FASHION

ชวนทำความรู้จัก Tank Must เรือนเวลาชิ้นไอคอนิกสมาชิกใหม่จากตระกูล Tank ของ Cartier

นาฬิกาพลังงานแสงอาทิตย์เรือนแรกได้กำเนิดขึ้นแล้ว

16 SEP 2021
Digital Fashion Writer

POONYANUCH KUBOONYAARRAK

Cartier นับเป็นหนึ่งลักชัวรี่แบรนด์ที่เรานึกถึงกันเป็นอันดับแรกๆ เมื่อพูดถึงจิวเวลรี่หรือนาฬิกา สำหรับใครที่หลงรักในสไตล์คลาสสิกเหนือกาลเวลา และต้องบอกว่าข่าวดีในวันนี้ คือการที่ Cartier ได้เปิดตัวนาฬิกา Tank Must สมาชิกใหม่ล่าสุดจากตระกูล Tank ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นเรือนเวลาที่ขึ้นแท่นเป็นไอคอนของแบรนด์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1917 สำหรับนาฬิกา Tank Must ซึ่งเปรียบเสมือนการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์อย่าง Tank และ Must คอลเล็กชั่นเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970 นอกจากสายหนังและสายสตีล นาฬิกา Tank Must ยังมีรุ่นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และสายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์อีกด้วย นับเป็นนวัตกรรมในการรังสรรค์เรือนเวลาอย่างไม่หยุดนิ่งของ Maison Cartier อีกด้วย

Tank Watch

ย้อนเวลากลับไป นาฬิการุ่น Tank ได้จารึกความสง่างามของ Cartier ผ่านดีไซน์ที่คมชัดและเพรียวบาง นับตั้งแต่ Louis Cartier สร้างสรรค์เรือนเวลานี้โดยรับแรงบันดาลใจมาจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อปี ค.ศ. 1917 โดยเลือกหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทำให้นาฬิกาโดดเด่นจากนาฬิกาข้อมือทั่วไปในยุคนั้น ซึ่งมีหน้าปัดเป็นทรงกลม ทำให้มีกลิ่นอายที่ล้ำสมัย อยู่เหนือกาลเวลามาอย่างยาวนานจวบจนปัจจุบัน เส้นตรงสองเส้นที่ขนาบข้างหน้าปัดนับเป็นเอกลักษณ์ของเรือนเวลารุ่นนี้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมุมสูงของรถถัง โดยมีเอกลักษณ์เป็นคานสองชิ้นประกบเข้ากับตัวเรือนทรงเหลี่ยมดุจล้อรถและหอบังคับการ การประกอบตัวเรือนกับสายนาฬิกา ทำได้กลมกลืนเสียจนเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อรักษาหัวใจหลักของแรงบันดาลใจที่น่าทึ่งนี้เอาไว้

นาฬิการุ่น Tank ได้รับความนิยมอย่างมากและเป็นนาฬิกาคู่ใจของบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงมากมายจนมีคำกล่าวว่า การสวมใส่ Tank คือการประกาศตัวตน จนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย หลังจากเวลาล่วงเลยไปกว่าศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้จึงถูกนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งในปี 2021 ในชื่อรุ่น Tank Must โดยทั้ง Tank และ Must คือผลลัพธ์ที่ลงตัวระหว่างสัญลักษณ์สำคัญประจำ Maison Cartier โดย Tank คือคอลเล็กชั่นสำคัญของแบรนด์ ในขณะที่ Must คือคอลเล็กชั่นนาฬิกาอันเป็นอมตะที่ใครๆ ก็ต้องมีไว้ในครอบครอง ในปีนี้ คาร์เทียร์นำขนบของความหรูหราคลาสสิกกลับมาอีกครั้งผ่านนาฬิกา Tank Must อันเป็นเสมือนการบรรจบกันระหว่างเรือนเวลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์ และเรือนเวลาที่โด่งดังในยุค 1970

Tank Must กับดีไซน์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

Tank Must ได้รับแรงบัลดาลใจจากนาฬิการุ่น Tank โดย Louis Cartier และ Maison Cartier ออกแบบและปรับเปลี่ยนดีไซน์ Tank Must โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรุ่นดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งคานปลายมนสองชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรือน และสัดส่วนของหน้าปัด ความชำนาญอันเป็นเลิศด้านการออกแบบที่ถูกกำหนดไว้ ได้ให้กำเนิดเรือนเวลาที่หาญกล้าย้อนเวลาเพื่อนำความคลาสสิกกลับมาประดับบนทุกรายละเอียดปลีกย่อย ไปจนถึงชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมเจียระไนแบบคาโบชง และการกลับมาของตัวล็อกสายแบบ Ardillon Buckle สไตล์ดั้งเดิมสำหรับรุ่นสายหนัง ชั้นเชิงศิลป์ในการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของเมซงคาร์เทียร์นั้นเปี่ยมด้วยความชำนาญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายสตีลพร้อมข้อต่อทรงโค้งมนซึ่งถูกออกแบบใหม่และสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ ไปจนถึงกลไกควอทซ์ประสิทธิภาพสูงจากเมซงซึ่งแบตเตอรี่คงคุณภาพยาวนานถึง 8 ปี

Tank Must เฉดสีโมโนโครมแห่งยุค 1980

หลังจากที่ Must เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ. 1977 Cartier ได้นำนาฬิกา Tank ซึ่งถือถือเป็นผลงานระดับไอคอนจากศิลปะการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงของ Maison Cartier ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนหน้านั้นมาออกแบบใหม่อีกครั้งด้วยวัสดุ Vermeil ฉีกกรอบเรือนเวลาจากยุคเดิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าปัดสีเบอร์กันดีหรือดำสนิท หรือโลโก้สีทองโดดเด่น เลือกที่จะแตกต่างบนความสง่างามที่เรียบง่ายกว่าเดิม นาฬิกา Tank Must รุ่นใหม่ในปี 2021 มาพร้อมดีไซน์ที่รักษาจิตวิญญานแห่งยุค 1980 ให้เลือกสรรผ่านเฉดสีโมโนโครมที่เปรียบดั่ง DNA ของ Cartier ทั้ง 3 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน และเขียว พร้อมตัวเรือนสตีลที่มีหน้าปัดเรียบ มินิมัล ปราศจากตัวเลขหรือเส้นสายอื่นใด มาพร้อมกับสายหนังในโทนสีเข้ากัน

Tank Must เรือนเวลาแรกที่บุกเบิกหน้าปัดเซลล์แสงอาทิตย์ Photovoltaic Dial

ความท้าทายในทุกชิ้นงานคือการใช้เทคนิกใหม่เพื่อปรับรูปทรงและความสวยงาม การหาสมดุลยภาพระหว่างความทันสมัยและขนบดั้งเดิมของศิลป์แห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูงให้บรรจบกันอย่างสมบูรณ์ โดยความท้าทายและพันธสัญญาดังกล่าวถูกรังสรรค์ให้เด่นชัดขึ้นโดยศูนย์ผลิตนาฬิกา ณ La Chaux-de-Fonds ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิต หากแต่ยังเป็นศูนย์วิจัย สร้างสรรค์และคิดค้นพัฒนานวัตกรรม ที่ได้นำหลักการเซลล์แสงอาทิตย์ Photovoltaic มาใช้กับหน้าปัดของเรือนเวลารุ่นแทงก์ มัสท์ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ใดๆ โดยความสำเร็จด้านเทคนิคนี้อาศัยช่องว่างระหว่างเลขบอกเวลาโรมันบนหน้าปัด เปิดเป็นช่องให้พลังงานแสงอาทิตย์ลอดผ่านเข้าสู่เซลล์แสงอาทิตย์ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าปัด ซึ่งทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ใช้เวลากว่า 2 ปี ในการผสานกลไก SolarBeat™ ที่มีอายุการใช้งานนานกว่า 16 ปี เข้ากับแทงก์ มัสท์ เรือนเวลาแรกที่ได้ใช้เทคโนโลยีนี้

สายจากวัสดุพิเศษที่ปราศจากชิ้นส่วนจากสัตว์

กระบวนการผลิตของสายนาฬิกานี้บ่งบอกถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับการผลิตสายนาฬิกาหนังลูกวัว โดยสามารถการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ Carbon Footprint ได้มากว่ากว่า 6 เท่า ประหยัดน้ำมากกว่า 10 ลิตร และลดพลังงานได้อีกกว่า 7 เมกะจูล หรือเทียบเท่ากับการชาร์จโทรศัพท์สมาร์ทโฟนประมาณ 80 ครั้ง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในยุโรปซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ด้วยการใช้เศษพืชจากแอปเปิ้ลที่ปลูกในยุโรป สู่ผู้ผลิตวัสดุในประเทศอิตาลี และส่งต่อสู่ผู้ผลิตสายนาฬิกาในประเทศโปรตุเกส ไปจนถึงโรงงานประกอบเรือนเวลาชั้นสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากจะรักษาชื่อเสียงในความเป็นเรือนเวลาที่ล้ำสมัยอยู่เสมอแล้ว นาฬิกา Tank ยังเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต และกับนาฬิกา Tank Must นี้ก็เช่นกัน Cartier ยังคงหาญกล้าที่จะรังสรรค์เรือนเวลาเพื่อท้าทายกาลเวลา ในขณะเดียวกันยังเผยวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นที่มองไปยังวันข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง

Tank Louis Cartier

รุ่น Louis Cartier ได้รับการออกแบบอิงจากรุ่น ปีค.ศ.1922 ให้มีตัวเรือนที่ยาวขึ้น พร้อมคานประกบตัวเรือนที่บางลงและมีขอบโค้งมนสวย ถือเป็นกำเนิดใหม่แห่งความคลาสสิกอันไร้ที่ติ ด้วยลายเส้นหรือ Rail Tracks บริเวณกรอบหน้าปัด เม็ดมะยมประดับด้วยแซฟไฟร์เจียระไนทรงคาโบชง อีกทั้งตัวเลขโรมันบอกเวลาซึ่งเผยความงามอมตะที่เป็นหัวใจหลักของศิลป์แห่งการประกอบเรือนเวลาชั้นสูง  ผ่านเรือนเวลารุ่นล่าสุดที่ถูกปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย เพื่อส่งต่อมรดกแห่งขนบที่เหนือกาลเวลานี้ 

โดยครั้งนี้ Tank Louis Cartier เนรมิตความสง่างามด้วยสองเฉดสี ที่เป็นดั่ง DNA ของคาร์เทียร์ ได้แก่สีแดงก่ำลุ่มลึก และ สีน้ำเงินสว่างสดใส ทั้งสองเฉดล้วนเพิ่มมิติและความโดดเด่นให้กับเส้นสายที่เฉียบคมของนาฬิการุ่นนี้ นอกจากนี้คาร์เทียร์ยังได้ผสานรายละเอียดที่ รุ่มรวยขึ้นด้วยตัวเลขโรมันและเส้นเดินรอบขอบหน้าปัด หรือ Rail Tracks ในเฉดสีทอง ที่ช่วยขับให้ทุกส่วนประกอบกราฟฟิกบนหน้าปัดเด่นชัดยิ่งขึ้น โดยเรือนสีน้ำเงินมาจับคู่มากับกรอบหน้าปัดสีพิงค์โกลด์ ในขณะที่เรือนสีแดงนำเสนอกรอบหน้าปัดสีเยลโลโกลด์ ทั้งหมดมาพร้อมสายนาฬิกาในโทนสีเดียวกันกับหน้าปัด โดยใช้กลไก Manufacture 1917 MC ไขลานด้วยมือ

SHARES

RELATED STORY

RELATED STORY

SUBSCRIBE TO OUR NEWSLETTER

SEARCH