SIGNATURE

ถอดรหัสเครื่องแต่งกายของ Marie Antoinette พระราชินีองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส

ย้อนรอยชมอาภรณ์อันแสนงดงามของพระนาง Marie Antoinette

10 APR 2020
Senior Fashion Writer

KHANAKON PHETTRAKUL

รูปแบบเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องแต่งกายของสาวสังคมในศตวรรษที่ 18 กลายเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคอลเล็กชั่นฤดูร้อนประจำปี 2020 ของหลายแบรนด์ชั้นนำ อย่าง Loewe, Marni, Comme des Garçons, Yohji Yamamoto และ Thom Browne นำเสนอผลงานในทิศทางนี้ร่วมกัน โดยเฉพาะรายหลังที่ถูกพูดถึงเพราะมีการนำโครงสร้างและรายละเอียดมาปรับใช้กับคอลเล็กชั่นสำหรับสุภาพบุรุษ ยิ่งไปกว่านั้นแฟชั่นวีกทั้งของปารีสและมิลานฤดูกาลล่าสุดที่เพิ่งจบไปหมาดๆยังมีการนำอาภรณ์อันแสนงดงามของพระนาง Marie Antoinette มาตีความใหม่

Marie Antoinette

มีผลงานของดีไซเนอร์สุดซ่า Jeremy Scott สำหรับแบรนด์ Moschino ที่เป็นการทริบิวต์ให้กับ 30 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ของป๊อปคัลเจอร์ โดยนำความประทับใจที่มีต่อการแสดงของราชินีเพลงป็อป Madonna ในงาน MTV Music Video Awards ปีค.ศ. 1990 มาขยายใหญ่จนกลายเป็นดาวเด่นประจำฤดูกาลไปในที่สุด ดังนั้นในเมื่อตลอดทั้งปีนี้เราจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับรูปแบบการแต่งกายของสตรีชั้นสูงเมื่อเกือบ 3 ศตวรรษก่อนหน้า แอลจึงขอพาคุณผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับอาภรณ์ของสาวๆในราชสำนักของยุโรปที่กลับมามีอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นและกลายเป็นเมเจอร์เทรนด์ในปัจจุบัน

Chantilly: ลูกไม้ถักทอความหรูหรา

ซ้าย: Alexander McQueen l ขวา: Burberry

ซ้าย: Alexander McQueen l ขวา: Loewe

ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งตรงกับสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส และมีพระนาง Marie Antoinette เป็นมเหสี ช่วงเวลานั้นศิลปะบาโร้ก-โรโกโกที่นักวิจารณ์ศิลปะขนานนามว่าเป็น ‘ศิลปะแห่งความฟุ้งเฟ้อ’ กำลังเบ่งบาน ไม่เพียงแต่ส่งผลต่องานสถาปัตยกรรมแสนงดงามดังที่เห็นได้จากพระราชวังแวร์ซายส์แล้ว ศิลปะแขนงนี้ยังมีอิทธิพลในการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับบุรุษและสตรีผู้สูงศักดิ์ด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากมี ‘คอร์เซต’ บังคับรูปร่างให้เอวคอดกิ่ว และ ‘pannier’ ห่วงด้านข้างทำหน้าที่เป็นชุดชั้นในเพื่อขยายความกว้างของกระโปรงให้ออกไปด้านข้างตามค่านิยมการแต่งกายของสตรีในยุคนั้นแล้ว เนื้อผ้าที่นำมาใช้ก็ต้องหรูหรา งานปักประดับประดาและลวดลายก็ต้องสุดแสนประณีตและวิจิตรบรรจง

ซ้าย: Yohji Yamamoto l ขวา: Loewe

โดยหนึ่งในวัสดุเลอค่าที่สตรีชั้นสูงในช่วงเวลานั้นโปรดปรานคือผ้าลูกไม้ถักมือช็องติยี (Chantilly) ซึ่งตั้งตามชื่อเมืองที่ผลิตลูกไม้ชั้นเลิศรูปแบบนี้ โดยจุดเด่นของลูกไม้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ลูกไม้กูตูร์’ อยู่ในส่วนของการถัก และลักษณะพิเศษของลายดอกไม้ที่ถูกออกแบบให้ดูแยกเป็นอิสระ แต่กลับมาผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวบนเนื้อผ้าตาข่าย งดงามจนทำให้กลายเป็นหนึ่งในชนิดผ้าลูกไม้ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงยุควิกตอเรียนในอีกครึ่งศตวรรษต่อมา และช่วงเวลาปัจจุบันกับคอลเล็กชั่นฤดูร้อนประจำปี 2020 ของ Burberry, Alexander McQueen และ Andreas Kronthaler for Vivienne Westwood ที่มีการนำผ้าลูกไม้ถักมือลักษณะนี้มาตกแต่งชิ้นงานทั้งในส่วนของคอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์และไลน์ชุดเจ้าสาว

Pouffe: ผมสูงพร้อมเครื่องตกแต่งอลังการ

Dries Van Noten

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดหญิงสาวทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับรูปแบบทรงผมและเครื่องประดับตกแต่งศีรษะอยู่เสมอ ในยุคสมัยของพระนางมารีก็มีค่านิยมในการทำทรงผมที่เรียกว่า The Pouf หรือ Pouffe ที่เป็นการสร้างโครงร่างของศีรษะให้ดูใหญ่โตด้วยการเกล้าผมให้สูงมากสำหรับวันธรรมดา และสูงมากเป็นพิเศษราวๆ 1-2 ฟุตสำหรับโอกาสสำคัญ โดยการสอดหมอนที่ทำจากผ้าไว้ด้านในก่อนใช้ผมและวิกตลบปิดให้ได้ทรงตามที่ต้องการ แล้วตามด้วยการใช้ผงแป้งจากข้าวสาลีผสมสีเป่าซ้ำเพื่อให้ได้สีผมดังที่ใจปรารถนา แต่! สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสตรีผู้สูงศักดิ์ก็คือในส่วนของเฮดพีซ อาทิ ขนนก ดอกไม้ สายสร้อยเพื่อให้ดูหรูหราถึงขีดสุด เพราะนอกจากทำมาเพื่อวัตถุประสงค์ในด้านความงาม บ่งบอกความมั่งคั่งของสถานะและระดับชนชั้นแล้ว เครื่องประดับเหล่านี้ยังสื่อสารถึงความสนใจเกี่ยวกับเรื่องต่างๆในช่วงเวลานั้น

Thom Browne

ดังเช่นที่พระราชินีแห่งฝรั่งเศสเคยนำเรือรบมาประดับพระเกศาเมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสชนะสงคราม จนกลายเป็นลุคเด่นระดับตำนานที่เราเห็นได้ทั้งจากภาพวาดและภาพยนตร์เรื่อง Marie Antoinette ในปี ค.ศ. 2006 อีกทั้งนักออกแบบคนดังอย่าง Jean-Paul Gaultier และ Philip Treacy ก็เคยนำเสนอลุคนี้มาใช้บนรันเวย์ของตัวเองจนได้รับการกล่างถึง ซึ่งในช่วงเวลานี้เราจะได้เห็นการประดับตกแต่งศีรษะในลักษณะเดียวกันกับสาวสังคมศตวรรษที่ 18 จากคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 จากหลากหลายแบรนด์ดัง เช่น Dries Van Noten, Nina Ricci และ Thom Browne

Lead Makeup: ใบหน้าขาวของสาวสังคม

Thom Browne

ค่านิยมการมีผิวขาวราวกับหิมะในหมู่สาวๆที่เราเห็นในปัจจุบันนี้มีมานานแสนนาน โดยเฉพาะกับแฟชั่นหน้าขาว (Lead Makeup) ที่เป็นการใช้เครื่องสำอางทำให้ใบหน้าดูขาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั้นมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ จนได้รับความนิยมถึงขีดสุดในสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ ช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยของพระนางมารีในศตวรรษที่ 18 เพราะสาวสังคมชั้นสูงเชื่อว่าการมีผิวคล้ำดูกระดำกระด่างคือกลุ่มคนไม่มีเงิน ต้องตรากตรำทำงานตากแดดอาบเหงื่อจึงมีการใช้ Eau d'Age ซึ่งเปรียบได้กับน้ำตบที่มีส่วนผสมของกุหลาบ กำยาน ดอกส้ม และสมุนไพรหลากชนิดปรับให้ผิวดูผ่อง ก่อนจะตามด้วยรองพื้นสูตรเฉพาะที่ทำให้ดูขาวยิ่งขึ้น

Thom Browne

และด้วยค่านิยมเช่นนี้เองที่นำมาซึ่งอีกหนึ่งแฟชั่น ‘โมเช’ (Mosche) คำภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘แมลงวัน’ เป็นการนำผ้าไหมสีดำมาตัดเป็นแผ่นเล็กๆรูปต่างๆอย่างวงกลม ดวงดาว พระจันทร์เสี้ยวเพื่อปกปิดสิวและจุดด่างดำบนใบหน้า นอกจากปิดบังสิ่งไม่พึงปรารถนา ช่วยขับให้ผิวหน้ายิ่งดูขาวขึ้นแล้ว ตำแหน่งของการติดโมเชยังสื่อถึงความนัยที่ผู้ติดต้องการส่งสารไปยังผู้พบเห็นได้อีกด้วย เช่น ติดที่หน้าผากสื่อถึงการเป็นผู้ดีมีสกุล ติดหางตาคือการสื่อว่าเป็นสาวผู้รุ่มร้อน ติดทแยงเหนือริมฝีปากสื่อว่าเป็นสาวนักจูบผู้ดูดดื่ม เป็นต้น การแต้มโมเชหรือแมลงวันบนใบหน้ากลับมาให้เห็นอีกครั้งใน พ.ศ.นี้เมื่อกูตูริเยร์สายดรามาติก John Galliano นำมาใช้กับผลงานของ Maison Margiela

The Queen's Pearl: มุกน้ำงามของราชินี

Chanel

เป็นที่ทราบกันดีว่าพระราชินีองค์สุดท้ายของฝรั่งเศสนั้นเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของสาวสังคมในอดีต ไม่เพียงแต่อาภรณ์อันแสนงดงามที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ แต่ยังโปรดเครื่องประดับอัญมณีที่ดูหรูหราและมีมูลค่ามหาศาล ดังเช่นนาฬิกา Breguet No. 160 ที่ถูกเรียกว่าเป็นนาฬิกา Marie Antoinette โดยในปี ค.ศ. 1775 มีผู้ไม่ประสงค์จะออกนามสั่งทำนาฬิกาเรือนพิเศษเพื่อถวายแก่พระองค์ โดยให้เงื่อนไขว่าต้องใช้กลไลการผลิตที่ดีที่สุด และต้องใช้ทองคำในการผลิตทุกชิ้นส่วน อีกทั้งยังไม่มีข้อจำกัดเรื่องราคาและระยะเวลา แม้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งผลิตแต่ก็มีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นพระราชินีที่เป็นคนรับสั่งผ่านทหารรักษาพระองค์ เพราะราชินีก็เป็นลูกค้าของ Breguet หรืออย่างสร้อยคอที่ทำจากมุกธรรมชาติจำนวน 300 กว่าเม็ด และจี้ไข่มุกทรงหยดน้ำประดับเพชรน้ำงามรูปวงรีที่ทาง Sotheby's นำออกประมูลไปเมื่อปี ค.ศ. 2018 และขายไปด้วยราคา 36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงได้รับการบันทึกว่าเป็นเครื่องประดับมุกที่มีราคาสูงที่สุดในโลก

Comme des Garçons x Mikimoto

ซึ่งถ้าหากสาวๆคนไหนอยากดูหรูหราเช่นนี้ หรือเป็นผู้ที่ชอบเครื่องประดับอยู่แล้วก็คงถูกใจ เพราะในฤดูร้อนนี้มีคอลเล็กชั่นสร้อยคอมุกจากแบรนด์ชั้นนำออกมาให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไฟน์จิวเวลรี่ที่เป็นการร่วมงานครั้งพิเศษระหว่าง Comme des Garçons และแบรนด์เครื่องประดับมุกชื่อดังจากญี่ปุ่น Mikimoto สร้อยคอมุกประดับโลโก้จาก Chanel และ Vivienne Westwood หรือจะเป็นสร้อยมุกเม็ดใหญ่ที่มาพร้อมกับลูกบอลโลหะให้อารมณ์หรูหราแกมซ่าจาก Junya Watanabe

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH