นพบว่าลูกค้าแผ่นดินใหญ่แห่กันมาซื้อผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างสนุกสนาน และยังเคยสร้างปรากฏการณ์เปิดสโตร์ที่กรุงปารีสมาแล้ว

Cosluxe แบรนด์เมกอัพที่อัดฉีดด้านผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับดวงตาเป็นหลัก อย่างมาสคาร่า อายไลเนอร์ ที่เขียนคิ้ว ที่เมื่อเปิดกระเป๋าช่างแต่งหน้ามาเป็นได้เจอไอเท็มเหล่านี้ของแบรนด์แทบทุกราย โดยเฉพาะมาสค่าราที่ยกขนตาสาวเอเชียให้งอนงามได้ยาวนานตลอดทั้งวันนั้นเป็นอะไรที่หาได้ยากยิ่ง แม้ขนาดเคาน์เตอร์แบรนด์แพงๆจากต่างประเทศหลายแบรนด์ก็ยังทำได้ไม่สาแก่ใจสาวหมวยอย่างเรานัก อายไลเนอร์ที่เมื่ออยู่ในสภาพอากาศหนาวๆแห้งๆ ไม่เคยได้ผ่านการทดสอบอย่างโชกโชนจากหน้าร้อน 40 องศา สลับกับหน้าฝนที่ฝนโปรยปรายราวกับพายุเข้าทุกวี่วันอย่างบ้านเรา จึงไม่สามารถตอบโจทย์สาวไทยเราได้อย่างเต็มร้อย

รวมถึง Passion Ville ที่นับว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยแบรนด์แรกๆที่เปิดตัวอย่างอลังการด้วยภาพโพสต์ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กกับหลากหลายสีสันลิปสติกที่สวอตช์มาอย่างสวยงามละลานตาซึ่งแน่นอนว่าทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์เป็นที่พูดถึงพร้อมยอดขายถล่มทลายอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นคลอดไอเท็มใหม่ๆตัวไหนออกมาเจอการสไตลิ่งภาพสวยๆเพิ่มเข้าไปก็เป็นอันขายได้ขายดีจนกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้แบรนด์ไทยรุ่นหลังๆเดินตามกันอย่างไม่มีแตกแถวฯลฯ

นอกจากเมกอัพสีสันที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆได้อย่างชัดเจนแล้ว สกินแคร์และแฮร์แคร์ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการแปลงโฉมลดทอนเอาใบขมิ้น ใบมะกรูดออกไปแล้วแทนที่ด้วยภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์และภาพถ่ายในโซเชียลมีเดียให้แลดูสวยงามทันสมัยแบบมินิมัลมากขึ้น เพราะความเรียบเก๋คือสิ่งที่ขายได้สำหรับคนในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมและหนังศีรษะอย่าง Kaff & Co. ที่มีภาพลักษณ์ดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่าย แม้จะใช้สมุนไพรดั้งเดิมของไทยอย่างมะกรูดและขิง แต่ก็ใช่จะต้องมีรูปลักษณ์ไทยแผนโบราณเสมอไป

เช่นเดียวกับ Minor Skin แบรนด์สกินแคร์ที่มี Silver Vine Spot Eraser Translucent Serum เป็นหมัดเด็ด โดยเลือกใช้แต่ส่วนผสมที่มีคุณภาพ แม้ราคาจะสูงเมื่อเทียบกับแบรนด์ไทย แต่สามารถบอกเล่าเรื่องของสรรพคุณได้อย่างน่าสนใจ เช่น เรื่อง brightening ที่ดูจะเป็นความกังวลอันดับต้นๆของชาวเอเชียทางแบรนด์ไม่เพียงแต่ใช้เรื่องการปรับผิวให้แลดูกระจ่างใสเป็นตัวบอกเล่ากลับให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสีผิวที่สว่างขึ้นใช่จะทำให้ผิวสวยขึ้นหากแต่ผิวที่สุขภาพดีขึ้นจากภายในต่างหากที่จะช่วยเพิ่มวอลูมให้ผิวดูอิ่มน้ำฉ่ำวาวซึ่งจะส่งเสริมเรื่องความกระจ่างใสได้ดียิ่งกว่าเป็นต้นยังไม่นับรวมถึงแบรนด์ที่เหล่าดาราและคนดังพากันรังสรรค์กันขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความงามของชาวไทยเรากันอีกไม่น้อย

View this post on Instagram

หลายครั้งที่เราไม่กล้าใช้สกินแคร์แบรนด์ไทยด้วยกันเอง เพราะข้อจำกัดในการผลิตหลายอย่าง เช่น เช่นแหล่งผลิต สารสกัด การลงทุนในการทำวิจัยจริงจังก่อนผลิต ในแบรนด์ไทยระดับ SME ทำได้ยากมาก ถ้าสกินแคร์ราคาถูกซื้อง่ายที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนผสมก็อาจจะกลางๆ ให้การบำรุงได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงกับว้าว ยิ่งอายุผิวมากขึ้นก็ยิ่งต้องหาอะไรที่ทำได้ดีกว่า หรือถ้าอยากได้ของดีมากๆ คนส่วนใหญ่ก็จะรู้สึกว่าลงทุนกับเคาน์เตอร์แบรนด์ หรือ niche แบรนด์ต่างประเทศไปเลยดีกว่า มันเป็นเรื่องของความสบายใจ ความเชื่อมั่น อันนี้เราเข้าใจมากๆ เพราะเราก็เป็นเหมือนกัน Silvine Serum เป็นเซรั่มแบรนด์ไทย ที่พยายามฝ่ากำแพงทั้งหมดออกมา เลือกใช้ส่วนผสมที่ราคาสูงหน่อย แต่เป็นการนำเข้าสารสกัดที่เกรดดีจริงๆ รวมถึงการผลิต การควบคุมคุณภาพ เราก็ปรับให้มาตรฐานสูงขึ้น โดยการคิดค้นของนักวิทย์เก่งๆในไทย เลือก ingredients ด้วยตัวจริงที่รู้ว่าอะไรที่ Active กับผิว เห็นผล และใช้ได้ในผิวบอบบาง ที่สำคัญ : ต้องตอบโจทย์ผิวคนไทยที่เป็นสิวง่าย เป็นริ้วรอยจุดด่างดำ หมองคล้ำแดด และคนไทยส่วนใหญ่จะกลัวความมันส่วนเกินจากการทาอะไรลงบนผิวหน้า - กล้าพูดได้ว่า Sv Serum เป็นความกล้าหาญของเจ้าของแบรนด์ ที่ตั้งใจจะทำสกินแคร์ที่สู้กับแบรนด์ดังๆได้อย่างไม่อาย ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ คุณภาพ และเรื่องของรสนิยม ความสุขทางใจ ที่สาวกสกินแคร์ให้ความสำคัญ Sv Serum คือความใส่ใจทุกส่วน เพื่อผลิตเซรั่มแบรนด์ไทยออกมาสู่สายตาทุกคน ว่าแบรนด์ไทยก็กล้าทำ และทำได้เหมือนกัน Sv Serum เหมาะสำหรับคนไทย และชาวเอเชียที่ใช้ชีวิตใต้แสงแดดและฝุ่นควัน เป็นเซรั่มที่ช่วยปรับสีผิวให้สว่างกระจ่างใสแบบ Translucent คือความกระจ่างใสที่เกิดจากผิวที่โปร่งแสง และสะท้อนแดดดูมีน้ำมีนวล และดูสุขภาพผิวดี แถมยังมีส่วนให้ความชุ่มชื่น ฉ่ำน้ำแบบพอดี เราออกแบบเนื้อเซรั่มให้ซึมลงผิวได้เร็ว ไม่เยิ้ม ไม่อุดตัน ไม่ทำให้ผิวมัน และช่วยลดการอักเสบสิวได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนของคอลลาเจนที่ช่วยให้รูขุมขนกระชับ ผิวนู่มฟู จับหน้าแล้วจะรู้สึกดีมากๆ เมื่อใช้ต่อเนื่องภายใน 2 สัปดาห์ ผิวจะเริ่มกระจ่างใส จนคนใกล้ตัวต้องทักแน่นอนว่าคุณดูดีขึ้น ไปทำอะไรมา (*จากประสบการ์ณจริงกว่า 87% ของลูกค้าที่ได้ลองใช้ค่ะ ) ซึ่งถึงตรงนี้ก็ภูมิใจไปกับเราได้เลยว่า คุณใช้สกินแคร์แบรนด์ไทยล้ำๆ ที่ทำให้ผิวดีได้ โดยไม่ต้องจ่ายราคาเคาน์เตอร์แบรนด์ :) ———————————————— SILVER VINE SERUM 30ML
พิเศษ 1490.-
( NORMAL 1690.- THB ) *ใช้เพียงสองปั๊มต่อหนึ่งครั้งก็ทั่วใบหน้าค่ะ

A post shared by minorskin.official (@minorskin.official) on

ซึ่งถือเป็นการสร้างสีสันให้แวดวงความงามบ้านเราคึกคัก เพราะอย่างไรเสียอุตสาหกรรมความงามยังคงมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก แม้จะมีการแข่งขันที่สูงมากอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็อย่างที่ Oriental Princess แบรนด์ไทยอีกแบรนด์ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิง...อย่าหยุดสวย” ตราบใดที่ความสวยยังคงมีบทบาทต่อคนไทย ตราบนั้นประโยคนี้ก็ยังคงขลังและทรงพลังไม่เสื่อมคลาย ถ้าจะต้องจ่ายเงินเพื่อผลิตภัณฑ์ความสวยใดๆ (ที่หยุดกันไม่ได้) ก็เลือกแบบที่ทั้งคุ้มราคาและเหมาะกับเราดีกว่า...แบรนด์ไทยซึ่งราคาสบายกระเป๋าและเข้าใจผู้บริโภคอย่างเราๆจึงได้มีส่วนแบ่งในท้องตลาดสูงที่ขึ้น และยึดครองพื้นที่บนโต๊ะเครื่องแป้งได้มากขึ้นเช่นกัน!

Pañpuri อีกหนึ่งแบรนด์สัญชาติไทยที่สร้างชื่อในฐานะแบรนด์ความงามที่เน้นความสวยแบบองค์รวม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2003 จากความสนใจและชื่นชอบการดูแลสุขภาพของชาวตะวันออก เน้นความสมดุลจากภายในสู่ภายนอก จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้นของแบรนด์ เมื่อคุณปุ๋ย-วรวิทย์ ศิริพากย์ เริ่มเห็นช่องว่างทางการตลาดในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามในประเทศไทย ที่มีผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติและออร์แกนิกในตลาดน้อย และต้องการให้มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสู้กับแบรนด์ต่างประเทศได้ จึงเกิดเป็นความตั้งใจที่จะนำเสนอ Pañpuri ให้เป็นคลีนบิวตี้ สกินแคร์ และเวลเนส ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม โดยทุกผลิตภัณฑ์และบริการจาก Pañpuri นั้นต้องผ่านการคัดสรรวัตถุดิบบริสุทธิ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก ปราศจากสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองกว่า 2,300 รายการ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ZeroList™ ลิขสิทธิ์เฉพาะจากแบรนด์

ปุ๋ย-วรวิทย์ ศิริพากย์

ELLE: คิดว่าศักยภาพของแบรนด์ความงามไทยคืออะไร
วรวิทย์: สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าอุตสาหกรรมความงามยังสามารถเติบโตไปได้อีกไกล หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบและเข้าใจจุดเด่นที่แตกต่างของประเทศไทย โดยเน้นการดูแลสุขภาพและความงามแบบองค์รวมเป็นแกนหลักสำคัญ เราจึงมีชื่อเสียงด้านเวลเนส และได้รับการยอมรับในตลาดโลก ผมมองเห็นศักยภาพของประเทศมาตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นแรงผลักดันให้สร้างแบรนด์ Pañpuri ไปสู่ระดับนานาชาติ เราสามารถสร้าง T-Beauty มาเป็นตัวเลือกทางด้านความงามจากเอเชียแบบ J-Beauty จากญี่ปุ่น หรือ K-Beauty จากเกาหลีได้
ELLE: คิดว่าแบรนด์ความงามของไทยสามารถขึ้นเป็นแบรนด์อันดับต้นๆของโลกได้หรือไม่
วรวิทย์: เป็นไปได้ครับ ซึ่งประกอบไปด้วยหลายองค์ประกอบ แบรนด์ต้องสามารถนำเทรนด์ได้ และต้องทำความเข้าใจความต้องการในตลาดโลก เพราะสำหรับผมคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ มีส่วนประกอบ วัตถุดิบที่มีค่า และมีผลลัพธ์ที่ดี อีกทั้งเรื่องราคาและการทำการตลาดก็สำคัญ หากมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อพัฒนาให้แบรนด์ความงามของไทยแข็งแรง เราจะได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคแน่นอนครับ

View this post on Instagram

มาสก์หน้า ใครว่าเหมือนกันหมด? ArunaYouth™ Hydrogen Mask ของเราเต็มไปด้วยสารสกัดที่จะช่วยฟรีซอายุผิว 100% แถมยัง 0% พาราเบนอีกด้วย! ปกติแล้ว ผลิตภัณฑ์ความงามมักมีส่วนผสมของพาราเบนเพื่อหยุดยั้งการเติบตัวของเชื้อโรค เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ว่าจริงๆ แล้วสารพาราเบนนั้นเป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นสารที่ทำให้ระบบต่อมไร้ท่อที่ควบคุมฮอร์โมนเสื่อมลง อีกทั้งยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย ดังนั้น การจะมาสก์หน้า ถ้าจะให้ดี อย่าลืมอ่านฉลากบนซอง เหมือนที่เวลาเราดูแคลอรี่เวลากินข้าวด้วย หรือเพื่อความสบายใจ ลองหันมาใช้ Sheet Mask แบบ Clean Beauty อย่าง ArunaYouth™ Hydrogen Mask. Not all sheet masks are created equal. The ArunaYouth™ Hydrogen Mask, unlike other masks, contains 100% age-freeze actives and 0% parabens. Parabens are usually placed in products to help stop the growth of microbes, with the intention of prolonging the product’s shelf life. However, parabens have been known to disrupt the endocrine system and cause cancers. So, make sheet masks a better habit by reading skincare labels the way you started doing on your lunch boxes. Better yet, go for the clean beauty standard: the ArunaYouth™ Hydrogen Mask. #PANPURI #AgeFreeze #SerumInMask #CleanBeautyForAll #ZeroList #CleanBeauty #CleanSkincare

A post shared by PAÑPURI (@panpuriofficial) on

ELLE: ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆเรามีประสิทธิภาพเทียบเท่าเคาน์เตอร์แบรนด์หรือไม่
วรวิทย์: เราโชคดีที่สามารถคัดสรร จัดหาส่วนผสมที่ดีที่สุดจากแหล่งที่มาจากทั่วโลกได้โดยตรง ซึ่งเป็นส่วนผสมเช่นเดียวกันกับที่เคาน์เตอร์แบรนด์ระดับโลกเลือกใช้ โดยทาง Pañpuri ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนที่เข้มข้น เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและได้ผลมากที่สุด มีการทดสอบประสิทธิภาพและการทดสอบความระคายเคือง dermatological test โดยสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่นเดียวกับเคาน์เตอร์แบรนด์เพื่อตอกย้ำถึงความมีประสิทธิภาพให้ผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจสูงสุด

อีกหนึ่งแบรนด์ความงามของไทยที่สร้างปรากฏการณ์ผลิตภัณฑ์กันแดดสุดฮิตในเวลาอันรวดเร็วกับ Mizumi ที่เริ่มต้นจากการที่คุณหนุย-วริษฐา สืบพันธ์วงษ์ กรรมการผู้จัดการมีสภาพผิวแพ้ง่ายแล้วมองหาครีมกันแดดที่ตอบโจทย์กับสภาพผิวของตัวเองซึ่งไม่ค่อยมีในท้องตลาดสมัยนั้น

หนุย-วริษฐา สืบพันธ์วงษ์

จึงเริ่มต้นลงมือตั้งแต่คิดคอนเซ็ปต์ครีมกันแดดในอุดมคติของสาวแพ้ง่ายขึ้นมา และมีโอกาสได้พูดคุยกับคนรู้จัก กับเพื่อนๆที่มีผิวแพ้ง่ายเหมือนกัน ปรากฏว่าหลายคนชอบในไอเดีย จึงทดลองทำเป็นธุรกิจแบบจริงจัง โดยเริ่มจากลอตเล็กๆให้คนได้ลองไปเรื่อยๆพร้อมรับฟีดแบ็กมาปรับปรุงจนมั่นใจว่าสูตรดีแล้ว ทำให้ใครๆที่ได้ลองก็ชื่นชอบและมีความต้องการในตลาดมากขึ้น เรียกว่าเป็นธุรกิจที่เริ่มจากเล็กๆ แล้วอาศัยคำแนะนำปากต่อปาก จนทำให้วันนี้ถ้าสาวๆจะต้องหยิบครีมกันแดดขึ้นมาใช้ทุกเช้าก็ต้องเป็น Mizumi

ELLE: คิดว่าศักยภาพของแบรนด์ความงามไทยคืออะไร

วริษฐา: ศักยภาพของแบรนด์ความงามไทยมาจากหลายแง่มุม ต้องดูเป็นองค์รวม ตั้งแต่ความต้องการของสินค้าความงามและศักยภาพของ value chain (ตั้งแต่โรงงานผลิต ช่องทางการขาย และการทำการตลาด) ในการป้อนสินค้าตามความต้องการเหล่านี้ คือช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าตลาดความงามเติบโตต่อเนื่อง และผู้หญิงไทยให้ความสนใจในการดูแลตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงเป็นโอกาสอันดีในอุตสาหกรรมนี้ โรงงานผลิตในไทยก็มีศักยภาพ และมีหลายขนาดให้เราเลือกทำงานด้วย ต้นทุนสามารถแข่งขันได้ ปริมาณการผลิตขั้นต่ำก็อำนวยให้ผู้ประกอบการรายเล็กๆสามารถเริ่มต้นแบรนด์ของตัวเอง ช่องทางการขายเครื่องสำอางเมืองไทยก็มีหลากหลายรองรับ ตั้งแต่ model ออนไลน์ ตัวแทนจำหน่าย ไปจนถึงหน้าร้านจริงจัง ประกอบกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มีความสามารถในการทำแบรนด์ที่โดนใจคนรุ่นใหม่ด้วยกันเอง มีความคิดสร้างสรรค์ในการหา brand identity และรู้วิธีทำการตลาดแบบเข้าถึงลูกค้าจริงๆ เลยทำให้แบรนด์ไทยใหม่ๆหลายแบรนด์ได้ใจลูกค้า ลูกค้ากล้าที่จะลองและแนะนำต่อ สุดท้ายก็แจ้งเกิดท่ามกลางแบรนด์อินเตอร์ที่อยู่มานาน และบางทีดังไปไกลยังต่างประเทศด้วย

ELLE: ตอนเริ่มต้นธุรกิจมีทิศทางและมุมมองในการบริหารและการตลาดอย่างไร
วริษฐา: ตอนเริ่มเราไม่ได้คิดการใหญ่อะไรมากมาย แค่คิดว่าทำอย่างไรให้คนชอบที่สินค้าเราจริงๆ แนะนำต่อเพราะรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ดี ไม่ใช่เพราะรู้จักเราหรือมี incentive อะไรซ่อนอยู่ เรามองว่าถ้าสินค้าดีในระยะยาวก็จะมีคนมาซื้อซ้ำ ถึงแม้การตลาดจะไม่มากก็ตาม ดังนั้นตอนเริ่มธุรกิจเรามองว่าหัวใจคือผลิตภัณฑ์ ตามมาด้วยการตลาดแบบจริงใจและเข้าถึงเป้าหมาย หมายถึงเราพยายามไม่โอ้อวดสรรพคุณอะไรที่เกินจริงเพียงเพื่อหวังยอดขาย แต่เราเน้นการสร้างพื้นฐานความเข้าใจกับลูกค้าให้รู้ว่าครีมกันแดดเราทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ เพื่อให้เข้าใจก่อนจะซื้อ และเราเป็นแบรนด์ที่พยายามพูดคุยกับลูกค้าเอง เพื่อฟังฟีดแบ็ก และให้ลูกค้าสบายใจว่าคำถามที่เขามีในใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เราพยายามตอบให้ได้มากที่สุด ซึ่งจริงๆทุกวันนี้แบรนด์ก็ยังยึดหลักการนี้ในการทำการตลาดอยู่ค่ะ  

ELLE: คิดว่าแบรนด์ความงามของไทยโดดเด่นอย่างไรในตลาดโลก
วริษฐา: ถ้าไม่มองว่าแบรนด์ไทยมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่เป็นจุดขายให้ต่างประเทศอยู่แล้ว แบรนด์ไทยรุ่นใหม่ๆที่ไม่ได้พรีเซนต์ความเป็นไทยจ๋าออกมา มีข้อดีหลักๆที่ทำให้เราแข่งขันได้เลยคือ คุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ จึงเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ชื่นชอบเมืองไทยอยู่แล้ว และได้รับอิทธิพลจากละครไทย หนังไทย ดาราไทย เช่น จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศจึงมองว่าสินค้าบิวตี้ไทยเป็นที่ยอมรับ แถมซื้อง่ายขายเร็ว จึงเป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ความงามไทยที่จะไปเจาะตลาดต่างประเทศ

Beauty Story October Issue 
Model: Pannapat Sangounsub
Make-up: Rattanachot Pokum
Hair: Manaswee Kitpisut
Photographer: Kritsada Hasapark
Stylist: Pitipong Pongdam
Beauty Editor: Mallika Boonyuen 

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH